ท่ามกลางความมืดมน เราจะเป็นแสงสว่างได้อย่างไร เราจะละวางตัวตนเพื่อเป็นผู้ให้และผู้นำทางอย่างไร ฝึกทบทวนอัตตาและการละวางตัวเอง เพื่อเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ในกิจกรรมหัวข้อ ” เ ป็ น ดั่ ง แ ส ง ส ว่ า ง “ … ที่ว่างและเป็นประโยชน์ … การอบรมในชุด “ห้องเรียน วิถีครู” รุ่นที่ 7 – บ่มเพาะครูภายในตน เรียนทักษะสำคัญเพื่อเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองและผู้อื่น สามารถเข้าเรียนได้ทุกอาชีพ 💡ในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ทบทวนเกี่ยวกับความยึดมั่นในตัวตน ความสำคัญของการละวางในการเป็นผู้ให้ และแนวทางการฝึกฝนตนเองเพื่อเป็นดั่งแสงสว่างแก่ตัวเองและผู้อื่น โดยใช้การทำสมาธิโปรแกรมจิต (Self Hypnosis Meditation) การเขียนใคร่ครวญ (Reflection Writing) และการเปิดการ์ดออนไลน์ใน 7 ชุดไพ่ไกด์ชีวิต ⏰ คืนวันที่ 24 – 26 มกราคม… Continue reading “เป็นดั่งแสงสว่าง” ประจำปี 2568
Author: admin
โครงการคุณให้เขา เราให้คุณ ครั้งที่ 8
(คุณให้เขา เราให้คุณ ครั้งที่ 8) รับสมุดอิสรภาพแห่งใจ ฟรี ! เพียงบริจาคตรงให้กับโรงพยาบาล องค์กรการกุศล หรือโครงการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นจำนวน 199 บาทขึ้นไป ในช่วงระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 ส่งใบเสร็จหรือหลักฐานการโอนบริจาคให้เรา พร้อมแจ้งชื่อ-นามสกุล และอีเมล เลือกรับฟรี สมุดบันทึกอิสรภาพแห่งใจ ท่านละ 1 เล่ม สมุดการเขียนบำบัดและทบทวนตัวเองพร้อมภาพสวยงามทั้งเล่ม เราส่งให้ฟรีในประเทศไทย หรือเลือกรับส่วนลดค่าเข้าร่วมกิจกรรม “มั่นคงจากข้างใน” วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2568 ออนไลน์ทาง Zoom เวลา 14.30 – 18.00 น. 🍀🍀🍀 ส่งใบเสร็จบริจาคเข้าร่วม คุณให้เขา เราให้คุณ ได้ที่อินบ็อกเพจ “สถาบันธรรมวรรณศิลป์” ไลน์ @khianpianchiwit หรืออีเมล… Continue reading โครงการคุณให้เขา เราให้คุณ ครั้งที่ 8
ยามผีเสื้อจะต้องเป็นผีเสื้อ เขาไม่อาจแบกดักแด้ไว้กับตัวได้อีกแล้ว
เราทุกคนต่างเป็นมากกว่าที่เราคิด เป็นมากกว่าที่เราเชื่อ แต่โชคร้ายที่หลายครั้งเราจำกัดตัวเองไว้ในกรอบความคิดและความคุ้นเคยชิน จนบดบังอำพรางสิ่งที่เราเป็นแท้จริงอยู่ข้างใน บ่อยครั้งที่เราตัดสินตัวเองเหมือนตัดสินหนอนแก้วตัวหนึ่งว่ามันไม่อาจมีชีวิตที่บินได้ ชีวิตของผีเสื้อ เป็นตัวอย่างของการรู้จักตน และมอบบทเรียนการเริ่มต้นให้แก่ชีวิตมนุษย์ บทความหัวข้อนี้ริเริ่มชวนเราผู้อ่าน ย้อนมองรอยทางของเขา จากชีวิตหนอนผู้คืบคลาน สู่ผีเสื้อที่ขยับปีกอันแสนสวย ไม่ได้พยายามเป็นอย่างใครอื่น แต่พยายามเป็นอย่างที่ตนเองเป็นจริง เผยคุณค่าและความงามจากข้างในสู่ภายนอก ขณะที่เราใช้ชีวิต เพียงเพื่อพยายามจะเป็นคนอื่น เราอาจไม่มีวันได้พบความสุขแท้ได้เลยในปัจจุบัน