เรียนออนไลน์ทางเว็บไซต์ ไม่จำกัดเวลา

ดูแลจิตใจด้วยการสะกดจิตบำบัด การจินตภาพ และจิตวิทยาร่วมสมัย

“ห้องเรียน พลังแห่งจิต” รุ่นที่ 21

“รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความกดดันที่อยู่ในตัว หลังการทำกิจกรรมจะรู้สึกโปร่งเบามากขึ้น.. ได้รู้ว่าตัวเราเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ และคนที่จะปลดปล่อยความทุกข์เหล่านั้นได้ก็คือตัวเราเอง”

อ่านข้อความจากผู้เรียนรุ่นก่อน <<<

ท่ามกลางความวุ่นวายในชีวิตยุคนี้
หลายครั้งเราใช้ชีวิตอยู่กับความคิดเดิมๆ
บาดแผลเดิมๆ หรือเสียงตำหนิตัวเอง
และความรู้สึกว่า ฉันไม่ดีพอ
และสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดีพอ
หรือรู้สึกประมาณว่า
มันต้องมากกว่านี้ ดีกว่านี้สิ

 

โดยไม่รู้ว่า “จิตใต้สำนึก”
กำลังค่อยๆ โปรแกรมจิต ซึ่งส่งผลชีวิตเราอยู่ทุกวัน

การสะกดจิตบำบัด… ไม่ใช่สิ่งวิเศษ
แต่เป็นการนำความพิเศษของจิต
ที่ทุกคนมีอยู่

 

เป็นพลังแก่การเปลี่ยนแปลงตนเอง
โดยมีครูหรือผู้บำบัดใช้เสียงพาจิตนั้นออกเดินทาง

เป็นวิธีหนึ่งในการค่อยๆ ฟื้นฟูหัวใจ
เพื่อกลับมาเป็นนายเหนือความคิดและจิตตนเองอย่างแท้จริง

 

.

 

“ห้องเรียน พลังแห่งจิต” ออนไลน์ (รุ่นที่ 21)

 

ชวนเราร่วมเดินทางกลับสู่พื้นที่ภายใน
ด้วยศาสตร์ Hypnotherapy (การสะกดจิตบำบัดร่วมสมัย)

จินตภาพบำบัด สมาธิภาวนา และหลักคิดทางจิตวิทยา

 

ภายในคอร์ส เราจะได้เรียนรู้และฝึกฝน ดังนี้

 

✨ การสะกดจิตตนเอง (Self-Hypnosis)
เพื่อความผ่อนคลายลึกซึ้งและการฟื้นฟูพลังใจ
✨ การเข้าใจการทำงานของจิตใต้สำนึก
เพื่อคลายรูปแบบความคิดและอารมณ์ที่คอยฉุดรั้งชีวิต
✨ การใช้จินตภาพและคำสั่งจิต
เพื่อสร้างพลังบวก ความมั่นคง และเป้าหมายใหม่จากภายใน
✨ การฝึกฟังเสียงภายในอย่างลึกซึ้ง
กลับมาเชื่อมโยงกับความสงบ ความอ่อนโยน และคุณค่าในตัวเอง

 

และค่อยๆ เดินทางผ่านประสบการณ์ภายใน ผ่านคลิปสะกดจิตบำบัดกว่า 35 หัวข้อ พร้อมคลื่นเสียงบำบัด อาทิ

 

  • “ทะเลโอบอุ้ม” 🌊 ชำระล้างความเหนื่อยล้าและพลังงานลบในใจ
  • “หยั่งราก” 🌱 สร้างความมั่นคงและเชื่อมโยงกับรากชีวิต
  • “สวนผีเสื้อ” 🦋 ปลุกความฝันและความหวังที่เคยหล่นหาย
  • “กระจกวิเศษ” 🪞 มองเห็นคุณค่าในตนเองอย่างอ่อนโยน
  • “นักรบภายใน” ⚔️ เชื่อมต่อกับพลังเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่
  • “ปล่อยวาง” 🍂 บ่มเพาะจิตเพื่อการปล่อยวาง

 

ดูรายชื่อหัวข้ออื่นๆ และตัวอย่างฟรีในเว็บไซต์

 

.

 

*** คอร์สนี้เหมาะสำหรับใคร ***

 

– ผู้ที่ต้องการเครื่องมือเยียวยาตัวเอง ลดความเครียด ความวิตกกังวล
– ผู้ที่สนใจศาสตร์การทำงานกับจิตใต้สำนึก และต้องการการบำบัดแบบส่วนตัวด้วยการสะกดจิตและคลื่นเสียงปรับคลื่นสมอง
– ผู้ที่สนใจการทำสมาธิเพื่อเสริมสร้างจิตใจโดยมีเสียงไกด์นำทาง

 

โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน เพียงพร้อมที่จะเปิดใจและเดินทางกลับมาหาตัวเอง

 

*** จุดเด่นของหลักสูตรนี้ ***

 

1. เรียนออนไลน์ 100% ทางเว็บไซต์ เรียนได้ตามจังหวะชีวิต ย้อนหลังไม่จำกัดเวลาอย่างน้อย 1 ปี

2. ประกอบด้วยวิดีโอสะกดจิตบำบัด รวมประมาณ 428 นาที เฉลี่ย 12 – 26 นาทีต่อคลิป บทความประกอบกว่า 80 หน้า และแบบฝึกหัดเพิ่มเติมในการฝึกจินตภาพ

3. เป็นหลักสูตรพื้นฐาน ที่สามารถเรียนต่อยอด ขั้นกลาง-สูง เพื่อรับใบประกาศ C.Ht (Certified Hypnotherapist)

 

.

 

การเยียวยาที่สำคัญที่สุด
อาจไม่ใช่การพยายามเป็นคนใหม่ทันที
ไม่ใช่การล้างใจ หรือหนีจากอดีต
แต่คือการได้ “อยู่กับตัวเอง”
อย่างอ่อนโยนและเมตตา 🤍

 

เพื่อสร้างความมั่นคงภายใน
และเปิดปัญญาของใจตนเอง
ให้เราสามารถอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบ
และชีวิตที่มีอดีตไม่ได้สวยหรู
อย่างสง่างามและมีคุณค่า

 

.

 

🎁 เริ่มต้นเรียนรู้ฟรีวันนี้

 

สถาบันฯ เปิดพื้นที่ให้ทดลองเรียนฟรี 5 หัวข้อแรก และเนื้อหาบทที่ 1 ได้ทันที ทางเว็บไซต์ เพื่อทดลองฝึกปฏิบัติ ผ่อนคลายความเครียด และเริ่มเสริมสร้างความมั่นคงภายใน

 

พิเศษ ! 100 คนแรกได้ส่วนลดเนื้อหาเต็ม 
ประกอบด้วย 35 หัวข้อสะกดจิตบำบัดและเนื้อหาครบทั้ง 5 บท
ไฟล์ใบประกาศผ่านการอบรม และสิทธิ์เรียนต่อขั้นที่สาม เมื่อทำครบเงื่อนไข

 

* สมทบค่าเรียนตามบริจาค ขั้นต่ำ 699 บาท 
จากราคาเต็ม 990 บาท * เฉพาะ 100 คนแรกเท่านั้น *

 

ห้องเรียน พลังแห่งจิต เป็นชุดการเรียนรู้เกี่ยวกับการสะกดจิตบำบัด การโปรแกรมจิตตัวเอง การพัฒนาและการเยียวยาจิตใจ ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยา การทำสมาธิ ศิลปะและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เริ่มต้นในปี 2558 โดยเริ่มต้นจากการจัดอบรม “หนึ่งคิด ลิขิตใจ” ตามด้วย “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง ปัจจุบันมีหลักสูตรย่อยใหม่ในชื่อ “การโปรแกรมจิตตัวเอง”

การอบรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” ประกอบด้วย 3 ขั้นในห้องเรียน

 

  • พื้นฐาน – เน้นการสะกดจิตบำบัดตนเองผ่านเทคนิคการจินตภาพ
  • การโปรแกรมจิตตัวเอง – เข้าใจหลักการการโปรแกรมจิตและเทคนิคต่างๆ (เรียนก่อน/หลังพื้นฐานก็ได้)
  • นักสะกดจิตบำบัด – ฝึกฝนเทคนิคเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักสะกดจิตบำบัดหรือประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนสำเร็จหลักสูตรขั้นสูงจะได้รับใบประกาศรับรอง C.Ht (Certified Hypnotherapist)

 

* สามารถเรียน “พื้นฐาน” หรือ “การโปรแกรมจิตตัวเอง” ก่อนก็ได้  โดยจัดว่าทั้งสองเป็นขั้นพื้นฐานของการสะกดจิตบำบัด โดยเริ่มจากการพัฒนาตนเอง

ทดลองเรียน ตอนแรก (ฟรี)

การฝึกฝนจิตไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถสร้างพลังใจและกำกับความคิด ผ่านการฝึกสะกดจิต-โปรแกรมใจของตนเอง ด้วยแบบฝึกหัดคอร์สออนไลน์ในหลักสูตร “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” พื้นฐาน 

 

