“หากเป็นครูแล้ว คาดหวังในตัวนักเรียนอย่างที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า เขาไม่ใช่ความเที่ยงแท้ เขาเป็นทุกข์ และเขาไม่ใช่ตัวตน เช่นเดียวกันกับเรา ตามบาลีว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ครูคนนั้นก็จะทุกข์ใจในการทำหน้าที่ เฉกเช่นผมที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะลดลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม แต่ก็ยังโลภ โกรธ และหลงในการทำหน้าที่อยู่มาก ยังเผลอลืมอยู่บ่อยครั้งว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงแค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา – ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ และ ไม่ใช่ตัวตน คำว่า “เป็นทุกข์” หรือ ทุกขัง แปลกันทั่วไปหมายถึง เป็นภาวะที่ต้องทนหรือทนได้ยาก ท่านพุทธทาสแปลความหมายที่ร่วมสมัยไว้ประการหนึ่งว่า หมายถึง “ไม่สมบูรณ์แบบ” ชีวิตเป็นทุกขัง มีความบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครจะอยากได้ โลกนี้ก็ด้วย สังคมก็ด้วย นักเรียนกับครูก็เป็น ทุกขัง เช่นเดียวกัน หากครูไม่รู้เท่าทันความอยาก ความคาดหวัง หรือปมที่มีอยู่ในใจ ทุกข์มันก็ขังในใจเราอย่างนั้น เราก็อาจจะเผลอใช้หน้าที่เติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ หรือใช้พวกเขาเป็นสิ่งตอบสนองช่องโหว่งในหัวใจตัวเอง เพื่อเติมเต็มความต้องการหรือความอยากของตนเองเป็นที่ตั้ง มิใช่เพื่อเติมเต็มชีวิตของเขา หากเรารังเกียจความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง พยายามปฏิเสธความเป็น ทุกขัง ของชีวิต… Continue reading เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา
Category: ไกด์โลกจิต
เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)
เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน) กิจกรรมรูปแบบหนึ่งที่ผมใช้ในการสอนน้องๆ ที่สถานพินิจฯ คือการสอนให้เขาจดจำคุณค่าเชิงนามธรรม ผ่านการกระทำและกิจกรรมเป็นรูปธรรมให้เขาได้ซึมซับและทบทวนเชื่อมโยงผ่านการพูดคุยและบรรยายนิดหน่อย หรือพูดง่ายๆ คือการทำให้เขาได้เห็นภาพของสิ่งที่ไม่มีภาพ เพื่อให้จิตใจของเขาสามารถเชื่อมโยงตามช่วงวัยของการเรียนรู้ วันแรกของปี 2569 กิจกรรมแรกที่ให้พวกเขาลองทำด้วยกันคือการข้ามเส้นเชือกที่สูง โดยบอกพวกเขาให้สมมตว่าฝั่งที่อยู่คือปีเก่า และอีกฝั่งหนึ่งนั้นคือปีใหม่ จะข้ามอย่างไรให้พ้นได้โดยไม่โดนเชือกหรือเสา ไม่ใช้อุปกรณ์เสริม มีแค่การช่วยกันและข้ามไปด้วยกัน เป็นห้วงอารมณ์ที่หลากหลายกว่าจะข้ามไปด้วยกันจนถึงฝั่ง ทั้งการรอและการเริ่มใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงช่วงที่เด็กบอกว่า “กิจกรรมนี้ไม่เหมาะกับคนอย่างพวกผม” และการทำโทษที่เร็วเกินไปของเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยควบคุม แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ข้ามกันได้สำเร็จ ด้วยกำลังใจจากรางวัลและการเห็นว่าเพื่อนทำได้และเพื่อนอยากให้ผ่านไปด้วยกันทุกคน