หากเรารู้สึกว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตและทำงานไปอย่างเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามที่สำคัญแก่ตนเองได้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรจะริเริ่มเพื่อชีวิตอย่างที่ควรเป็นอย่างแท้จริง กว่าผีเสื้อจะเป็นผีเสื้อได้นั้น เขาจะต้องเป็นหนอนเสียก่อน คลานต้วมเตี้ยม เชื่องช้า ดูไม่มีวี่แววจะบินได้เลย การเริ่มต้นใหม่และการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเริ่มต้นสิ่งใหม่ในชีวิตหรือกระทั่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราอาจพบว่าสิ่งต่างๆ มันช่างเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่มีวี่แววชัดเจนเลยว่าจะล้มเหลวหรือก้าวหน้าได้เพียงใด อาจมีคนคอยห่วงใยถามไถ่อยู่เรื่อยๆ ว่า จะไปรอดหรือไม่ ซึ่งแม้เสียงในใจเราเองก็อาจถามด้วย เมื่อริเริ่ม หัวใจเราอาจรวนเรกับความลังเลนับไม่ถ้วน มันอาจถ่วงให้เราช้าลง รอบคอบและระมัดระวัง ช้าเชื่องอยู่บ้างแต่ดีกว่าถาโถมเทหมดหน้าตัดจนพลาดพลั้ง แต่หนอนนั้นยังสอนเราอีกว่า แม้เขาจะช้าเพียงใด เขาก็ยังคลานต่อไป จากจุดหนึ่งที่เราอาจคิดว่าต้องใช้เวลานานกว่าไปถึงอีกจุด เมื่อละสายตาไปกลับมาอีกครั้งหนอนตัวนั้นก็อาจไปไกลแล้ว ช้าเหมือนเต่าในนิทานวิ่งแข่งกับกระต่าย เมื่อไม่ละความเพียรแล้ว ย่อมไปถึงจุดหมายได้สักวันหนึ่ง ในช่วงแรกของการเริ่มต้นนั้นย่อมช้าก่อนที่จะเร็ว ระหว่างที่เราทำมันอาจดูไกลจากเป้าหมายมากมาย แต่ขอให้เราระลึกไว้ว่า เราเองก็ไม่เห็นปีกของหนอนผีเสื้อ วันนี้ไม่มีใครเห็นปีกหรือความสำเร็จในตัวเราได้… Continue reading ยามผีเสื้อจะต้องเป็นผีเสื้อ เขาไม่อาจแบกดักแด้ไว้กับตัวได้อีกแล้ว
“มั่นคงจากข้างใน” ประจำปี 2568
ฝึกทักษะที่ต้องมีเพื่อรับมือความไม่แน่นอนและสถานการณ์ที่ท้าทาย ในกิจกรรมหัวข้อ ” มั่ น ค ง จ า ก ข้ า ง ใ น “ ลดทุกข์จากสิ่งนอกตัว ด้วยการกลับมามั่นคงในตนเอง กิจกรรม “ห้องเรียน วิถีครู” รุ่นที่ 7 – บ่มเพาะครูภายในตน เรียนทักษะสำคัญเพื่อเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองและผู้อื่น (เข้าเรียนได้ทุกอาชีพ) ⏰วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2568 รวมสองวัน เวลา 14.30 น. – 18.00 น. ออนไลน์ผ่าน Zoom … 🌼 ในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้หาคำตอบเกี่ยวกับความมั่นคงของชีวิต การสร้างสมดุลภายในจิตใจ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน อิทธิพลจากปมในวัยเด็ก และการฝึกความมั่นคงในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยใช้การเขียนใคร่ครวญ (Reflection Writing) การเขียนที่เน้นการรับรู้ทางกายและปรับกิริยา… Continue reading “มั่นคงจากข้างใน” ประจำปี 2568
กิจกรรมกับน้องๆ สถานพินิจฯปทุมธานี เดือนที่ 7/2568