เนื้อหาในหลักสูตรพื้นฐานนี้เป็นการฝึกใช้การจินตภาพ ฝึกใช้สมาธิ ความคิด และการระลึกในใจ เพื่อบ่มเพาะพลังแห่งจิต ด้วยองค์ความรู้ทางจิตวิทยา คลื่นสมอง การคิดเป็นภาพ การโปรแกรมจิตบำบัด และหลักพุทธศาสนา มีเนื้อหาภาคปฏิบัติ 35 หัวข้อ และเนื้อหาอ่านประกอบ 5 บท มากกว่า 80 หน้า

 

โดยเนื้อหาฟรีจะให้ทดลองทำกิจกรรมได้ 5 หัวข้อ และสามารถอ่านเนื้อหาบทแรก ด้านล่างนี้

ลำดับในการเรียนหลักสูตรนี้

 

  1. ทำกิจกรรมสะกดจิตบำบัด อย่างน้อย 2 หัวข้อ
  2. ศึกษาเนื้อหาอ่าน บทที่ 1
  3. สมัครรับเนื้อหาเต็ม เพื่อลงมือปฏิบัติและศึกษาเนื้อหาต่อ

 

การทำกิจกรรมสะกดจิต แต่ละหัวข้อ

 

  • เลือกทำกิจกรรมสะกดจิตแบบเปิดคลิปก่อน หรือทำด้วยการอ่านขั้นตอนด้วยตนเองก่อนก็ได้ หากเป็นการอ่านขั้นตอนด้วยตัวเอง ให้ทำไปทีละขั้นตอนตามลำดับ
  • ผ่อนคลายกายใจ แล้วจินตนาการไปตามขั้นตอนในคลิปเสียงหรือข้อความที่อ่าน เพื่อโปรแกรมจิตและฝึกการจินตภาพ
  • ลงมือทำซ้ำทุกขั้นตอนอีกครั้งเพื่อความชัดเจนและย้ำสิ่งที่ดีแก่จิตใจ หากรอบแรกทำด้วยการฟังคลิปเสียง รอบสองอาจทำด้วยการอ่านขั้นตอนด้วยตนเอง

 

คำแนะนำเพิ่มเติม

 

  • ไม่ต้องกังวลความลื่นไหลในการทำกิจกรรมระหว่างขั้นตอนต่างๆ และผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบ เน้นฝึกวางใจตนเองและชื่นชมยินดีสิ่งที่เราทำได้จริง
  • หนึ่งกิจกรรมควรทำอย่างน้อย 2 ครั้งเพื่อความชัดเจนและเน้นย้ำ โดยอาจระลึกถึงเรื่องใหม่หรือสิ่งใหม่ตามโจทย์ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม
  • ไม่คิดล่วงหน้าเกี่ยวกับผลลัพธ์และความคาดหมายต่างๆ ในขณะทำกิจกรรม และไม่ใส่ใจกับชื่อหัวข้อแบบฝึกหัดมากเกินไป
  • หากไม่สามารถทำต่อเนื่องจนครบทุกขั้นตอนใน 1 แบบฝึกหัดได้ สามารถพักแล้วกลับมาทำต่อได้ โดยควรตั้งสติและสมาธิสั้นๆ ให้ใจสงบก่อนลงมือทำต่อ
  • หากมีอาการป่วยทางจิตเวช ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรับการรักษาควบคู่

สามารถเลือกทำหัวข้อใดก่อนก็ได้ โดยควรทำอย่างน้อย 2 หัวข้อ

 

ระยะเวลา 15 นาที (ท่านอน)

 

  1. นอนในท่าที่ผ่อนคลาย วางมือไว้ข้างลำตัว เท้ายืดเหยียดไม่กดทับ หลับตาอย่างสบาย นึกถึงท้องฟ้าสีฟ้าสดใส มีก้อนเมฆหนึ่งล่องลอย ท่ามกลางก้อนเมฆมากมาย ก้อนเมฆนั้นลอยช้าช้า ลอยช้าช้า ผ่อนคลาย กลางท้องฟ้ากว้างใหญ่ ภาระใดใดสิ่งไม่ดีใดใดปลิวหรือหล่นจากไป
    ให้สายลมผ่อนคลายร่างกายแต่ละส่วน เริ่มจากปลายเท้าจนถึงศีรษะ ให้ก้อนเมฆล่องลอยและผ่อนคลาย โบยบิน อย่างนี้สักครู่หนึ่ง
  2. นับในใจ 3 ถึง 1 แล้วนึกถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตตลอดหนึ่งปี ลอยอยู่รอบๆ ก้อนเมฆที่ล่องลอย ก้อนเมฆก้อนนั้นล่องลอยอย่างผ่อนคลายอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ดีในชีวิตหนึ่งปีที่ผ่านมา ….แล้วค่อยๆ นึกถึง สิ่งดีๆ ตลอดชีวิต ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า รอบๆก้อนเมฆก้อนนี้
    หายใจเข้า ดึงเอาสิ่งที่ดีในชีวิตเข้ามาในกายและใจ บอกกับตนเองในใจซ้ำว่า “หัวใจฉันกว้างใหญ่ดังผืนฟ้า ต้อนรับสิ่งดีๆมากมายมาในหัวใจ”
  3. จินตนาการถึงตัวเรา หากใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย หัวใจเปิดกว้าง แม้มีภาระการงาน เราสามารถผ่อนคลายและต้อนรับสิ่งที่ดีเข้ามาในหัวใจได้
 
ระยะเวลา 19 นาที (ท่านั่ง/นอน)
 
  1. นั่งหรือนอนในท่าทางที่สบาย หายใจผ่อนคลายและหลับตาลง พาใจระลึกนึกถึงสิ่งต่างๆที่เราเคยได้รับมา ไม่ว่าสิ่งของ โอกาส และอื่นๆ นึกถึงทีละสิ่งทีละอย่าง นึกเป็นภาพของสิ่งนั้นและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ขอให้เราพูดในใจและพูดออกมาทางปากว่า “ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ”
    ค่อยๆ นึกถึงอย่าง และทุกครั้งที่นึกได้แล้วให้กล่าวเช่นเดิม ทำอย่างนี้อย่างน้อย 5 อย่าง
  2. เปลี่ยนมาค่อยๆระลึกถึงสิ่งที่เราเคยให้แก่คนอื่น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ล้วนสำคัญ คิดถึงสิ่งเหล่านั้นทีละอย่างทีละสิ่ง เห็นเป็นภาพในใจ แล้วบอกว่า “ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ” ทั้งในใจและกล่าวผ่านการพูดจริงๆ ทำเช่นนี้อย่างน้อย 5 อย่าง
    ก่อนนำใจคิดถึงสิ่งที่เราเคยมอบให้แก่ตนเอง ไม่ว่าด้วยการลงมือทำ หรือด้วยการให้แบบใดที่ดีต่อตัวเรา ระลึกนึกถึงสิ่งนั้นทีละอย่าง แล้วบอกว่า “ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ” ทำเช่นนี้อย่างน้อย 5 อย่าง
  3. พาใจคิดถึงช่วงเวลาต่างๆ ที่ดี ที่เราไม่คาดคิด ทีละเรื่องราวหรือเหตุการณ์ แล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ให้เราคิดถึงเป้าหมายและสิ่งที่เราหวัง ทีละสิ่งทีละอย่าง นึกถึงสิ่งนั้นๆให้ชัดเจน แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ” ทำกี่ครั้งย่อมได้ตราบที่เราต้องการ

 

ระยะเวลา 17 นาที (ท่านั่ง/ยืน)

 

  1. ยืนตัวตรง ให้ฝ่าเท้าห่างจากกันพอประมาณ ยืนอย่างมั่นคงแต่ผ่อนคลายหรือนั่งหลังตรง หายใจเข้าลึก หลับตาลง นึกในใจว่าเรายืนอยู่บนแผ่นดิน เท้าทั้งสองข้างจมลงในดิน ปักไว้อย่างมั่นคง
    ก้มหน้าลงเล็กน้อย นึกในใจให้ขาทั้งสองข้างของเราเป็นรากต้นไม้ แหงนหน้าขึ้นพอประมาณ จินตนาการลำตัวเป็นลำต้น กางแขนทั้งสองข้าง แขนคือกิ่งก้านสาขา ยืนอย่างมั่นคงและสงบสักครู่หนึ่ง
  2. จินตนาการว่ามีสายลมพายุฝนพัดผ่านมา แต่ต้นไม้ต้นนึ้ยังหยัดยืนมั่นคง เพราะมีรากที่หนักแน่น บอกตนองในใจว่า “ฉันมั่นคงภายใน ฉันมีรากอันหนักแน่น”
  3. คิดถึงบ้านเกิดภูมิลำเนา เป็นภาพสถานที่นั้นอยู่รอบๆ ตัวเรา ที่แห่งนั้นมีสิ่งใดที่ดี มีสิ่งใดสำคัญต่อตัวเรา ระลึกด้วยหัวใจ
    ค่อยๆ ระลึกถึงญาติผู้ใหญ่ ปู่ย่า ตายาย ทวด จนถึงบรรพบุรุษที่เราพอรู้จัก พวกท่านอยู่ในรากเหง้าของชีวิต คุณสมบัติที่ดีของพวกท่านดำรงอยู่ในรากเหง้านี้ ระลึกด้วยหัวใจว่าชีวิตของท่าน มีคุณสมบัติใดมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของเรา…
    หายใจเข้าลึก น้อมนำคุณสมบัติที่ดีเข้ามาในกายและใจ ชูแขนขึ้นสูง ดึงพลังที่ดีเข้ามาในรากและกิ่งก้าน …ก่อนลืมตา