เมื่อคุยกันถึงวัตถุประสงค์กิจกรรม นอกจากความสามัคคี มีหลายสิ่งที่ให้ฝึกฝน และหนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ การยอมให้เพื่อนจับตัวข้ามไป ผมบอกกับเด็กๆ ว่า สิ่งนี้เรียกว่า ความไม่ถือตัว รู้ไหมว่าการถือตัวคืออะไร… ผมชอบคำตอบหลายๆ ข้อเช่น การเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง การเอาแต่ใจ ฯลฯ สำหรับการสอนผู้ใหญ่ ผมคงลงลึกไปอีกว่า ความถือตัวก็คือการยึดมั่นในตัวตนของๆ ตน รวมถึงความเคยชินต่างๆ ที่ยึดว่าเป็นของฉัน เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนแล้วไม่ใช่ฉัน นี่ก็เรียกว่า ความถือตัว(ตน) เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมให้เขาได้ซึมซับจากกิจกรรมนี้คือการทำให้เขาได้ค่อยๆ เห็นว่า การเริ่มปีใหม่ที่เป็นเหมือนการก้าวข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งนั้น… Continue reading เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)
ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น
ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น… “ชาติของกู แผ่นดินของกู ทหารของกู บุญของกู” สิ่งเหล่านี้ล้วนขัดหลักการพื้นฐานของพุทธศาสนาซึ่งเน้นหลัก อหิงสา คือปราศจากความรุนแรงและการเบียดเบียน และมุ่งทำความเข้าใจ อนัตตา ความมิใช่ตัวตนและของๆ ตน เพื่อหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์อย่างจริงแท้ การสนับสนุนการเข่นฆ่า ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน และการบิดเบียนธรรมะว่า การฆ่าทหารของอีกฝ่ายมีบุญมากกว่าบาป ก็ไม่ต่างอะไรกับวิธีคิดของกลุ่มนักรบคลั่งศาสนาที่ก่อการร้ายและเข่นฆ่าคนในนามของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณสะท้อนความเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในดินแดนนี้ เมื่อความคลั่งชาติกับการภาวนาถูกนำมาผสมกัน เหมือนกับการที่วัตถุนิยม บริโภคนิยม หรือความอยากรวย นำมาผสมกับการภาวนาก่อนหน้านี้ ชาวพุทธจำนวนมากยังคงมอง บุญ-บาป ในเชิงงมงาย ทั้งสองเป็นศัพท์โบราณ หากใช้คำที่ร่วมสมัยขึ้นให้คนรุ่นใหม่เข้าใจง่ายอาจเป็นคำว่า คุณ-โทษ สงครามมี “คุณ” หรือไม่ ? ถือว่ามีอยู่บ้าง และมี “โทษ” หรือไม่ ? ถือว่ามากมาย สงครามแต่ไหนแต่ไร คนที่ได้รับ คุณ ไม่ใช่ชาวบ้านหรือประชาชน แต่คนที่ได้รับ คุณ คือนักการเมืองและชนชั้นสูงบางกลุ่ม และ คนที่ได้รับ โทษ มากที่สุดจากสงครามก็คือชาวบ้านและประชาชนของทุกฝ่าย สงครามสมัยนี้… Continue reading ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น
ยามผีเสื้อจะต้องเป็นผีเสื้อ เขาไม่อาจแบกดักแด้ไว้กับตัวได้อีกแล้ว