จัดกิจกรรมครั้งที่ 7 ให้กับน้องๆ สถานพินิจฯ ปทุมธานี โดยธีมครั้งนี้คือ “สมาธิและความมุ่งมั่น” เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พร้อมมอบขนมและนมให้กับน้องๆ และทางสถานพินิจฯ สอนการมีสมาธิและความมุ่งมั่นตั้งใจในชีวิตด้วยกิจกรรมผ่านประสบการณ์ นำการเขียนภาวนามาอยู่ในรูปแบบกิจกรรม และสอนเขาถึงความตั้งใจไปสู่เป้าหมายของชีวิตผ่านกิจกรรมกลุ่มที่ต้องช่วยกันทำให้ถึงจุดหมายอย่างมีสมาธิ เมื่อพูดว่าวันนี้จะสอนสมาธิ เด็กบางคนก็เตรียมนั่งสมาธิ ก่อนที่ครูจะบอกว่าสมาธิไม่ใช่แค่การนั่งหลับตาเท่านั้น แต่สมาธิอยู่ในชีวิตของเรา เช่น ตอนเล่นเกม ตอนที่เราตั้งใจจนเหมือนนกับว่าโลกนี้เหลือแค่สิ่งเดียวเท่านั้น แทนที่เราจะเทศน์ธรรมะที่เป็นนามธรรมให้เขาฟัง เราใช้กิจกรรมเพื่อเขาเห็นรูปธรรมและเชื่อมโยงความเข้าใจในนามธรรมมากขึ้น กิจกรรมของเรามุ่งส่งเสริมให้เกิดการเห็นคุณค่าในตัวเองของน้องๆ ในสถานพินิจ ควบคู่กับการทบทวนชีวิตตนเองและการพัฒนาจิตใจ ติดตามกิจกรรมของเรา ตารางกิจกรรม
จบการอบรม “โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน” รุ่นที่ 10
ความรู้สึกและสิ่งที่ผู้เรียนได้รับหลังเข้าร่วม “โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน” รุ่นที่ 10 🦋กิจกรรมออนไลน์ 6 คืน โดยครูโอเล่ และทีมงาน ขอบคุณทุกท่านที่มาโอบกอดตนเองและด้านมืดของกันและกัน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมที่ดีมากขึ้น …”รู้สึกอึ้งกับหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่คิดว่า ตัวเองก็เป็นอย่างนั้น” “ได้กลับมาคุยกับตัวเอง โอบกอดตัวเองและรับฟังเสียงหัวใจที่กำลังอยากบอกเรามานาน แต่เราละเลยและปฏิเสธเขา” “ปกติเป็นสาย feeling มาก ประทับใจที่คุณครู เด็ดขาดและยึดหลักการค่ะ 5555 เพราะตรงข้ามกับตัวเอง และรู้สึกว่าหลายครั้งการที่เราติดอยู่ในวังวนความรู้สึก เราจะก้าวข้ามไปเห็น facts ไม่ได้ เหมือนได้ฝึกตกตะกอนในสภาวะแวดล้อมแบบใหม่ที่ไม่คุ้น ประทับใจค่ะ” “ได้เห็นเครื่องมือ tools ใหม่ๆ ในการตกตะกอนตัวเอง ปกติเขียนไดอารี่อยู่แล้ว และรู้จักตัวเองมานิดหน่อย แต่พอได้เรียน ก็เห็นว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้ยังมีอีกมาก สิ่งที่เราไม่เคยได้ตั้งใจมองในตัวเองก็มีอีกมากกว่า ถ้ายิ่งตกตะกอนตัวเองได้ชัดเท่าไร เราน่าจะเป็นอิสระจากทุกข์มากเท่านั้น เบียดเบียนทั้งตัวเราและคนอื่นน้อยลง น่าจะมีความสุขมากขึ้นค่ะ (:” “เห็นภาพที่กว้างขึ้นในความทุกข์ในใจตัวเอง รู้สึกว่า ถ้าเราอยู่ในสภาวะที่ใจเป็นกลางพอ มองเห็นความจริงได้ในทุกด้าน เราจะเข้าใจตัวเอง เข้าใจความทุกข์ ความสุข ทั้งของตัวเองและคนอื่น… Continue reading จบการอบรม “โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน” รุ่นที่ 10
เมื่อประชาชนลืมศรัทธาของเกิดมาเป็นมนุษย์และศรัทธาของการฝึกตนเอง