 

ระยะเวลา 24 นาที (ท่านั่ง/ยืน)

 

  1. หลับตาลง หายใจสบายๆ นับ 3 ถึง 1 ในใจ กำหนดให้ทุกเสียง สัมผัส และความคิด พาเราจดจำถึงสิ่งที่ดีในชีวิต
    ค่อยๆ พาใจระลึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตเรามีความสุข ช่วงเวลาใดก็ได้ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหนก็สำคัญ นึกถึงรายละเอียดของเหตุการณ์นั้น เข้าไปซึมซับความสุขในอดีต
    จินตนาการว่าเราหยุดภาพนั้นไว้ เป็นภาพถ่ายใบหนึ่ง ยกมือข้างหนึ่ง ผลักมือเบาๆ ไปด้านข้าง แปะภาพนั้นไว้ในอากาศ
  2. ทำซ้ำขั้นตอนแรก กับช่วงเวลาเหตุการณ์อื่นๆ ที่เรามีความสุข ความสำเร็จ เสียงชื่นชม หรือเป็นช่วงเวลาอันพิเศษ นึกได้แล้ว ถ่ายภาพไว้หนึ่งใบ ยกมือแปะภาพใบนั้นไว้รอบตัว ทำจนมีภาพถ่ายรูปรอบตัวเรา อย่างน้อย 7 ใบ
  3. ยกมือขึ้นรวบภาพถ่ายในอากาศเอามาไว้ในมือ รวบเข้ามาวางไว้กลางอก หายใจเข้าออกสบาย รวบรวมพลังที่ดีเข้ามาในหัวใจสุดท้ายเราจินตนาการว่าเราเก็บภาพเหล่านั้น พับเป็นชิ้นเล็กๆ เก็บไว้ในล็อกเก็ตสร้อยคอ ก้มหน้าลงเล็กน้อย เปิดปิดดูภาพถ่ายเหล่านั้นในสร้อยคอของเรา ลองหยิบภาพใบหนึ่งออกมา กางเปิดดูแล้วพับเก็บเข้าไป ทำซ้ำกับภาพถ่ายอื่น
    ภาพความทรงจำที่ดีจะเป็นพลังอยู่ในกายและในใจเราเสมอ วางมือไว้ที่หัวใจ ลองบอกถ้อยคำที่ดีบางอย่างให้แก่ตนเอง

 

ระยะเวลา 16 นาที (ท่านั่ง/นอน)

 

  1. นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย หายใจเข้าออกผ่อนคลาย วางภาระใดใดไว้ชั่วคราว หลับตาลง หายใจเข้าออกลึกช้า 3 ครั้ง กำหนดให้เสียง สัมผัส และความคิดใดใดพาเราใส่ใจที่การดูแลตนเองครั้งนี้
    จินตนาการในใจตามว่า เรามีกล่องสี่ใบวางอยู่เบื้องหน้าเรา กล่องทั้งสี่นี้มีของบางอย่างที่สะท้อนเกี่ยวกับตัวตนเราอยู่ สังเกตขนาดของกล่องเหล่านั้น โดย กล่องใบหนึ่งมี จุดหนึ่งจุด ตรงกล่อง อีกใบมี เครื่องหมายบวก กล่องอีกใบมี รูปจันทร์เสี้ยว และอีกใบ มีรูปดวงตา
  2. ค่อยๆ เปิดทีละกล่อง เริ่มจากกล่อง จุดหนึ่งจุด มีอะไรอยู่ภายใน สิ่งนั้นแทนตัวตนเราที่เรามองตัวเองว่าเป็นอย่างนั้น จดจำไว้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายใน
    เปิดกล่องที่มี เครื่องหมายบวก มีอะไรอยู่ภายใน สิ่งนั้นแทนตัวเราในมุมมองของคนอื่น จดจำไว้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายใน
    เปิดกล่องที่มี จันทร์เสี้ยว มีอะไรอยู่ในนั้น สิ่งนั้นแทนความรักในชีวิตของเรา
    เปิดกล่องสุดท้าย ที่มีรูปดวงตา มีอะไรอยู่ภายใน สิ่งนั้นแทนมุมมองต่อชีวิต
  3. กำหนดความรู้สึกไว้ที่หน้าผาก แล้วทบทวนสิ่งที่เราพบเจอในกล่องสี่ใบ สิ่งเหล่านั้นมีความหมายสะท้อนตัวเราอย่างไรบ้าง

รู้จักพลังความคิด

มิตรใกล้ตัว ศัตรูข้างใจ

: ก้าวแรกสู่การรู้จักการสะกดจิต

 

บางสิ่งอยู่ใกล้เราเสมอ เป็นผู้สร้างโอกาส เป็นผู้บั่นทอนพลังใจ เป็นได้ทั้งมิตรแท้ เป็นได้ทั้งอุปสรรคสำคัญ

 

เรามักโทษปัจจัยภายนอก คนอื่น หรือเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของชีวิต หรือสิ่งอื่นๆ คอยให้พลังกายพลังใจแก่เรา โดยที่เราหลงลืมเจ้าสิ่งใกล้ตัวใกล้ใจนี้

 

สิ่งนั้น หรือ เขา เป็นผู้คอยผลักดันและฉุดรั้ง อยู่เบื้องหลังฉากความสุขความทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลในชีวิตมนุษย์ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ อยู่ตอกย้ำความแพ้พ่าย เป็นพระเจ้า เป็นซาตาน เป็นสิ่งที่เรารักได้ เป็นสิ่งที่เรารังเกียจได้ 

 

เขาสร้างทั้งเส้นทางชีวิต และทั้งกำแพงหรือหุบเหว เขาอาจเป็นลิงน้อยจอมซน หรือเป็นบ่าวผู้ภักดีคอยชี้แนะ อยู่ที่เราจะดูแลเขาหรือสิ่งนี้อย่างไร

 

เขาคือ ความคิด สิ่งที่มีอำนาจมหาศาลอยู่ในกายและใจเรา

 

เราลองมองรอบตัวเรา มีสิ่งใดบ้างที่ไม่เคยเป็นความคิดมาก่อน คอมพิวเตอร์ กระดาษ พัดลม และสิ่งอื่นๆ เหล่านี้เคยอยู่ในใจหลายผู้คน ก่อนสองมือหลอมรวมกับเครื่องจักรกลประดิษฐ์ให้เกิดขึ้น คอมพิวเตอร์หรือกระดาษตรงหน้าเรานี้ก็เป็นความคิดที่เติมต่อและต่อยอดกลายเป็นความรู้มอบให้แก่เรานี้ หนังสือเล่มนี้ก็มาจากความคิดของผมผู้เขียน ซึ่งต่อยอดแตกแขนงมาจากความคิดของครูอาจารย์และบุคคลมากมายที่เรียนรู้จากกัน

 

ความคิดก่อให้เกิดความรู้สึก ความรู้สึกเองก็ก่อให้เกิดความคิด ความคิดนำมาสู่การกระทำ ก่อนจะเกิดเป็นผลลัพธ์สะท้อนกลับมา

 

โลกรอบตัวเราและชีวิตของเรานี้ ลิขิตด้วยความคิดหมื่นแสนล้านครั้งที่เกิดขึ้นมากมายในใจพวกเรา

 

ผู้รู้จักควบคุมและใช้ความคิดของตนเป็นพลัง คือผู้ที่ถือกุญแจสู่ความสำเร็จทุกเรื่องของชีวิต

 

ทุกวันนี้มีความรู้การใช้ความคิดหลายแบบ หลายครูอาจารย์ มีหนังสือหลายเล่มที่เราสามารถศึกษาค้นคว้าได้ หากแต่เราเพียงอ่านเท่านั้นก็ยังไม่อาจเป็นผู้ใช้พลังคิด จนกว่าเราจะเริ่มคิด ฝึกคิด ฝึกใช้พลังของจิตใจ กาย หนังสือเล่มนี้จึงไม่เพียงบอกความรู้เท่านั้น แต่ยังแนะนำขั้นตอนการฝึกฝน นำความคิดบ่มให้เป็นพลัง

 

หนังสือเล่มนี้จะแนะนำศาสตร์ความรู้การใช้อำนาจความคิดและจิตใจ ผ่านชื่อที่คนทั่วไปรู้จักว่า “การสะกดจิต”

 

สะกดจิต สะกดใจ คืออะไรกันแน่

 

ย่างเข้าห้องกว้างมืด นั่งเก้าอี้หมายเลขเดียวกับตั๋ว เสียงกระหึ่มกึกก้อง ภาพบนจอฉายเรื่องราว ใจตื่นเต้น บางจังหวะตัวเกร็งไม่รู้ตัว เสียงในความคิดวิจารณ์ตัวละครฝ่ายร้าย สะใจและยินดีในชัยชนะฝ่ายพระเอก เรื่องราวบนจอยักษ์เล่าจบ จอเหลือเพียงความมืด ห้องมีแต่เก้าอี้ว่าง แต่ใจเราโลดเต้น ส่งข้อความชื่นชมภาพยนตร์ผ่านข่ายใยอินเตอร์เน็ต

 

การสะกดจิตอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่เคยสังเกต ไม่ใช่สิ่งลี้ลับน่าเกรงขาม หลายครั้งธรรมดากลมกลืนอยู่รอบๆ ตัวเรา อย่างนี้เป็นการสะกดจิตที่แนบเนียน เกิดขึ้นแล้วแต่เราไม่ทันสังเกต

 

เราเคยใช่หรือไม่ ดื่มด่ำไปกับบทเพลง หลายครั้งที่ท่วงทำนองหรือถ้อยคำเหล่านั้นเล่นขึ้นเองแม้ไม่ได้เปิดเครื่องเล่นดนตรี เผลอร้องคลอออกมา เปิดเล่นซ้ำดังในหัวใจ

 

เราคงเคยเช่นกัน ฟังบทเพลงหรือถ้อยคำจากใครคนหนึ่ง ใจล่องลอยไปตามกระแสคลื่นอารมณ์

 

ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำมาเป็นอย่างดี ทำให้เราลืมแม้เก้าอี้หรือโซฟาที่นั่ง ลืมกระทั่งคนรักที่นั่งดูอยู่ด้วยกัน

 

การสะกดจิต ในแง่นี้คือการ โน้มน้าวจิตใจอย่างที่เราหรือผู้ทำต้องการ 

 

ในสื่อบันเทิง องค์ประกอบอย่างดนตรี การลำดับภาพ การวางเค้าโครงเรื่อง ภาพจากจอที่กะพริบจนคนดูไม่รู้ตัว การโฆษณา และอื่นๆ มีพลังสะกดจิตสะกดใจเราให้เคลิ้มคล้อยหรือต้อยตาม

 

เฉพาะแง่นี้เราก็ถูกสะกดจิตสะกดใจทุกวัน และแทบทุกชั่วโมง

 

โฆษณาในทีวีคือตัวอย่างการสะกดจิตที่แยบยล

 

ใช้พลังของภาพ เสียง และการนำเสนอทำให้สิ่งธรรมดาให้ดูไม่ธรรมดา ทำให้สิ่งที่ไม่จำเป็นดูขาดไม่ได้ ทำให้สิ่งที่ไม่ได้เรื่องดูมีคุณค่าทันใด

 

สะกดจิตคนดูให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าหากไร้ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้น โน้มน้าวให้เราเปรียบเทียบตนกับคนอื่นเพื่อให้ไปจับจ่ายไม่ให้ด้อยค่ากว่าใครเขา

 

เป็นการสะกดใจที่ทรงพลัง ต่อเนื่อง และเรายินดีไม่ปัดป้อง รับคำสั่งจิตจากโฆษณาในทีวีซ้ำแล้วซ้ำอีก เราลองสังเกตดูว่าสิ่งต่างๆ ในทีวีส่วนใหญ่เป็นเรื่องเดิมที่ฉายซ้ำ

 

การใช้คำสั่งจิตหรือการสะกดจิตซ้ำ เพื่อตอกย้ำให้การโน้มน้าวนั้นมั่นคง เป็นเทคนิคพื้นฐานที่นักสะกดจิตมืออาชีพเข้าใจดี และเรานำมาใช้ได้

 

เราเริ่มเห็นแล้วว่าเราอยู่กับการสะกดจิตมามากเพียงใด และคงเริ่มตระหนักแล้วว่าการสะกดจิตรอบตัวกำลังแอบหาประโยชน์จากเรา แต่เรารู้ทันและนำเทคนิคเดียวกันมาใช้เพื่อชีวิตเราได้ ง่ายนิดเดียว

 

รอบตัวเรายังมีการสะกดจิตแบบใดอีก

 

การสะกดจิตหรือการโน้มน้าวแบบโฆษณาหรือสื่อบันเทิง เป็นการโน้มน้าวจิตใจให้คิด ให้เชื่อ และรู้สึกอย่างที่ผู้ทำต้องการหมายมั่น เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือเพื่อตอบสนองงานศิลปะ

 

มีการสะกดจิตแบบอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเรา และใกล้ตัวเราอีกมาก นอกจากการโน้มน้าวแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือการปลูกฝังความเชื่อ

 

เพื่อให้คนหรือกลุ่มคนนั้นคิดและใช้ชีวิตแบบที่ผู้ปลูกฝังต้องการ ซึ่งให้ผลดีบ้าง และไม่ดีบ้าง

 

กรณีที่เราเห็นง่ายเช่น โรงเรียนต้องการให้เด็กนักเรียนมีความประพฤติแบบนี้ และทำแบบนั้น ไม่ทำอย่างนี้และอย่างนั้น ซึ่งมีแง่งามคือเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้เด็กๆ เติบโตเป็นคนดีของสังคม แง่ลบคือการไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนคิด รู้สึก และพิจารณาด้วยตนเอง ทำให้ขาดการไตร่ตรองในเรื่องสำคัญของชีวิต และถูกสะกดจิตจากสื่อและสิ่งเร้ารอบตัวง่าย เพราะคุ้นเคยกับการเป็นผู้ถูกป้อนโปรแกรม

 

กรณีอื่นอย่างประเพณีและพิธีกรรมทางวัฒนธรรมและทางศาสนา ก็เป็นการสะกดจิตปลูกฝังความเชื่อค่านิยมที่ดีงาม แต่ถ้าหากขาดปัญญาและการเข้าใจแก่นสารก็จะกลายเป็นเพียงเปลือกและความงมงายเช่นกัน กล่าวคือเราทำตามแต่พิธีกรรมและกิจกรรม แต่ไม่เข้าใจเนื้อหาและคุณค่าภายใน

 

เราจะเห็นว่าการสะกดจิตในแง่ปลูกฝังความเชื่อความคิดเพื่อปูพื้นฐานสู่พฤติกรรมก็เป็นกลไกทางสังคมที่ต้องการสร้างคนที่สังคมต้องการ แต่หากขาดอีกด้านมาเกื้อกูล อย่างปัญญา การเปิดโอกาสให้คิด เป็นต้น ก็จะเป็นดั่งสายพานโรงงานผลิตคนที่เป็นเหมือนเครื่องจักร มากกว่าคนที่มีชีวิตจิตใจ

 

ตัวอย่างในครอบครัวชัดเจนมาก เราเกิดมา ครูคนแรกและครูคนสำคัญคือพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเรา ทุกสิ่งที่ท่านพูดและทำต่อเรา สิ่งนั้นเก็บเข้ามาในส่วนลึกของใจเราเสมอ เกิดเป็นความรู้สึกและความเชื่อต่อตัวเราและต่อความสัมพันธ์ เด็กที่เกิดมาได้ยินแต่คำว่า “โง่”  “ไม่ได้เรื่อง” การตำหนิต่อว่านานา ชีวิตเขาต่อมาย่อมขาดความนับถือตัวเอง และทำสิ่งที่จะบั่นทอนตน หรือกลับกันก็จะพยายามเอาชนะเสียงวิจารณ์ภายในไปตลอดกาลจนกว่าเขาจะรู้ตัวและปลดพันธนาการ

 

เราเองก็มีส่วนร่วมในการปลูกฝังความเชื่อในตัวเราเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้ส่งอิทธิพลทั้งบวกและลบตลอดทั้งชีวิต

 

ลิงที่ซุกซน

 

จิตใจเรามักอยู่นิ่งไม่เป็นสุข กระโดดจากความคิดตรงนั้น มาสู่ความคิดตรงนี้ อารมณ์ขึ้นลงราวคลื่นทะเล ระริกไหวดั่งผิวน้ำ จิตเรานั้นมีศักยภาพยิ่งใหญ่ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนจึงสามารถนำศักยภาพนั้นมาใช้ให้เกิดคุณค่า

 

จิตใจที่ขาดการฝึกฝนก็เหมือนกับลิง หรือ เด็กน้อย ที่ขาดการเลี้ยงดู เมื่อเราฝึกปรือเขา เขาย่อมฉายแววและเติบโต ดั่งก้อนหินที่เจียระไนเป็นอัญมณี ความสามารถนั้นมีอยู่แล้วในตัวลิงและเด็กน้อย แต่ธรรมชาติที่ซุกซนของเขากลบเกลื่อนไว้ เช่นเดียวกับความงามที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหิน

 

บางครั้งเราต้องหักห้ามใจตนเองไม่ให้ทำตามอารมณ์หรือความคิดที่สุดโต่ง เพื่อทำสิ่งที่เหมาะสมและควรค่า บางครั้งที่เราต้องยอมลำบาก ฝืนใจ และเหนื่อยล้า เพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรค หรือ ฝึกตนเองเพื่อพัฒนาหรือดูแลรักษา อย่างการออกกำลังกาย การเจริญสติภาวนา การฝึกซ้อมกีฬา การเตรียมงานสำคัญ เป็นต้น

 

เราจะสามารถนำศักยภาพในจิตใจเราออกมาได้ เราต้องรู้จักเป็นโค้ชให้กับจิตใจเรา รู้จักฝึกเขา เข้มงวดในคราวที่ต้องเคร่งครัด ผ่อนปรนในจุดที่ต้องผ่อนคลาย

 

การสะกดจิตในแง่นี้จึงเป็นการโค้ชจิตใจ ฝึกฝน หักห้าม สะกดกั้น ชักจูง และสอนสั่ง

การสะกดจิตคืออะไร

 