เราทุกคนต่างเป็นมากกว่าที่เราคิด เป็นมากกว่าที่เราเชื่อ แต่โชคร้ายที่หลายครั้งเราจำกัดตัวเองไว้ในกรอบความคิดและความคุ้นเคยชิน จนบดบังอำพรางสิ่งที่เราเป็นแท้จริงอยู่ข้างใน บ่อยครั้งที่เราตัดสินตัวเองเหมือนตัดสินหนอนแก้วตัวหนึ่งว่ามันไม่อาจมีชีวิตที่บินได้ ชีวิตของผีเสื้อ เป็นตัวอย่างของการรู้จักตน และมอบบทเรียนการเริ่มต้นให้แก่ชีวิตมนุษย์ บทความหัวข้อนี้ริเริ่มชวนเราผู้อ่าน ย้อนมองรอยทางของเขา จากชีวิตหนอนผู้คืบคลาน สู่ผีเสื้อที่ขยับปีกอันแสนสวย ไม่ได้พยายามเป็นอย่างใครอื่น แต่พยายามเป็นอย่างที่ตนเองเป็นจริง เผยคุณค่าและความงามจากข้างในสู่ภายนอก ขณะที่เราใช้ชีวิต เพียงเพื่อพยายามจะเป็นคนอื่น เราอาจไม่มีวันได้พบความสุขแท้ได้เลยในปัจจุบัน หากเรารู้สึกว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตและทำงานไปอย่างเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามที่สำคัญแก่ตนเองได้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรจะริเริ่มเพื่อชีวิตอย่างที่ควรเป็นอย่างแท้จริง กว่าผีเสื้อจะเป็นผีเสื้อได้นั้น เขาจะต้องเป็นหนอนเสียก่อน คลานต้วมเตี้ยม เชื่องช้า ดูไม่มีวี่แววจะบินได้เลย การเริ่มต้นใหม่และการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเริ่มต้นสิ่งใหม่ในชีวิตหรือกระทั่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราอาจพบว่าสิ่งต่างๆ มันช่างเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่มีวี่แววชัดเจนเลยว่าจะล้มเหลวหรือก้าวหน้าได้เพียงใด อาจมีคนคอยห่วงใยถามไถ่อยู่เรื่อยๆ ว่า จะไปรอดหรือไม่ ซึ่งแม้เสียงในใจเราเองก็อาจถามด้วย เมื่อริเริ่ม หัวใจเราอาจรวนเรกับความลังเลนับไม่ถ้วน มันอาจถ่วงให้เราช้าลง รอบคอบและระมัดระวัง ช้าเชื่องอยู่บ้างแต่ดีกว่าถาโถมเทหมดหน้าตัดจนพลาดพลั้ง แต่หนอนนั้นยังสอนเราอีกว่า แม้เขาจะช้าเพียงใด เขาก็ยังคลานต่อไป จากจุดหนึ่งที่เราอาจคิดว่าต้องใช้เวลานานกว่าไปถึงอีกจุด เมื่อละสายตาไปกลับมาอีกครั้งหนอนตัวนั้นก็อาจไปไกลแล้ว ช้าเหมือนเต่าในนิทานวิ่งแข่งกับกระต่าย เมื่อไม่ละความเพียรแล้ว ย่อมไปถึงจุดหมายได้สักวันหนึ่ง ในช่วงแรกของการเริ่มต้นนั้นย่อมช้าก่อนที่จะเร็ว ระหว่างที่เราทำมันอาจดูไกลจากเป้าหมายมากมาย แต่ขอให้เราระลึกไว้ว่า เราเองก็ไม่เห็นปีกของหนอนผีเสื้อ วันนี้ไม่มีใครเห็นปีกหรือความสำเร็จในตัวเราได้… Continue reading ยามผีเสื้อจะต้องเป็นผีเสื้อ เขาไม่อาจแบกดักแด้ไว้กับตัวได้อีกแล้ว
เมื่อประชาชนลืมศรัทธาของเกิดมาเป็นมนุษย์และศรัทธาของการฝึกตนเอง
…หากเราหวังพึ่งพารัฐจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้รัฐสังคมนิยมเผด็จการและรัฐมาเฟีย …หากเราหวังพึ่งพาบุคคลจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้ศาลเตี้ยและลัทธิบูชาฮีโร่ …หากเราหวังพึ่งพาสถาบันทางจิตวิญญาณจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้ยุคมืดแบบยุโรปหลายศตวรรษก่อน และสติปัญญาของประชาชนจะถูกขังอยู่ในกรงของศรัทธา . สิ่งที่เหมือนกันในสามอย่างนี้ คือการที่ประชาชนหลงลืมว่า ตนเป็นที่พึ่งแแห่งตน และเราทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ความเป็นไปของการบริหารบ้านเมือง นักการเมือง บุคคลหรือสถาบันที่มีอำนาจในสังคม