เด็กๆ คือกระจกเงาที่สะท้อนสังคม

  เด็กๆ คือกระจกเงาที่สะท้อนสังคม ความมืดมนที่เราเห็นในจิตใจของพวกเขา ก่อตัวจากกิเลสในใจผู้ใหญ่ที่ส่งต่อผ่านทางสังคมที่บิดเบี้ยว การศึกษาและสื่อที่ลดทอนคุณค่าของมนุษย์ ครอบครัว โรงเรียน และสื่อที่อาจไม่ได้รักเด็กๆ อย่างแท้จริง แต่มองเป็นเพียงผลิตภัณฑ์หนึ่ง เมื่อผลิตภัณฑ์ใดทำผลงานดี ก็เป็นที่รักใคร่และเชิดชู ทำป้ายใหญ่โตติดไว้ข้างถนน และบ่นพวกเขาที่แตกต่างว่า “ไม่เอาไหน” การถูกกระทำที่ไม่เห็นค่าในตัวเด็กที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง อย่างกับเขาไม่มีชีวิตและจิตใจ ทำให้เขาไม่เห็นตัวเองและเพื่อนชีวิตเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ แต่เป็นเพียงตัวเลขที่ลบได้เขียนได้ อยู่ที่ใครมีปากกาแห่งอำนาจในมือ ความทุกข์ที่ไม่มีใครพาเขาออกมาสู่แสงสว่าง ทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ช่างมืดมน และสมควรถูกขจัดทิ้ง เขาก็เหมือนผู้ใหญ่ที่หาทางออกจากทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างไร เมื่อผู้ใหญ่มีอำนาจที่จะกำหนดอนาคตของเด็กคนไหนได้ด้วยปากกาในมือ เขาก็เลือกพึ่งพาสิ่งที่มีอำนาจมาอยู่ในมือ… เด็กในสถานพินิจหลายคนเป็นกระจกเงาชั้นดี ที่ชี้ให้เห็นว่าพวกเราหลงลืมสิ่งใดในการพัฒนาประเทศแห่งนี้ หลายคนถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากในครอบครัว หลายคนมาอยู่ที่นี่ก็เพราะด้วยนโยบายกัญชาเสรี ผลกระทบจากสุราที่มอบทุนทางตรงและอ้อมแก่กิจกรรมเพื่อสังคม และยาเสพติดที่ผู้ใหญ่ผลิตขึ้นมา หลายคนมาด้วยการทะเลาะวิวาท และการพยายามทำลายคนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับเขา เมล็ดพันธุ์ความเกลียดชังที่พวกเราช่วยกันหล่อหลอมขึ้นมา เราทำให้เด็กๆ เห็นวันแล้ววันเล่า… เราเชียร์ให้ทหารของเรา เข่นฆ่าทหารของเพื่อนบ้านที่เอาเปรียบ เราสาดความโกรธใส่คนที่เห็นต่าง เราเหยียดหยามเพื่อนบ้าน เรากล่าวหาว่าเด็กรุ่นใหม่คิดไม่เป็น ไม่รักชาติ และเปราะบาง เรามีสื่อที่ฉายซ้ำเหตุการณ์ร้ายเรียกผู้ชมวนไปเวียนมา เราใช้ความรุนแรงทางวาจา และไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยด้วยการรับฟัง เพราะอาบน้ำร้อนน้ำเย็นมาก่อน ขณะที่สังคมอยากให้โทษประหารกลับมา เด็กคนหนึ่งก็เลือกประหารผู้อื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เลวร้าย การทำลายชีวิตคนที่เราเกลียดชังและเป็นตัวปัญหาคือคำตอบ… อะไรทำให้เด็กคิดแบบนั้น เมื่อเด็กเกลียดชังตนเอง… Continue reading เด็กๆ คือกระจกเงาที่สะท้อนสังคม

Reflection Reconnection (1. เรื่องเล่าจากครูโอเล่)