การสะกดจิต (Hypnosis) ไม่ได้หมายถึงการทำให้หลับ หรือการทำให้อยู่ในภวังค์ ไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว แต่การโน้มน้าวให้ใจอยู่ในภวังค์ก็เป็นส่วนหนึ่งหรือเทคนิคหนึ่งของการสะกดจิตด้วย

 

การสะกดจิต คือการโน้มน้าวจิตใจ การสั่งจิตหรือโปรแกรมความคิด ความเชื่อ และความรู้สึก เป็นการฝึกสอนหรือ “โค้ช” จิต ซึ่งนำไปสู่การกระทำหรือผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ การสะกดจิตคือการใช้ความคิดอย่างมีศักยภาพ และยังหมายถึงการนำศักยภาพของจิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 

การสะกดจิตมีไว้เพื่ออะไร

 

เราคงพอได้ทราบจากตัวอย่างข้างต้นแล้วว่า การสะกดจิตนั้นส่วนหนึ่งเพื่อความบันเทิง เพื่อการโฆษณา เพื่อขายของขายสินค้า เพื่อปลูกฝังค่านิยมความเชื่อ และยังเป็นการนำพลังของใจและความคิดสร้างชีวิตของเรา

 

ไม่ว่าเราสนใจการสะกดจิตเพื่อพัฒนาชีวิตหรือไม่ แต่การสะกดจิตนั้นอยู่รอบตัวเราและเกิดขึ้นภายในจิตใจเราทุกเมื่อเชื่อวัน หากเรามีความรู้และฝึกสังเกต เราย่อมไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อของการสะกดจิตที่มุ่งหาประโยชน์ต่อเรา

 

ขณะเดียวกัน เราก็มีภูมิคุ้มกันและสามารถปลดพันธนาการจากการสะกดจิตที่ฉุดรั้งเราอยู่ภายในจิตใจได้

 

การสะกดจิต ในปัจจุบันได้พัฒนาองค์ความรู้ทั้งศาสตร์ที่ได้รับความเชื่อถือในวงกว้าง ตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึง มหาวิทยาลัย และทั้งศิลป์ประยุกต์พลิกแพลงเทคนิควิธีต่างๆ เช่น การสะกดจิตลดน้ำหนัก การสะกดจิตเพื่อช่วยการเรียนภาษา การสะกดจิตย้อนอดีตชาติ การสะกดจิตผ่านศิลปะ เป็นต้น

 

วิทยาการนี้นำมาใช้บำบัดเยียวยาอาการเจ็บป่วยทางร่างกายและทางจิตใจ ควบคู่กับการรักษาด้วยยาและการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา

 

หลายส่วนนำมาใช้เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำและพลังเพื่อความสำเร็จ อย่างการอบรมแนว “เอ็นแอลพี” หรือการโปรแกรมสมองด้วยภาษากาย ภาษาใจ และภาษาคำพูด มีผู้บริหารรุ่นใหญ่ทั้งในประเทศไทยและต่างแดนที่เข้าอบรมและนำมาใช้จริง จนถึงนักธุรกิจรุ่นเล็กเจ้าของกิจการส่วนตัว

 

ส่วนหนึ่งยังนำมาใช้ในการจัดอบรมทั่วไป การอบรมพัฒนาภาวะผู้นำ การรู้จักตนเอง การคลี่คลายปมปัญหา การอบรมเชิงจิตตปัญญา บ้างเอ่ยถึงความรู้การสะกดจิตโดยตรง บ้างประยุกต์เทคนิคนำมาใช้อย่างแนบเนียน

 

การสะกดจิตนอกจากเพื่อโปรแกรมจิตใจแล้ว ยังสามารถคลี่คลายหรือเปิดเผยสิ่งที่ซ้อนเร้นในจิตใจได้ อาทิ ความกลัว อารมณ์ที่กดทับ ปมภายใน ความสามารถในการรู้และเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง เป็นต้น เพื่อใช้ในการบำบัดทางจิต และการใช้ปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาหรือการเข้าใจตนเอง

 

ไม่ใช่เพียงการอบรมและการทำงานเท่านั้น ในชีวิตประจำวันเรายังสามารถนำเทคนิคที่จะแนะนำประกอบในหนังสือเล่มนี้ เพื่อพัฒนา เพื่อสร้างพลัง เพื่อจูงใจตนเองไปสู่ความสำเร็จหรือสิ่งที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการอบรมที่มีราคาสูง เพราะความลับสร้างความสำเร็จนี้อยู่ในกายในใจเรานี้เอง

 

การสะกดจิต คือไสยศาสตร์หรือไม่

 

เราคงเห็นผ่านตามาแล้วบ้างในภาพยนตร์หรือการแสดงกล จนทำให้เราหลายคนเข้าใจผิดว่า การสะกดจิตเป็นพลังที่ลี้ลับ เข้าใจหาเหตุผลไม่ได้ หรือทำสิ่งที่เกินจริงหรือผิดธรรมชาติ

 

การสะกดจิตนั้นที่จริงคือกลไกทางจิตใจ และสมอง มีลำดับเหตุผลและงานศึกษาที่น่าเชื่อถือ บุคคลที่ทำงานและศึกษาด้านการสะกดจิต และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้มีการศึกษาระดับสูงทั้งสิ้น เป็นอาจารย์ และบ้างบางท่านเป็นนายแพทย์

 

การสะกดจิตจึงเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นจิตวิทยา และเป็นศิลปะ เพราะใช้ความรู้ด้านจิตใจ กระบวนการให้ความหมายของสมอง ผสมผสานกับเทคนิคด้านศิลปะ จินตนาการ การใช้ภาษา และท่าทางการเคลื่อนไหว เป็นวิทยาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้อย่างน้อยสามส่วนเข้าด้วยกัน

 

ไสยศาสตร์ คืออะไร หลายคนใช้คำนี้อย่างไม่เข้าใจ ไสยะ คือมืด หรือมืดบอด ฉะนั้นความรู้ใดใดที่ทำให้คนโง่เขลา ทำให้คนไม่เข้าใจชีวิต ทำให้คนหลงผิด ทำให้คนเลวทราม สิ่งนั้นจึงเป็นไสยศาสตร์  

 

หากความรู้ด้านการสะกดจิตเป็นไปเพื่อล่อลวงผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น วิชาการสะกดจิตนั้นก็เป็นไสยศาสตร์

 

ดังนั้น การโฆษณา วิทยาศาสตร์ วิทยาการต่างๆ ก็เป็นไสยศาสตร์ได้เช่นกัน หากทำให้คนมืดบอด หลงผิด หรือใจเลวทรามเบียดเบียนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

 

เหตุใดจึงเรียกว่า การสะกดจิต

 

คำว่า “สะกดจิต” ถูกเรียกเป็นครั้งแรกด้วยท่านที่หมายมั่นตั้งใจแปลจากภาษาอังกฤษ ซึ่งมีรากของภาษามาจากการทำให้หลับ แต่ท่านผู้เจตนาดีไม่ได้ศึกษาความรู้นี้โดยตรงจึงเข้าใจคลาดเคลื่อนเป็นว่า วิชานี้เป็นการทำให้คนต้องมนต์สะกด หรือถูกสะกดให้แน่นิ่ง

 

คำที่อาจตรงความหมายมากกว่า อาทิ การโปรแกรมจิต การสั่งจิต การโน้มน้าวจิตใจ และคำอื่นๆ ซึ่งผมจะใช้คำว่า สะกดจิตเป็นหลักเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองของเราต่อคำๆนี้ ประกอบกับคำอื่นที่อธิบายความหมายได้ดีกว่า และเหตุผลหนึ่งเพราะ คำว่า “สะกดจิต” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักมากกว่าคำอื่น

 

เราถูกสะกดหรือเราสะกดใคร

 

แม้สิ่งเร้าภายนอก อย่างเช่นโทรทัศน์จะโน้มน้าวจิตใจเรา ราวกับเป็นนักสะกดจิตประจำบ้าน แต่แท้ที่จริงแล้ว นักสะกดจิตที่ทรงพลังและส่งอิทธิพลต่อตัวเรามากที่สุดมิใช่ใครอื่น

 

แต่เป็นตัวเราเอง

 

คำพูดคำสั่งจิตจากนักบำบัดด้วยการสะกดจิตก็ดี หรือการส่งสารเพื่อโน้มน้าวใจจากผู้อื่นก็ดี ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นการจูงจิต หรือการแนะนำ เท่านั้น จิตใจเราเองต่างหากที่สะกดจิตใจตนเอง ตามคำชักจูงหรือคำโน้มน้าวเหล่านั้น

 

โดยทั่วไปแล้วเรามักไม่รู้ตัวว่าเราสะกดจิต โน้มน้าวความคิดตนเอง และโปรแกรมความเชื่อต่างๆ ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

สิ่งนี้พระพุทธเจ้าท่านศาสดาแห่งพุทธศาสนาได้ชี้แจงไว้แล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี จิตใจเราปรุงแต่งสิ่งต่างๆ ขึ้นมามากมาย และสิ่งเหล่านั้นก็เกิดเป็นตัวเรา และเกิดเป็นการยึดมั่นถือมั่นต่างๆ

 

สิ่งเร้าภายนอก เป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นเร้าเท่านั้น

 

เราคือผู้สั่งจิตตนเอง ให้ดีขึ้นหรือตกต่ำลงก็ได้ และเราทำเช่นนั้นเสมอ

 