…หากเราหวังพึ่งพารัฐจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้รัฐสังคมนิยมเผด็จการและรัฐมาเฟีย …หากเราหวังพึ่งพาบุคคลจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้ศาลเตี้ยและลัทธิบูชาฮีโร่ …หากเราหวังพึ่งพาสถาบันทางจิตวิญญาณจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้ยุคมืดแบบยุโรปหลายศตวรรษก่อน และสติปัญญาของประชาชนจะถูกขังอยู่ในกรงของศรัทธา . สิ่งที่เหมือนกันในสามอย่างนี้ คือการที่ประชาชนหลงลืมว่า ตนเป็นที่พึ่งแแห่งตน และเราทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ความเป็นไปของการบริหารบ้านเมือง นักการเมือง บุคคลหรือสถาบันที่มีอำนาจในสังคม ต่างเป็นกระจกเงาสะท้อนจิตใต้สำนึกโดยรวมของประชาชนในสังคมนั้น …เพราะความโลภ โกรธ และหลงที่เรามี ต่างช่วยส่งเสริมให้นักการเมืองที่โลภ โกรธ และหลงแบบเดียวกันนั้นเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และพวกเขาที่กุมอำนาจในสภาก็จะดำเนินงานไปตามความโลภ โกรธ และหลงแบบที่เราส่งเสริม นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ก็อาจไม่ถูกผลักดันเท่าที่ควร ถ้าขัดกับความเคยชินและความติดสบายของประชาชน ที่มิได้ฝึกขัดใจตนเองจากกิเลส เพราะเราก็จะไม่ได้ช่วยกันผลักดันนโยบายเหล่านั้น มากเท่ากับนโยบายแจกเงินหรือความสะดวกสบายชั่วคราว …ช่องว่างในจิตใจ การขาดความเคารพคุณค่าในตนเอง และความรู้สึกไร้อำนาจของประชาชน ต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดบุคคลจอมพลังและศาลเตี้ย ซึ่งแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นกลไกตามธรรมชาติทื่เกิดขึ้นเพื่อถ่วงดุลความอยุติธรรมในสังคม แต่เมื่อประชาชนยกเอาคุณค่าของตนเองและความรู้สึกไร้อำนาจ ไปคาดหวังบุคคลสำคัญของคนในสังคมมากเกินไปแล้ว บุคคลสำคัญเหล่านั้นก็จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กำหนดความผิดถูกหมุนรอบอัตตาตนและเสียงของแฟนคลับ กอบโกยผลประโยชน์จากชื่อเสียง ทำให้เงินและโอกาสไหลไปหาบุคคลบางกลุ่มมากเกินไป จนบั่นทอนโอกาสของประชาชน และเมื่อนั้นเราก็อาจบั่นทอนให้รัฐและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอลง เพราะรัฐและกระบวนการยุติธรรมก็จะหวังพึ่งพาบุคคลเหล่านี้ มากกว่าส่งเสริมการปฏิรูปตนเอง …การขาดความมั่นคงทางจิตใจ และความไม่สามารถยอมรับหรือจัดการกับความทุกข์ของชีวิตในจิตใจประชาชนนั้น ต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้สถาบันทางจิตวิญญาณเติบโตขึ้นเป็นจอมพลัง เมื่อนั้นความศรัทธาก็จะไหลทะลักเข้าไปในสถาบันเหล่านั้น และปล่อยให้พวกเขาสร้างอิทธิพลทางความคิดและค่านิยมในสังคม แต่ประชาชนจะหลงลืมศรัทธาที่สำคัญบางอย่างไป นั่นคึอศรัทธาของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน… Continue reading เมื่อประชาชนลืมศรัทธาของเกิดมาเป็นมนุษย์และศรัทธาของการฝึกตนเอง
สิ่งที่ได้รับจาก “ โปรแกรมจิตตัวเอง” รุ่นที่ห้า