  Reflection Reconnection “เรื่องราวสองเส้นทางสู่กิจกรรมนี้” (1. เรื่องเล่าจากครูโอเล่) . “จักรวาลมักส่งคนที่จำเป็นต่อการเติบโตของเราในช่วงเวลานั้นมากที่สุด เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์กับเรา ทั้งในแบบที่เราชอบและชัง “บางคนก็ไม่น่ามาเจอกันเลย แต่เขามีเหตุผลที่ดีมากๆ ถ้ามองในมุมของกฎแห่งกรรม ซึ่งทำให้เขาต้องมาประสบพบเจอกับเราในตอนนั้นและลักษณะอย่างนั้น” นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อในเวลานี้ เมื่อมองย้อนกลับไปในเรื่องความสัมพันธ์ ตอนเด็ก ผมเคยเชื่อว่าการแต่งงานมีครอบครัวคือเป้าหมายของรักแท้ และผมก็ล้มเหลวถึงสามครั้ง ครั้งแรกได้เพียงฝันร่วมกัน อีกสองครั้งได้ลงมือทำแต่พังไม่เป็นท่า ผมเคยเชื่อว่าคู่แท้คือคำตอบของความรัก ผมเรียนสะกดจิตย้อนอดีตชาติ โหราศาสตร์กรรม และศึกษาเรื่องพลังงานต่างๆ นานา เพื่อหวังว่าจะไขความลับอันน่าสนเท่ห์นี้ แล้วผมก็ได้พบว่า คู่แท้ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขแท้ แต่เป็นบทเรียนที่แท้ ความรักที่รอกันนานหลายปี ไม่ได้แปลว่านั่นจะมีจุดจบที่สวยงาม แม้รักแท้ก็ไม่ได้นำมาซึ่งสุขที่แท้จริง แต่ถึงแม้มันจะเลวร้ายแค่ไหน สิ่งนั้นก็จำเป็นมากๆ ต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณ โครงการที่ผมทำอยู่ตอนนี้คงไม่เกิดขึ้นแบบนี้ ถ้าผมได้อยู่ในภาพฝันความรักอันสวยงาม ความแตกสลายในความสัมพันธ์ มันเหมือนทำให้เราสิ้นสูญ แต่จริงๆ แล้วมันทำให้เราได้รวบรวมชิ้นส่วนอันกระจัดกระจายของตัวเองนั้น และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่ดีมากกว่า มันไม่ใช่การเลิกลากันหนึ่งคน เพื่อไปเริ่มต้นใหม่กับอีกคน แต่เป็นการสานสัมพันธ์กับตัวเองใหม่ ตัวตนที่เราอาจจะเคยโทษว่า… เพราะแกไปเชื่อใจเขา เพราะแกที่ไม่ยอมฟังคำเตือน แกมันแย่ที่เป็นแบบนั้น… จนถึงตัวตนของเราที่เคยชอบเขาหนักหนาและบางทีก็ยังคงห่วงใยและเฝ้าดูอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ แม้ห่างหายกันไป คู่แท้ที่เราตามหาอยู่ตรงนี้นี่แหละ คนที่รอเราโอบกอดเขาและรักเขาอย่างไร้เงื่อนไข อยู่ตรงนี้นี่แล… Continue reading Reflection Reconnection (1. เรื่องเล่าจากครูโอเล่)

สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง

  สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง : . เหตุใดสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นความจริงมักไม่เหมือนกัน แล้วเหตุใดเราจึงมักเชื่อว่าสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงเหมือนๆ กัน . กระบวนการความคิดของมนุษย์นั้นมีศักยภาพมากมาย หนึ่งในความสามารถของจิตนั้นคือการขยายให้เด่นชัด (Amplify) คือการทำให้ความรู้สึกของใจและการรับรู้มีขนาดและความเข้มข้นที่มากเกินจริง (รวมทั้งน้อยกว่าที่เป็นจริง) . เวลาเราทุกข์ใจหรือจะต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว ความคิดเราอาจจะสร้างภาพหรือความรู้สึกที่เลวร้ายในใจ หรืออาจทำให้เรารับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในทางที่ย่ำแย่ที่สุด กลไกนี้เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เราตื่นตัวพร้อมที่จะปกป้องตนเอง หรือเวลาที่เราตั้งความหวังไว้กับสิ่งใดมาก ความคิดเราก็อาจสร้างภาพหรือความรู้สึกที่สวยงามในการเอื้อมคว้าสิ่งดังกล่าว เสมือนดังว่าสิ่งนั้นล้ำค่าและสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิดหวังไว้ . หลายๆ ครั้งความทรงจำเราก็มีความวิปลาสหรือความผิดเพี้ยนเกินจริงไป เพราะความทรงจำนั้นก็เกิดขึ้นจากจิตหรือสมองเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในตนเอง ความคิดจึงมีการดัดแปลงแก้ไขข้อมูลที่รับรู้มาจากอายตนะ เพื่อให้จิตเราสามารถจดจำและเข้าใจได้ แล้วหากมีอารมณ์ร่วมในการเหตุการณ์ที่ว่าด้วย ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าความทรงจำนั้นจะถูกตกแต่งเกินกว่าความที่เป็นจริง เพื่อแสดงออกความรู้สึกนั้นๆ ให้ใจจดจำได้ . ความกลัวมักทำให้สิ่งที่เรากลัวดูน่ากลัวกว่าที่เป็นจริง เพราะกลไกการขยายให้เด่นชัดของจิตนั้นพยายามปกป้องตัวเรา แต่บ่อยครั้งที่มันได้ทำให้เราลืมความกล้าหาญที่เรามีอยู่แล้ว ทำให้เราคิดถึงแต่แง่ลบของสิ่งนั้นๆ หรือคิดไปเองว่ามันเลวร้ายเพียงใด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจมิใช่เช่นนั้นเลย . การขยายให้เด่นชัด ยังเกิดจากความรู้สึกชอบพอใจด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนกับเราได้พบคนที่มีลักษณะที่น่าหลงใหล เราอาจได้แต่เฝ้ารักข้างเดียว หรือเพิ่งคบกันได้ไม่นาน ความพอใจที่มีต่ออีกฝ่ายย่อมทำให้เราพร้อมที่จะพร่ำเพ้อพรรณนา และรู้สึกว่าข้อดีของอีกฝ่ายนั้นช่างล้ำค่าเพียงใด ก่อนที่เราจะรู้ความจริงที่เจ็บแสบจากการตกหลุมรัก . ประสบการณ์ที่เราพบเจอ ซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำ เราอาจรับรู้และเข้าใจเหตุการณ์นั้นได้ไม่หมดในคราวเดียว เพราะความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์นั้นย่อมทำให้สมองเลือกจดจำบางส่วน… Continue reading สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง

ครูดี เช็ดฉี่ให้นักเรียนได้

  … ครูดี เช็ดฉี่ให้นักเรียนได้ … สิ่งที่ทำแล้ว “ลดตัว” สิ่งนั้นคือเครื่องช่วยฝึกลดอัตตา ก่อนที่ผมจะเขียนเรื่องนี้ ผมขอยกบทความที่ได้เขียนไว้ก่อนหน้า ขึ้นมาเกริ่นนำเรื่องราวก่อน “อยู่อย่างเล็ก เพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.. “เริ่มแรกที่ผมได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับอาจารย์ประชา เพื่อทำงานโครงการภายใต้ยุวโพธิชน กับดูแลลูกของท่าน – นโม ตอนนั้นด้วยความเป็นวัยรุ่นที่เพิ่งออกจากระบบการศึกษา แม้จะด้วยเหตุผลเรื่องการหาเลี้ยงชีพ แต่ก็เปี่ยมด้วยไฟแสวงหาการศึกษานอกระบบด้วย ผมแอบมุ่งหวังในใจว่าจะได้เรียนวิชาเรื่องสังคมต่างๆ จากท่านโดยตรง ในฐานะที่เป็นศิษย์ก้นกุฏิ และคาดหวังว่าท่านจะหอบหิ้วไปงานสัมมนาต่างๆ มากมายเพื่อฝึกฝนประสบการณ์ “ปรากฏว่าตลอดหลายปีที่ได้อยู่อาศัยกับท่าน ท่านไม่ได้สอนอะไรแก่ผมดังที่ต้องการเลย บางช่วงผมก็นึกผิดหวัง คิดว่าจะได้อะไรจากท่านมากกว่านี้ ผิดหวังทั้งตนเองที่มิได้ใฝ่ศึกษาจากท่านมากพอ และรู้สึกผิดหวังที่ท่านไม่ได้ให้อย่างที่ตนต้องการ “เมื่อก้าวออกมาจากร่มเงาท่านแล้ว จึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่ท่านสอน คือความเป็นครูที่อยู่อย่างมนุษย์คนหนึ่ง ท่านทำอาหารให้กินหรือซื้อหามาให้เกือบทุกมื้อ ดูแลที่อยู่อาศัย บางครั้งก็ให้คำแนะนำต่างๆ เป็นทั้งเจ้านายและพ่อในคราวเดียวกัน “เวลาผ่านมาเมื่อตนได้เป็นครูแก่คนอื่น จึงเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ท่านทำให้ในช่วงนั้นคือบทเรียนอันยิ่งใหญ่แล้ว การทำอาหารให้ การดูแลความเป็นอยู่ต่างๆ เรื่องง่ายๆ ธรรมดาใกล้ตัว คือการสอนอย่างไม่สอนจากท่าน จำได้ว่าครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกผมว่า “ครูต้องรู้จักสันโดษ” ซึ่งท่านก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คืออยู่อย่างพอเพียง แสวงหาอย่างพอเพียง เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ลดละตัวตนความเป็นครูแล้วลงมาทำอาหารให้ และดูแลผมต่างๆ… Continue reading ครูดี เช็ดฉี่ให้นักเรียนได้

ถึงเวลากักตุน… สมาธิ

  ถึงเวลากักตุน.. สมาธิ #คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต   เรียกได้ว่าสิ่งที่พวกเราฝึกใจกันมา ไม่ว่าในเรื่องของ ความมั่นคงภายใน, การปล่อยวาง, ปรับศูนย์ใจ, โปรแกรมจิตตนเอง, เป็นดั่งแสงสว่าง หรือในหัวข้อหลักสูตรใด หรืออุบายวิธีการใด ล้วนแล้วเพื่อนำมาใช้ในช่วงเวลาแบบนี้ และในช่วงเวลาที่เลวร้ายกว่านี้ เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ เมื่อสงครามย่างกรายเข้ามา เมื่อความล้มเหลวของการสร้างสังคมที่ปรองดองและผาสุขของมนุษย์มาเยือน เมื่อสิ่งที่เคยดูเหมือนมีราคากำลังด้อยค่าลงไป และบางสิ่งกำลังมีมูลค่าดั่งฟองสบู่ที่บวมไปหาวันแตก เมื่อความมั่นคงจอมปลอมทั้งหลายที่หลายผู้คนหวังยึดมั่น เมื่อวงการหรือกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใครๆ กำลังพังทลายจากภายใน เมื่อเสาที่เคยพยุงชนชั้นสูงทางสังคม การเมือง และจิตวิญญาณไว้กำลังแตกร้าว และการยึดมั่นสิ่งนอกตัวเป็นที่พึ่งพิงทางใจจะสั่นคลอนจนถึงที่สุด หากวันเวลานั้นมาถึง แม้กอดสมบัติและเงินทองที่สะสมมาเพียงใด ก็มิช่วยให้กายใจและชีวิตปลอดภัยอย่างแท้จริง ไม่มีช่วงเวลาใดที่น่าฝึกความมั่นคงภายในจิตใจมากไปกว่าตอนที่พายุกำลังพัดโหมกระหน่ำใส่จิตใจ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว ก่อนที่ใจจะปลิดปลิวไปกับความโกลาหลมากมายของโลกใบนี้ ที่จะเกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งมากทวียิ่งขึ้นไป ต้องหาผืนดินของใจให้เจอ และหยั่งรากลงไปในนั้นดั่งต้นไม้ เพื่อต้านทานต่อกระแสโลก เป็นต้นไม้ที่อยู่รอดได้แม้วันที่พายุพัดผ่านเข้ามาถึงตัว หยุดจากการหวังพึ่งพาความมั่นคงจอมปลอมและสิ่งนอกตัวทั้งหลาย เพราะเมื่อวันเวลานั้นมาถึง สิ่งพวกนั้นก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกักตุน สิ่งที่เรียกว่า “สมาธิ” คำๆ นี้ไม่ใช่เพียงการมีสติในชีวิตประจำวัน อย่างที่บางบุคคลบอกว่า ล้างจานมีสติ กินข้าวมีสติ ฯ นั่นคือการเจริญสติ ตามศัพท์แล้วหมายถึง ทำให้สติมีมากขึ้น… Continue reading ถึงเวลากักตุน… สมาธิ

“ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ

  “ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ   ในฐานะผู้จัดเสวนาในหัวข้อ… อิสรภาพทางใจ ท่ามกลางสังคมบีบคั้น และผู้จัดทำสมุดบันทึก อิสรภาพแห่งใจ ด้วยปลายปากกา และรับผิดชอบการประกวดงานเขียนเยาวชนในหัวข้อเดียวกันนี้ หากถามมุมมองของผมว่า อิสรภาพทางใจ คืออะไร… สำหรับผมแล้วสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงอิสรภาพทางใจของเรานั้น คือการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความหวัง” โดยเฉพาะความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากขึ้น การที่เราไม่เป็นอิสระจากอดีตหรือปมทางใจที่ผูกมัดไว้ให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ก็จะทำให้เราไม่เชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นได้ ทำให้เราไม่เห็นว่าความทุกข์นี้จะไม่อยู่กับเราตลอดไป แต่การที่เรามีความหวังว่า ด้วยการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการทำสิ่งที่แตกต่างออกไป วันหนึ่งเราจะก้าวออกจากอดีตนั้น และมีความสุขกับตนเองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ความหวังนี้ที่บ่งบอกว่า แท้ที่จริงแล้วอดีตนั้นไม่ได้กักขังอิสรภาพทางใจของเรา และเราก็ปลดพันธนาการนั้นได้บางส่วนแล้ว เพราะคนที่จำยอมต่ออดีตแล้วเท่านั้น จึงไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ การมีความทุกข์และความผิดหวัง ไม่ได้แปลว่าเราสิ้นไร้อิสรภาพทางใจหรือขาดสุขภาพทางจิตที่ดี แต่การที่เรายังรักษาความหวังให้งอกงามได้ ท่ามกลางความมืดมนในชีวิตและสังคม แม้จะทุกข์เพียงใดหรือล้มเหลวแค่ไหน นั่นจึงสะท้อนถึงความเข้มแข็งที่เรามีภายใน และอิสระที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะพรากไปจากเราได้ การเสียความหวังอย่างสิ้นเชิง และอยู่อย่างสยบยอมหรือไม่แยแสต่อสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ความหวัง นั่นคึอสิ่งที่อาจบ่งบอกว่าเราได้ปล่อยให้หัวใจตัวเองเป็นทาส และปล่อยให้อิสระของใจตนไปอยู่ในกำมือของผู้อื่น หรือกักขังอยู่ในอดีตเสียแล้ว การมีความหวัง คือสิ่งที่ทำให้เราเป็น “มนุษย์” และคือแรงผลักดันที่จะพาตนเองและสังคมหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์ หากเราปล่อยให้ความหวังได้เสื่อมสลายไปกับความไม่จีรังยั่งยืน อดีตที่ผ่านมา หรือการตีตราจากตนเองหรือคนอื่น เท่ากับเราได้ยกความเป็นมนุษย์ออกไป และใช้ชีวิตเป็นเพียงทาสของระบบหรือทาสของอดีต… Continue reading “ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ

กาลครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปผู้นั่งอยู่เงียบๆ และโดดเดี่ยว ได้บอกเด็กน้อยผู้ชอบให้

  กาลครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปผู้นั่งอยู่เงียบๆ และโดดเดี่ยว ได้บอกเด็กน้อยผู้ชอบให้ว่า… “บางครั้งการไม่ต้องช่วยใครก็เป็นเรื่องดี การไม่พยายามช่วยใครก็เป็นเรื่องดี การได้อยู่เงียบๆ จากความทุกข์ของคนอื่นบ้างก็น่าขอบคุณ “เพราะการได้ช่วยก็เป็นทุกข์ ความอยากช่วยก็เป็นทุกข์ ช่วยได้แต่ไม่อาจช่วยก็เป็นทุกข์ ได้ช่วยแต่ช่วยไม่ได้ก็เป็นทุกข์ ได้รับการช่วยเหลือมากไปก็ทุกข์ พยายามช่วยมากไปก็เป็นทุกข์… “เราจึงมานั่งตรงนี้เงียบๆ และโดดเดี่ยว ใต้ร่มเงาอันสงบ ท่ามกลางหมู่นกและปลาที่ดิ้นรนในบึงน้ำและผืนฟ้าแห่งทุกข์ แต่มีสะพานที่ทอดมาหาเรา ให้เดินมาหาตรงนี้ได้เสมอ” เมื่อเด็กน้อยได้ฟังธรรม ก็ผล็อยหลับใหล บนเก้าอี้ริมบึง ท่ามกลางหมู่นกพิราบและปลา ต่างเวียนว่ายในที่เดียวกัน … #นิทานเรามีลมหายใจ ครูโอเล่ 31/1/2569   ติดตามกิจกรรม ตารางกิจกรรม

เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา

  “หากเป็นครูแล้ว คาดหวังในตัวนักเรียนอย่างที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า เขาไม่ใช่ความเที่ยงแท้ เขาเป็นทุกข์ และเขาไม่ใช่ตัวตน เช่นเดียวกันกับเรา ตามบาลีว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ครูคนนั้นก็จะทุกข์ใจในการทำหน้าที่ เฉกเช่นผมที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะลดลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม แต่ก็ยังโลภ โกรธ และหลงในการทำหน้าที่อยู่มาก ยังเผลอลืมอยู่บ่อยครั้งว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงแค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา – ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ และ ไม่ใช่ตัวตน คำว่า “เป็นทุกข์” หรือ ทุกขัง แปลกันทั่วไปหมายถึง เป็นภาวะที่ต้องทนหรือทนได้ยาก ท่านพุทธทาสแปลความหมายที่ร่วมสมัยไว้ประการหนึ่งว่า หมายถึง “ไม่สมบูรณ์แบบ” ชีวิตเป็นทุกขัง มีความบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครจะอยากได้ โลกนี้ก็ด้วย สังคมก็ด้วย นักเรียนกับครูก็เป็น ทุกขัง เช่นเดียวกัน หากครูไม่รู้เท่าทันความอยาก ความคาดหวัง หรือปมที่มีอยู่ในใจ ทุกข์มันก็ขังในใจเราอย่างนั้น เราก็อาจจะเผลอใช้หน้าที่เติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ หรือใช้พวกเขาเป็นสิ่งตอบสนองช่องโหว่งในหัวใจตัวเอง เพื่อเติมเต็มความต้องการหรือความอยากของตนเองเป็นที่ตั้ง มิใช่เพื่อเติมเต็มชีวิตของเขา หากเรารังเกียจความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง พยายามปฏิเสธความเป็น ทุกขัง ของชีวิต… Continue reading เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา

เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)

  เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)   กิจกรรมรูปแบบหนึ่งที่ผมใช้ในการสอนน้องๆ ที่สถานพินิจฯ คือการสอนให้เขาจดจำคุณค่าเชิงนามธรรม ผ่านการกระทำและกิจกรรมเป็นรูปธรรมให้เขาได้ซึมซับและทบทวนเชื่อมโยงผ่านการพูดคุยและบรรยายนิดหน่อย หรือพูดง่ายๆ คือการทำให้เขาได้เห็นภาพของสิ่งที่ไม่มีภาพ เพื่อให้จิตใจของเขาสามารถเชื่อมโยงตามช่วงวัยของการเรียนรู้ วันแรกของปี 2569 กิจกรรมแรกที่ให้พวกเขาลองทำด้วยกันคือการข้ามเส้นเชือกที่สูง โดยบอกพวกเขาให้สมมตว่าฝั่งที่อยู่คือปีเก่า และอีกฝั่งหนึ่งนั้นคือปีใหม่ จะข้ามอย่างไรให้พ้นได้โดยไม่โดนเชือกหรือเสา ไม่ใช้อุปกรณ์เสริม มีแค่การช่วยกันและข้ามไปด้วยกัน เป็นห้วงอารมณ์ที่หลากหลายกว่าจะข้ามไปด้วยกันจนถึงฝั่ง ทั้งการรอและการเริ่มใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงช่วงที่เด็กบอกว่า “กิจกรรมนี้ไม่เหมาะกับคนอย่างพวกผม” และการทำโทษที่เร็วเกินไปของเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยควบคุม แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ข้ามกันได้สำเร็จ ด้วยกำลังใจจากรางวัลและการเห็นว่าเพื่อนทำได้และเพื่อนอยากให้ผ่านไปด้วยกันทุกคน เมื่อคุยกันถึงวัตถุประสงค์กิจกรรม นอกจากความสามัคคี มีหลายสิ่งที่ให้ฝึกฝน และหนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ การยอมให้เพื่อนจับตัวข้ามไป ผมบอกกับเด็กๆ ว่า สิ่งนี้เรียกว่า ความไม่ถือตัว รู้ไหมว่าการถือตัวคืออะไร… ผมชอบคำตอบหลายๆ ข้อเช่น การเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง การเอาแต่ใจ ฯลฯ สำหรับการสอนผู้ใหญ่ ผมคงลงลึกไปอีกว่า ความถือตัวก็คือการยึดมั่นในตัวตนของๆ ตน รวมถึงความเคยชินต่างๆ ที่ยึดว่าเป็นของฉัน เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนแล้วไม่ใช่ฉัน นี่ก็เรียกว่า ความถือตัว(ตน) เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมให้เขาได้ซึมซับจากกิจกรรมนี้คือการทำให้เขาได้ค่อยๆ เห็นว่า การเริ่มปีใหม่ที่เป็นเหมือนการก้าวข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งนั้น… Continue reading เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)

ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น

  ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น… “ชาติของกู แผ่นดินของกู ทหารของกู บุญของกู” สิ่งเหล่านี้ล้วนขัดหลักการพื้นฐานของพุทธศาสนาซึ่งเน้นหลัก อหิงสา คือปราศจากความรุนแรงและการเบียดเบียน และมุ่งทำความเข้าใจ อนัตตา ความมิใช่ตัวตนและของๆ ตน เพื่อหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์อย่างจริงแท้ การสนับสนุนการเข่นฆ่า ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน และการบิดเบียนธรรมะว่า การฆ่าทหารของอีกฝ่ายมีบุญมากกว่าบาป ก็ไม่ต่างอะไรกับวิธีคิดของกลุ่มนักรบคลั่งศาสนาที่ก่อการร้ายและเข่นฆ่าคนในนามของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณสะท้อนความเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในดินแดนนี้ เมื่อความคลั่งชาติกับการภาวนาถูกนำมาผสมกัน เหมือนกับการที่วัตถุนิยม บริโภคนิยม หรือความอยากรวย นำมาผสมกับการภาวนาก่อนหน้านี้ ชาวพุทธจำนวนมากยังคงมอง บุญ-บาป ในเชิงงมงาย ทั้งสองเป็นศัพท์โบราณ หากใช้คำที่ร่วมสมัยขึ้นให้คนรุ่นใหม่เข้าใจง่ายอาจเป็นคำว่า คุณ-โทษ สงครามมี “คุณ” หรือไม่ ? ถือว่ามีอยู่บ้าง และมี “โทษ” หรือไม่ ? ถือว่ามากมาย สงครามแต่ไหนแต่ไร คนที่ได้รับ คุณ ไม่ใช่ชาวบ้านหรือประชาชน แต่คนที่ได้รับ คุณ คือนักการเมืองและชนชั้นสูงบางกลุ่ม และ คนที่ได้รับ โทษ มากที่สุดจากสงครามก็คือชาวบ้านและประชาชนของทุกฝ่าย สงครามสมัยนี้… Continue reading ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น