เราลองนึกดู นึกถึงช่วงยามที่ย่ำแย่ของชีวิต เราคิดอย่างไรต่อตัวเอง เราทำต่อตัวเองให้แย่ลงหรือเศร้าอย่างไร ความคิดในหัวและอารมณ์ที่เราสร้างขึ้นต่อเนื่องทำให้ช่วงเวลานั้นย่ำแย่หรือทุกข์ทน มิใช่สิ่งภายนอกที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเอง” ตามธรรมชาติ

 

ด้วยเราไม่รู้ตัวว่า ภาพในโฆษณากระตุ้นความรู้สึกเรา ให้เราหันกลับมาดูผิวพรรณตนเอง และประเมินเปรียบเทียบกับนางแบบที่แต่งภาพแล้วผ่านคอมพิวเตอร์ว่า ตัวเองนั้นหม่นหมองและไม่สวย เกิดเป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อิจฉา ด้อยค่า หรือขาดความมั่นใจ จิตใจปรุงแต่งหรือสะกดจิตตัวเองต่อว่า เราเป็นคนแบบใด และควรทำสิ่งใด ลงเอยด้วยการซื้อเครื่องสำอางที่ปนเปื้อนสารพิษก่อภัยต่อร่างกาย

 

นักสะกดจิตแนะนำให้เราผ่อนคลาย เราผ่อนคลายร่างกาย นั่งในท่าที่สบาย เปลือกตาหย่อน ผิวหนังผ่อนลง กล้ามเนื้อคลายความตึงความอ่อนล้า พักผ่อน จิตใจเราทำตาม สั่งร่างกายผ่อนคลายตาม ยิ่งนักสะกดจิตอาชีพ ให้เรานึกจินตนาการถึงก้อนเมฆสีขาว ล่องลอยเอื่อยช้า แผ่วเบา ผ่อนคลาย หลับตาลง ร่างกายเบาและลอยช้าช้าดั่งปุยเมฆขาว เบาสบาย ผ่อนคลาย ใจเรานึกภาพตาม เรายิ่งเบาและผ่อนคลาย ใจเรารับคำแนะนำและสะกดจิตตนเองอย่างได้ผล

 

นักสะกดจิตเก่งปานใด หรือโฆษณาแน่เพียงไหน หากจิตใจเราปิดกั้น หรือหากเรากำหนดจิตตามรู้เท่าทันไม่ปรุงแต่งต่อ การสะกดจิตหรือการโฆษณาใดใดก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

 

อย่างนี้เรียกว่าตบมือข้างเดียวไม่ดังนั่นเอง

 

พลังวิเศษในตัว

 

เราเกิดมาพร้อมพร พร้อมคุณค่าที่ไม่ต้องอ้างอิงถึงสิ่งอื่นใด เราเกิดมาพร้อมศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัด มีเพียงความคิดที่เราถูกโน้มน้าวและสะกดจิตตัวเองมาว่า เราเป็นได้เท่านี้เท่านั้น สิ่งนี้ทำได้ สิ่งนั้นทำไม่ได้

 

เราลองเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ ที่ในอดีตคนเราเชื่อว่าไม่อาจเป็นไปได้ หรือไม่อาจเป็นจริง ได้ก่อเกิดเป็นความจริงและผลสำเร็จมามากมายนัก แต่ก่อนใครเล่าจะเชื่อว่าเราบินได้ เราสามารถไปยังดินแดนไกลในห้วงอวกาศ ก่อนเก่าใครจะคิดว่ามนุษย์จะสามารถผลิตสร้างเครื่องจักรที่เร่งอนุภาคใกล้ความเร็วแสง ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ใครเล่าจะเชื่อบ้างว่าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าหลายด้านเช่นทุกวันนี้

 

สิ่งที่เราไม่คาดคิดจะทำได้หรือเป็นไปได้ อาจทำได้และเป็นจริง ถ้าเรากล้าก้าวออกมาจากมุมมองความคิดเดิม

 

การสะกดจิตตัวเองของเราเป็นผลมาจากกรอบความคิดและมุมมองที่เราตอกย้ำต่อตัวเองและต่อผู้อื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เมื่อเราเรียนรู้ความลับที่ไม่ลับของการสะกดจิตแล้ว เราย่อมพ้นออกมาจากกรอบความคิดที่เราสร้างขึ้น พ้นจากมุมมองเดิมที่เราเคยยึดถือ เมื่อนั้นเราอาจเห็นความจริงที่แปลกเปลี่ยน เห็นความเป็นไปได้ในความเป็นไปไม่ได้ เห็นความจริงที่คนอื่นเฝ้าปฏิเสธ

 

เมื่อนั้นเราจึงทำสิ่งที่เหลือเชื่อได้ ทำในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ ได้สำเร็จ

 

คนอื่นที่ไม่เข้าใจจะมองว่าสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราคิด งมงาย และเพ้อฝัน เขาจะปฏิเสธเพราะความคิดสะกดจิตใจเขาไว้ในมุมมองที่แคบเกินกว่าจะเปิดรับ สิ่งที่เราทำและผลลัพธ์จะพิสูจน์ตัวเราเอง

 

ยังมีศักยภาพหรือเราจะเรียกว่าพลังวิเศษอักมากมายนักที่ซ่อนเร้นอยู่ เราเรียกพวกเขาว่า วิเศษ เพราะเราอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า หรือกระทั่งเราทำได้หรือมีอยู่ในตัวเราด้วย จนกว่าเราจะเปิดกล่องใบน้อยของเราออกมา หยิบของวิเศษหรือใช้พลังวิเศษเหล่านั้น บันดาลชีวิตเราไปในทางที่พึงปรารถนา

 

นักสะกดจิตไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นผู้ที่น้อมนำศักยภาพอันผู้คนมากมายทอดทิ้งไปเพราะพะวงกับสิ่งเร้ารอบตัวและความพิเศษที่แสนไกลห่าง นักสะกดจิต คือผู้ที่สามารถนำศักยภาพของจิตใจที่อยู่ในตัวเขามาใช้ให้เกิดคุณต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งในด้านการบำบัดเยียวยา และการพัฒนาชีวิต

เนื้อหาด้านล่างนี้เป็นหัวข้อคลิปสะกดจิตบำบัดเพิ่มเติมในเนื้อหาเต็ม รายละเอียดค่าใช้จ่ายด้านล่างนี้

หมวดที่ 1 – ความมั่นคงภายในและการผ่อนคลาย

พัฒนาความมั่นคงทางจิตใจ ผ่อนคลายความเครียด และสร้างพลังเชิงบวกให้แก่ตนเอง

“ทะเลโอบอุ้ม” : ชำระล้างพลังงานลบภายในและสร้างความวางใจในตน

“จังหวะชีวิต” : สำรวจจังหวะชีวิตและสร้างพลังใจ

“กำแพงน้ำแข็ง” : สร้างพื้นที่ปลอดภัยในหัวใจและการโฟกัส

“พลังผู้พิทักษ์” : ฝึกขีดเส้นให้ชีวิตและสร้างความเข้มแข็ง

“ฟังเสียงร่างกาย” : สำรวจความรู้สึกและฝึกสื่อสารกับร่างกาย

“ดนตรีเรื่องราว” : ผ่อนคลายความเครียดและสร้างพลังบวกในการใช้ชีวิต

“ยิ้ม” : สร้างรอยยิ้ม ความเบิกบาน และเติมพลังบวกให้แก่หัวใจ

“สัมผัสแห่งรัก” : เติมความรักแก่กายใจด้วยการสัมผัสแห่งรัก

“กระจกวิเศษ” : ทบทวนตนเองเพื่อเห็นคุณค่าในตน

“หยุดอารมณ์” : ฝึกเป็นอิสระทางอารมณ์และมีใจเป็นกลาง

หมวดที่ 2 – พลังชีวิต
ปลุกพลังชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่นในตัวเอง

“ปุ่มรีเฟรส” : สร้างปุ่มโปรแกรมจิตกระตุ้นพลังกายใจ

“คำชูใจ” : ดึงพลังของถ้อยคำที่ดีในชีวิตและแปรเปลี่ยนถ้อยคำลบ

“ปรบมือ” : ส่งเสริมพลังความมั่นใจและการสร้างความสำเร็จ

“หลังเส้นชัย” : ปลุกพลังความมุ่งมั่นและการทบทวนเป้าหมาย

“อ้อมกอดความรัก” : น้อมนำความรักมาเป็นพลังในกายใจตน

“นักรบภายใน” : เสริมสร้างความเข้มแข็งและความหนักแน่นในตน

“ส่งพลัง” : ส่งพลังงานที่ดีแก่ตนและถ่ายเทพลังลบจากหัวใจ

“รับพลัง” : เปิดรับพลังที่ดีในชีวิตและธรรมชาติสู่กายใจ

“เพลิดเพลิน” : พัฒนาภาวะลื่นไหลไปกับชีวิต

“สวนผีเสื้อ” : ไหลลื่นไปกับความฝันและสร้างพลังเชิงบวก

หมวดที่ 3 – ปัญญาญาณ

ฟังเสียงภายใน พัฒนาความคิดและสติปัญญา ทบทวน และบ่มเพาะความเชื่อเชิงบวกแก่จิตใต้สำนึก