“เหมือนการได้มาตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ปลดล็อคศักยภาพ และพาตัวเองเข้าสู่สภาวะสมดุล” “รู้สึกโชคดีและมีความสุขที่ได้เรียนหลักสูตรนี้ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการต่างๆที่ช่วยพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และเข้าใจตนเองมากขึ้น” “สิ่งที่ครูสอนทำให้การพัฒนาตัวเองเป็นไปได้จากที่เคยเชื่อว่าไม่มีทางทำได้ และอยากขอบคุณเพื่อนๆที่แชร์และแบ่งปันความรู้สึกดีๆให้กันขอให้ความรู้สึกดีๆเหล่าคงอยู่กับทุกคนตลอดไป” “สิ่งที่ได้รับคือความสงบ ความเข้าใจในตัวเองและเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่อมีอารมณ์เครียดหรือกังวล ก็สามารถจูงใจให้สู่สมาธิและปรับตัวเองได้ และชอบมากในส่วนของการตั้งคำโปรแกรมจิตที่สร้างจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง เพราะทุกครั้งที่ทำรู้สึกถึงพลังงานของการเปลี่ยนแปลงตามคำที่เราโปรแกรมจิตไป รู้สึกภูมิใจในตัวเองในส่วนนี้มากค่ะ” “ดีใจที่ได้พาตัวเองมาเรียนจนจบได้รู้จักเพื่อนๆ รวมถึงได้แบ่งปันความรู้และเพิ่มมุมมองความเข้าใจของเนื้อหาระหว่างเรียน และขอบคุณอาจารย์โอเล่ที่ทุ่มเทในการสอนและใส่ใจในเนื้อหาของทุกสไลด์ ทำให้นู๋ได้ค้นพบพลังของself-hypnosis และได้มอบเครื่องมือที่ใช้ดูแลใจได้ตลอดไปค่ะ เสียงและรอยยิ้มของอาจารย์จะก้องในหูเสมอที่นู๋ได้หยิบเอาเครื่องมือที่อาจารย์มาใช้งานค่ะ” 🦋🦋🦋 🌼ถ้อยคำจากผู้เรียนที่ผ่านการอบรม “การโปรแกรมจิตตัวเอง” รุ่นที่ 5 โดยครูโอเล่ และทีมงาน สถาบันธรรมวรรณศิลป์ ปีที่ 17 เมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน ถึง 16 ตุลาคม 2568 รวม 12 คืนพุธ-พฤหัสบดี รวมผู้จบการอบรมทั้งหมด 31 ท่าน การอบรมฝึกสมาธิเพื่อเป็นนายเหนือความคิดและพัฒนาจิตใจผ่านศาสตร์ Self-Hypnosis ผสมผสานกับหลักคิดพุทธศาสนา 🌱🌱🌱 “ได้กลับมาอยู่กับ กาย และใจ ของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่หลงลืม และละเลย… Continue reading สิ่งที่ได้รับจาก “ โปรแกรมจิตตัวเอง” รุ่นที่ห้า
กิจกรรมกับน้องๆ สถานพินิจฯปทุมธานี เดือนที่ 6/2568
เด็กๆ ไม่ว่าเป็นใครหรืออยู่ที่ใดต่างต้องการพลังเสริมแรงในด้านบวกและตัวอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ในการเคารพคุณค่าของชีวิต บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่พิเศษ แค่เดินเข้าไปหาพวกเขาในแบบของผู้ใหญ่ที่เราหวังให้พวกเขาโตมาเป็นคนเช่นนั้น กิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาในสถานพินิจฯ ปทุมธานี ได้ดำเนินมาถึงเดือนที่ 6 แล้ว เรามาจัดกิจกรรมผ่านศิลปะ การเขียนบำบัด และกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อให้น้องๆ ได้ทบทวนตนเองและชีวิตผ่านปัญญาทั้งสามฐาน และมอบของขวัญเป็นขนมและเครื่องดื่มให้แก่น้องๆ เช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ในครั้งที่หกนี้เป็นกิจกรรมทบทวนจังหวะชีวิต ฝึกการฟัง และการทำงานร่วมกัน ผ่านดนตรีตะเกียบและการเคลื่อนไหวร่างกาย ก่อนส่งท้ายด้วยการเรื่องเล่าให้น้องๆ ได้เห็นภาพจังหวะหยุดนิ่งของชีวิตเหมือนการเข้าดักแด้ของหนอนก่อนจะเป็นผีเสื้อ ซึ่งเปรียบเหมือนการต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานพินิจแห่งนี้ กิจกรรมในโครงการนี้มีการเปลี่ยนผ่านจากโครงการด้านการเขียนบำบัดในสถานพินิจฯ เปลี่ยนเป็นการสร้างสุขภาวะทางปัญญาอย่างไม่จำกัดเครื่องมือ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาการขาดการศึกษาพื้นฐานและการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในกลุ่มน้องๆ ซึ่งมีจำนวนหลายคน และเป็นประเด็นที่ทางเราจะศึกษาดูว่ามีแนวทางใดที่สามารถส่งเสริมการแก้ไขปัญหานี้ในเยาวชนที่สถานพินิจได้
“ฟังครูในเรา-เวทนา”
“ฟังครูในเรา-เวทนา” “ฟังครูในเรา-เวทนา” ไม่มีเหตุการณ์ที่ดีหรือไม่ดี มีแต่เวทนาหรือความรู้สึกจากการรับรู้ที่ชอบและไม่ชอบเท่านั้น เมื่อเจอสิ่งใดแล้วเกิดความรู้สึกชอบใจในภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือพลังงานที่รับรู้ จิตใจเราก็มักตีความว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่ดี เมื่อเจอในสิ่งตรงข้ามกันจิตเราก็มักตีความว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดี หรือเรื่องเฉยๆ หากรับรู้แล้วไม่ได้เกิดความรู้สึกที่โดดเด่นขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วเหตุการณ์ที่เจอแล้วเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจ เหตุการณ์นั้นอาจเป็นครูและของขวัญที่จำเป็นต่อชีวิต สิ่งที่รับรู้แล้วเฉยๆ อาจช่วยให้ใจเป็นกลาง มั่นคง และสงบได้มากทั้งสองแบบก่อนหน้า แต่เมื่อจิตใจไม่ได้ให้ค่าก็อาจไม่สนใจในครูหรือของขวัญที่มากับความรู้สึกเฉยๆ เหล่านี้ มีครูอยู่ในเวทนาหรือความรู้สึกทุกรูปแบบ เหมือนที่มีครูอยู่ในทั้งเรื่องดีและร้ายของชีวิต เราจะเป็นนักเรียนชีวิตที่ดีมากเพียงใด อยู่ที่เราฝึกการฟังอย่างลึกซึ้งในชีวิตประจำวันได้มากเพียงใด การฟังอย่างลึกซึ้งไม่ใช่เพียงการฟังสิ่งๆ หนึ่งหรือคนอื่นอย่างตั้งใจ แต่การฟังอย่างลึกซึ้งเริ่มที่การมีสติรับรู้ทุกเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตัดสิน ชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็รับรู้เพื่อปล่อยวาง… ปวดขา ปวดหลัง ปวดไหล่ หรือรู้สึกดีตรงจุดใด รับรู้เพื่อปล่อยวาง… ได้รับรู้แล้วรู้สึกดี ไม่รู้สึกดี ก็ไม่ได้ให้ค่าในเวทนาใดเป็นพิเศษ ดำรงในปัจจุบัน เหมือนต้นไม้ที่เฝ้าสดับและรับรู้ในทุกๆ สิ่งภายนอกและภายในตน เป็นผู้รับฟังที่ดีในเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกายในจิตอย่าง “ฟังหูไว้หู” ไม่ผลักไสและไม่ยึดติดกับความรู้สึกใดมากเกินไป ไม่ตัดสินว่าความรู้สึกใดดีหรือไม่ดี มีแค่สิ่งที่เกิดขึ้นมา เพื่อสื่อสารบางอย่าง และลับหายไปเท่านั้น การฝึกเจริญสติที่ความรู้สึกในกายเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราต้องการพ้นไปจากเรื่องร้ายในชีวิต… Continue reading “ฟังครูในเรา-เวทนา”