“ตอบรับ” : สร้างพลังจากการยอมรับตัวเองและการตอกย้ำเชิงบวก

“ก่อกวน ตัวก่อกวน” : เทคนิคก่อกวนความคิดที่รบกวนใจ

“ปล่อยวาง” : บ่มเพาะจิตรับรู้เพื่อปล่อยวาง

“พัฒนาความจำ” : พัฒนาความสามารถในการจดจำและการปลูกฝังความเชื่อที่ดี

“ครูอาจารย์” : น้อมนำพลังที่ดีจากครูอาจารย์และเชื่อมโยงกับจักรวาล

“ปลูกเมล็ดพันธุ์” : ปลูกฝังความคิดความเชื่อที่ดีในจิตใต้สำนึก

“ส่งไปรษณีย์” : ปล่อยเรื่องที่กังวล น้อมนำปัญญาจากจักรวาล

“เปิดไพ่” : ทบทวนชีวิตด้วยปัญญาญาณเปิดไพ่ด้วยใจ

“เปลี่ยนฤดู” : พิจารณาธรรมชาติของชีวิตและทุกสรรพสิ่ง

“ทางแยกชีวิต” : สำรวจทางแยกชีวิต

ลงทะเบียนรับเนื้อหาเต็ม

  • สมทบค่าเรียนตามบริจาค ขั้นต่ำ 990 บาท * 100 คนแรกลดเหลือขั้นต่ำ 699 บาท *
  • ผ่านทางบัญชี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 222-8-49885-0 ชื่อบัญชี เรามีลมหายใจ โดย นาย อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม (Dhammaliterary)
  • ส่งหลักฐานการโอนทางไลน์ @khianpianchiwit หรืออีเมล dhammaliterary@gmail.com
  • พร้อมแจ้งชื่อ อีเมล และหัวข้อหลักสูตร “ห้องเรียน พลังแห่งจิต พื้นฐาน”
  1. กิจกรรมสะกดจิตบำบัด เพิ่มเติม 30 หัวข้อ (มีคลิปเสียงและข้อความขั้นตอน) รวมเวลาทั้งหมด 35 หัวข้อประมาณ 428 นาที เฉลี่ย 12 – 26 นาทีต่อคลิป
  2. เนื้อหาอ่าน บทที่ 2 – 5 เพื่อหลักการจินตภาพและการสะกดจิตบำบัดพื้นฐาน พร้อมแบบฝึกหัดเพิ่มเติม
  3. ไฟล์ใบประกาศผ่านการอบรม และสิทธิ์เรียนต่อขั้นที่สาม เมื่อทำครบเงื่อนไข

เสียงตอบรับจากผู้เรียน

ดีมากเลยค่ะได้จัดการกับเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวัน​ เปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีออกไปได้​ ต้องขอบคุณ​ บทเรียนโครงการนี้ค่ะ

คุณนรินทร

 

ขอบคุณโครงการ
ได้เรียนรู้และนำไปพัฒนาจิตของตนเอง​ ให้ดีกว่าเดิมสามารถหาวธีก้าวผ่านปัญหาไปได้​ มีสติ​มีสมาธิ​ จัดการกับเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวัน​ เปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีออกไปได้​ ต้องขอบคุณ​ บทเรียนโครงการนี้ค่ะ

คุณ titiyantanatip

 

ขอบคุณ
ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากขึ้น ขอบคุณอาจารย์และทีมงานครับ

คุณ Sittisak

 

ได้เรียนทุกหัวข้อแล้ว ดีมาก ๆ แต่ทุกบทเรียน ดิฉันยังขาดสติและสมาธิ. มองเห็นจิตไม่ทำตามบทเรียน และบางครั้งเผลอหลับไป ตื่นมาตกใจ เพลงจบแล้ว. ต้องย้อนไปทำแบบฝึกหัดใหม่คะ. คิดว่าต้องย้อนกลับไปเรียนรู้ใหม่คะ เป็นหลักสูตรที่ดีมาก ๆ. เป็นการให้กำลังใจตนเอง และเข้าใจตนเองมากขึ้นคะ. ขอบคุณคะ

คุณ จุฑารัตน์

 

ชอบเนื้อหา และแบบฝึกหัดที่จัดให้ทำคะ บางอันสามารถนำไปปรับใช้กับงานที่กำลังทำอยู่ ในการฝึกทำแบบฝึกหัดแต่ละบท บางครั้งไม่สามารถจินตนาการทำได้ อาจเป็นที่มีเรื่องรบกวนใจ และเราไม่มีสมาธิดีพอ ทำให้ผลจากการปฏิบัติไม่ได้ดี จะพยายามกลับไปทบทวนและทำซ้ำใหม่เรื่อย ๆ เทคนิคการดูแลอารมณ์และหลายอย่างคล้ายกับการฝึกปฏิบัติกรรมฐาน ให้เรารู้สึกตัว สามารถบอกได้ว่าแต่ละขณะเรารู้สึกอย่างไร เพื่อหน่วงให้การกระทำหรือการตอบโต้กลับที่อาจไม่ดี ให้ชะลอลงหรือดับลง เวลาอ่านทฤษฎีก็นำไปเชื่อมโยงกับเรื่องที่เรียนทางพุทธศาสนาได้ค่ะ ชอบมาก ขอบคุณที่จัดสิ่งดีๆ ให้เรียนในช่วงนี้ มีหลายอย่างน่าสนใจ จะเรียนไปเรื่อยๆ นะคะ

คุณ Rumpai

 

เมื่อได้ผ่านแบบฝึกหัดหลายๆอย่าง พบว่า รู้สึกว่าจริงๆมีปัญญาภายในที่คอยสั่งสอนเรา แนะทางเรา เหมือนเป็นโค้ช แต่เราไม่เชื่อ กลับเชื่อความคิดของตนเอง ที่มักประกอบด้วยความฟุ้งซ่านมากกว่าค่ะ การทำแบบฝึกหัดต่างๆหลายๆบท ได้ตระหนักว่าตัวเราเองมีข้อดี ที่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ แต่เรากลับจมปลักกับอุปนิสัยที่ไม่ดี หรือข้อด้อยของตัวเราเอง มากกว่าข้อดี และที่สำคัญคือไม่ยอมละทิ้งข้อด้อย กลับเลี้ยงมันไว้ให้ใหญ่ขึ้นค่ะ^^

คุณ Areeya

“รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความกดดันที่อยู่ในตัว หลังการทำกิจกรรมจะรู้สึกโปร่งเบามากขึ้น ได้ฝึกหาข้อดีจากชีวิตประจำวัน ได้รู้ว่าตัวเราเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ และคนที่จะปลดปล่อยความทุกข์เหล่านั้นได้ก็คือตัวเราเอง เราต้องหมั่นคิดและมองหาแง่งามในชีวิต เสียดายที่มีเวลาในการทำน้อย แต่รู้สึกประทับใจในทุกกิจกรรม

” ข้อคิดจากการอบรมคือการพยายามหาแง่งามในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ รู้จักปล่อยวางและสร้างพลังใจให้ตัวเอง จะพยายามทำให้ได้ในทุกวัน เพื่อตัวเอง ความทุกข์เป็นเหมือนโรคร้ายที่เราสามารถรักษาให้บรรเทาได้ด้วยตัวเอง ยิ้มให้ได้ในทุกวัน หาความสุขให้เจอ

จากคุณชินรัตน์ อาชีพ ครู

 

” ขณะทำกิจกรรม มีความผ่อนคลาย สงบ รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง มีเวลาให้ความรู้สึก ความระลึกได้ ที่ถูกบดบังอยู่แจ่มชัดขึ้น ได้ฝึกวิธีผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ การปล่อยวาง ปล่อยให้ความรู้สึกนุกคิด ที่เก็บซ่อนอยู่ แสดงตัวออกมา ทำให้ได้ความคิด แนวทางใหม่ๆ ที่ตัวเองเผยออกมา พูดออกมา ซึ่งเป็นทั้ง อิสระ และแนวทาง กำลังใจ

” ทุกวันควรได้มีการทำกิจกรรม แม้ไม่ได้ทำการบ้าน แต่การได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นเหมือนการเป็นกระดาษเปล่าที่เราจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ ท่าทีที่ควรแสดงออกที่เหมาะสม ให้แก่ตนเอง”

คุณเยาวรีย์ อาชีพ นักเทคนิคการแพทย์

การเรียนต่อในขั้นที่ 3

 

การเรียนต่อในขั้นสุดท้าย “นักสะกดจิตบำบัด” เพื่อรับใบประกาศรับรอง C.Ht (Certified Hypnotherapist) จากครูโอเล่

ต้องผ่านเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 

  1. ผ่านการเรียนพื้นฐาน เนื้อหาเต็ม อ่านรายละเอียดด้านบน
  2. ผ่านการเรียน “การโปรแกรมจิตตัวเอง” (Self-Hypnosis) อ่านรายละเอียดได้ที่นี่

 

เมื่อมีผู้แสดงความตั้งใจเข้าร่วมและผ่านเงื่อนไขข้างต้นแล้ว จึงจะเปิดรับสมัครตามช่วงเวลาที่กำหนด

อ่านรายละเอียดขั้นที่สาม ได้ที่ปุ่มด้านล่าง

รับการสะกดจิตเดี่ยว

สะกดจิตบำบัดส่วนตัว Hypnosis Therapy

 

ให้คำปรึกษาและโปรแกรมจิตออนไลน์ โดย ครูโอเล่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ ผู้สอนหลักสูตร “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” และคณะ

 

ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัดผ่านศาสตร์ Hypnotherapy เพื่อการคลี่คลายปมจากอดีต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสร้างแรงจูงใจ การย้อนอดีตชาติ และการค้นหาคำตอบ

สะกดจิตออนไลน์ผ่าน Zoom ทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งละ 1.5 – 2 ชั่วโมง ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยสามารถเลือกรับบริการครบ 4 ครั้งหรือไม่ก็ได้ สามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา

  1. ต้องผ่าน “ห้องเรียน พลังแห่งจิต พื้นฐาน” เนื้อหาเต็ม หรืออย่างน้อยได้ทำกิจกรรมสะกดจิต 6 หัวข้อ หรือตามครู/ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ

    * เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานก่อนรับการสะกดจิตบำบัดเดี่ยว หรือหากประเด็นที่ต้องการสามารถคลี่คลายผ่านกิจกรรมสะกดจิตในคลิปแล้วจึงไม่จำเป็นต้องรับการสะกดจิตบำบัดเดี่ยว

  2. ต้องเป็นผู้ที่สมัครเข้าร่วมด้วยตนเอง มีความสมัครใจในการเข้าร่วมกระบวนการและทำตามขั้นตอนตามที่ได้รับจากครูหรือผู้ให้คำปรึกษา
  3. มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มีความรู้คิดและควบคุมตนเองได้ หากมีการทานยารักษาโรค โปรดแจ้งให้ครูหรือผู้ให้คำปรึกษาทราบ

ประกอบด้วยการให้คำปรึกษาด้วยการพูดคุยสอบถาม และการโปรแกรมจิตด้วยเทคนิค Hypnotherapy พร้อมด้วยเครื่องมืออื่นตามที่เหมาะสมแก่กรณี เช่น การเขียนบำบัด

 

ในส่วนแรก การให้คำปรึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความเข้าใจต่อสภาพปัญหา บริบทของชีวิตผู้รับบริการ สร้างความคุ้นเคยต่อผู้บำบัด และการเตรียมพร้อมก่อนการสะกดจิต ซึ่งอาจมีการใช้เครื่องมือหรือกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อาทิ การเปิดการ์ด การเลือกคำตอบจากบัตรคำ ตามแต่กรณี โดยในการพูดคุยให้คำปรึกษาจะเริ่มต้นก่อนการสะกดจิตทาง Zoom ผ่านการพูดคุยทางเพจเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออีเมล และในช่วงต้นของการสะกดจิตทาง Zoom

 

ในส่วนที่สอง การโปรแกรมจิตหรือการสะกดจิตบำบัดเป็นเทคนิคให้ผู้รับบริการได้สำรวจจิตใต้สำนึกและปรับเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ผ่านการหลับตาระลึกภาพและการกำหนดจิตตามที่ผู้บำบัดแนะนำ ในสภาวะที่ร่างกายและจิตใจมีความผ่อนคลาย เพื่อพัฒนากายจิตและสร้างพลังเชิงบวกให้กับตนเองตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

โดยการบริการสะกดจิตบำบัดนี้เป็นเพียงการสนับสนุนสุขภาวะของผู้รับบริการ ไม่สามารถทดแทนการรักษาทางการแพทย์มิว่าในกรณีใด หากกำลังอยู่ในการรักษาจากจิตแพทย์หรือรับยาทางจิตเวช โปรดแจ้งทางเราให้ทราบ

ค่าใช้จ่าย :

– “ห้องเรียน พลังแห่งจิต พื้นฐาน” เนื้อหาเต็ม (ต้องเข้าก่อน) ท่านละ 990 บาท

– การสะกดจิตบำบัดเดี่ยว Session/ครั้งละ 1990 บาท

 

ขั้นตอนการสมัคร :

แจ้งชื่อเล่น อีเมล และระบุว่า ต้องการสมัครสะกดจิตบำบัดส่วนตัว ทางอินบ็อกเพจเฟสบุ๊ค www.facebook.com/khianpianchiwit

หรือไลน์ @khianpianchiwit

หรือทางอีเมล dhammaliterary@gmail.com

 

* โปรดแจ้งเป้าหมายในการสะกดจิตบำบัด อาทิเช่น ต้องการเยียวยาหรือแก้ไขเรื่องใด หรือต้องการพัฒนาเกี่ยวกับอะไรในตนเอง มาพร้อมการสมัคร โดยจำกัดไม่เกิน 1-2 หัวข้อในการสะกดจิตบำบัด หากมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ความช่วยเหลือท่านมากที่สุด

* ท่านที่ยังได้เข้าร่วม “ห้องเรียน พลังแห่งจิต พื้นฐาน” เนื้อหาเต็ม ทางเราจะให้เข้าร่วมก่อน และอาจแนะนำหัวข้อกิจกรรมสะกดจิตให้

 

การเตรียมความพร้อม (เมื่อได้รับการนัดหมาย) :

  • ผู้รับบริการจะต้องสามารถเข้าประชุมออนไลน์ทาง Zoom โดยเปิดกล้องและเปิดไมโครโฟนได้ตลอดกระบวนการ และอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตสมบูรณ์ เพื่อความไม่ติดขัดในการสะกดจิต
  • ห้ามผู้รับบริการทำภารกิจอื่นในช่วงเวลาเดียวกันกับการบำบัด โดยจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความสงบและเป็นส่วนตัวเท่านั้น
  • ปิดเสียงโทรศัพท์และสิ่งรบกวนอื่นๆ ตลอดกระบวนการ

จิตนั้นมีพลัง ซุกซ่อนศักยภาพมหาศาล เช่นเดียวกับที่เราทุกคนมีความสามารถอันไม่จำกัด หากไม่กักขังตัวเองไว้ในวิธีคิดและความเคยชินเดิมไปเสียแล้ว แต่จิตนั้นมักสูญเสียโอกาสที่จะเผยศักยภาพภายในด้วยสิ่งเร้า 2 ประการ

 

ได้แก่ สิ่งเร้าภายนอก และ สิ่งเร้าภายใน

ประการแรก คือสิ่งนอกตัวที่โน้มน้าวและชักจูงให้จิต คิดปรุงแต่งและซัดส่ายไปกับสิ่งเร้าเหล่านั้น มิว่าเป็น โฆษณา สื่อ ท่าทีของผู้อื่น สิ่งแวดล้อม คำพูด เป็นต้น

ประการที่สอง คืออารมณ์ ความคิด และสิ่งที่เก็บไว้ในหัวใจของเราเอง ซึ่งเป็นปัจจัยชักนำให้จิตไม่แน่นอน

 

หากเราปล่อยให้จิตตนเองอยู่ในอิทธิพลของสิ่งเร้าทั้งสองนี้ เราก็ต้องหวังพึ่งพาโค้ช นักสะกดจิต เทรนเนอร์ หรือผู้คำปรึกษาอยู่ร่ำไป ไม่อาจพึ่งพาใจและตนเองได้อย่างแท้จริง

 

นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องเรียนรู้ในเรื่องนี้ ในเมื่อจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวแล้ว เราเองก็ต้องฝึกกุมบังเหียนของจิต เป็นนายแก่จิตตนอีกทีหนึ่ง มิใช่ให้จิตตนเองหรือจิตของใครพาเราเหวี่ยงไปมาเช่นที่แล้วมา

 

การเรียนรู้ในหลักสูตรนี้จะแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการอ่านเพื่อศึกษาความรู้ ส่วนที่สองคือการลงมือทำแบบฝึกหัดฝึกจิตของตนเอง ผ่านคลิปเสียงโปรแกรมจิตและขั้นตอนแบบอ่าน เพื่อให้โปรแกรมจิตตนด้วยตัวเอง เพราะครูหรือโค้ชคนใดก็ไม่อาจติดตามเราไปได้ทุกหนแห่ง ตัวเรานั้นต้องฝึกเป็นครูและโค้ชด้วยตนเองเสมอ

 

ขอแสดงความยินดีแก่ความตั้งใจมั่นที่จะฝึกฝนและดูแลตนเอง แก่ผู้เรียนในหลักสูตรนี้

ครูโอเล่

สอนโดย ครูโอเล่ อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม (C.Ht)

ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ วิทยากร นักเขียน นักสะกดจิตบำบัด ผู้สอนการเขียนบำบัดในชื่อชุดหลักสูตร “เขียนเปลี่ยนชีวิต” (จำนวน 55 รุ่น) สอนการสะกดจิตบำบัดและการโปรแกรมจิตตัวเองในชุดหลักสูตร “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” (30 รุ่น) และหัวข้ออื่นๆ รวมมากกว่าหนึ่งร้อยรุ่น นอกจากนี้ก็ยังเปิดอบรมในเนื้อหาต่างๆ อาทิ การรู้จักตนเอง การเจริญสติภาวนา การพัฒนาครู และภาวะผู้นำ แก่บุคคลหลากหลายอาชีพ ทั้งในการอบรมแบบเปิดและการอบรมในกลุ่มเฉพาะตามรับเชิญ

ติดต่อสอบถาม

เพจเฟสบุ๊ค “เรามีลมหายใจ”

ไลน์ @khianpianchiwit หรืออีเมล dhammaliterary@gmail.com