ต่างเป็นกระจกเงาสะท้อนจิตใต้สำนึกโดยรวมของประชาชนในสังคมนั้น …เพราะความโลภ โกรธ และหลงที่เรามี ต่างช่วยส่งเสริมให้นักการเมืองที่โลภ โกรธ และหลงแบบเดียวกันนั้นเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และพวกเขาที่กุมอำนาจในสภาก็จะดำเนินงานไปตามความโลภ โกรธ และหลงแบบที่เราส่งเสริม นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ก็อาจไม่ถูกผลักดันเท่าที่ควร ถ้าขัดกับความเคยชินและความติดสบายของประชาชน ที่มิได้ฝึกขัดใจตนเองจากกิเลส เพราะเราก็จะไม่ได้ช่วยกันผลักดันนโยบายเหล่านั้น มากเท่ากับนโยบายแจกเงินหรือความสะดวกสบายชั่วคราว …ช่องว่างในจิตใจ การขาดความเคารพคุณค่าในตนเอง และความรู้สึกไร้อำนาจของประชาชน ต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดบุคคลจอมพลังและศาลเตี้ย ซึ่งแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นกลไกตามธรรมชาติทื่เกิดขึ้นเพื่อถ่วงดุลความอยุติธรรมในสังคม แต่เมื่อประชาชนยกเอาคุณค่าของตนเองและความรู้สึกไร้อำนาจ ไปคาดหวังบุคคลสำคัญของคนในสังคมมากเกินไปแล้ว บุคคลสำคัญเหล่านั้นก็จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กำหนดความผิดถูกหมุนรอบอัตตาตนและเสียงของแฟนคลับ กอบโกยผลประโยชน์จากชื่อเสียง ทำให้เงินและโอกาสไหลไปหาบุคคลบางกลุ่มมากเกินไป จนบั่นทอนโอกาสของประชาชน และเมื่อนั้นเราก็อาจบั่นทอนให้รัฐและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอลง เพราะรัฐและกระบวนการยุติธรรมก็จะหวังพึ่งพาบุคคลเหล่านี้ มากกว่าส่งเสริมการปฏิรูปตนเอง …การขาดความมั่นคงทางจิตใจ และความไม่สามารถยอมรับหรือจัดการกับความทุกข์ของชีวิตในจิตใจประชาชนนั้น ต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้สถาบันทางจิตวิญญาณเติบโตขึ้นเป็นจอมพลัง เมื่อนั้นความศรัทธาก็จะไหลทะลักเข้าไปในสถาบันเหล่านั้น และปล่อยให้พวกเขาสร้างอิทธิพลทางความคิดและค่านิยมในสังคม แต่ประชาชนจะหลงลืมศรัทธาที่สำคัญบางอย่างไป นั่นคึอศรัทธาของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน… Continue reading เมื่อประชาชนลืมศรัทธาของเกิดมาเป็นมนุษย์และศรัทธาของการฝึกตนเอง
“ฟังครูในเรา-เวทนา”
“ฟังครูในเรา-เวทนา” “ฟังครูในเรา-เวทนา” ไม่มีเหตุการณ์ที่ดีหรือไม่ดี มีแต่เวทนาหรือความรู้สึกจากการรับรู้ที่ชอบและไม่ชอบเท่านั้น เมื่อเจอสิ่งใดแล้วเกิดความรู้สึกชอบใจในภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือพลังงานที่รับรู้ จิตใจเราก็มักตีความว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่ดี เมื่อเจอในสิ่งตรงข้ามกันจิตเราก็มักตีความว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดี หรือเรื่องเฉยๆ หากรับรู้แล้วไม่ได้เกิดความรู้สึกที่โดดเด่นขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วเหตุการณ์ที่เจอแล้วเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจ เหตุการณ์นั้นอาจเป็นครูและของขวัญที่จำเป็นต่อชีวิต สิ่งที่รับรู้แล้วเฉยๆ อาจช่วยให้ใจเป็นกลาง มั่นคง และสงบได้มากทั้งสองแบบก่อนหน้า แต่เมื่อจิตใจไม่ได้ให้ค่าก็อาจไม่สนใจในครูหรือของขวัญที่มากับความรู้สึกเฉยๆ เหล่านี้ มีครูอยู่ในเวทนาหรือความรู้สึกทุกรูปแบบ เหมือนที่มีครูอยู่ในทั้งเรื่องดีและร้ายของชีวิต เราจะเป็นนักเรียนชีวิตที่ดีมากเพียงใด อยู่ที่เราฝึกการฟังอย่างลึกซึ้งในชีวิตประจำวันได้มากเพียงใด การฟังอย่างลึกซึ้งไม่ใช่เพียงการฟังสิ่งๆ หนึ่งหรือคนอื่นอย่างตั้งใจ แต่การฟังอย่างลึกซึ้งเริ่มที่การมีสติรับรู้ทุกเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตัดสิน ชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็รับรู้เพื่อปล่อยวาง… ปวดขา ปวดหลัง ปวดไหล่ หรือรู้สึกดีตรงจุดใด รับรู้เพื่อปล่อยวาง… ได้รับรู้แล้วรู้สึกดี ไม่รู้สึกดี ก็ไม่ได้ให้ค่าในเวทนาใดเป็นพิเศษ ดำรงในปัจจุบัน เหมือนต้นไม้ที่เฝ้าสดับและรับรู้ในทุกๆ สิ่งภายนอกและภายในตน เป็นผู้รับฟังที่ดีในเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกายในจิตอย่าง “ฟังหูไว้หู” ไม่ผลักไสและไม่ยึดติดกับความรู้สึกใดมากเกินไป ไม่ตัดสินว่าความรู้สึกใดดีหรือไม่ดี มีแค่สิ่งที่เกิดขึ้นมา เพื่อสื่อสารบางอย่าง และลับหายไปเท่านั้น การฝึกเจริญสติที่ความรู้สึกในกายเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราต้องการพ้นไปจากเรื่องร้ายในชีวิต… Continue reading “ฟังครูในเรา-เวทนา”
ยึดมั่นตัวบุคคล ปลายทางคือความผิดหวัง
“ยึดมั่นตัวบุคคล ปลายทางคือความผิดหวัง” ผมได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในครั้งหนึ่ง ซึ่งผู้สัมภาษณ์นั้นก็คือศิษย์เก่าที่มีใจเคารพศรัทธาในสิ่งที่ผมสอนและงานโครงการ ผมกล่าวประมาณว่า ความมั่นคงจากภายในที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการยึดมั่นในบุคคลอื่นหรือสิ่งนอกตัว และปลายทางของการยึดมั่นในตัวบุคคลมีสิ่งเดียว คือความผิดหวัง แม้บุคคลนั้นจะใครก็ตาม เป็นผมหรือครูโอเล่ก็ไม่มีข้อยกเว้น… การไม่ยึดมั่นในตัวบุคคล คือคำสอนที่เด็ดขาดในพุทธศาสนา และเป็นสิ่งที่ครูอาจารย์ที่สอนผมมาได้มอบสิ่งเดียวกันนี้มาให้ ด้วยการไม่ได้ให้ประกาศคุณงามความดีและหอบหิ้วภาพสักการะต่างๆ รวมถึงสามารถวิจารณ์ตัวท่านได้ พุทธศาสนาไม่เพียงสอนให้เราไม่ยึดมั่นในตัวบุคคลของครูอาจารย์ แต่ยังรวมถึงคนรัก นักเรียน มิตร ศัตรู ลูก และแม้แต่ตัวเราเองด้วย การยึดมั่นในตัวบุคคลทำให้เรานำความโลภ-โกรธ-หลง ในจิตใจตนเอง ไปยัดเยียดให้กับคนอื่น ในนามความคาดหวังและภาพลักษณ์ที่จิตเราสร้างขึ้นมา เราผิดหวังอะไรในตัวเอง และสร้างเงื่อนไขอะไรผูกมัดตนไว้ เราก็จะลงสิ่งเดียวกันนี้ในตัวบุคคลอื่นที่เรายึดมั่นหรือศรัทธา เมื่อนั้นแล้ว เราจะแอบมีเงื่อนไขประมาณว่า “เพราะเขาเป็น… เขาจึงต้อง…ต่อฉัน” “เพราะฉัน… เขาจึงควร…” “ฉันไม่สามารถ… หากเขาไม่…” หรือ “เขาจะต้อง… เท่านั้น ไม่สามารถ…” สิ่งนี้คือความหลง หรือโมหะแบบหนึ่ง เพราะเราหลงลืมไปในขณะนั้นว่า บุคคลดังกล่าวไม่ว่าเขาจะเป็นครูอาจารย์ คนรัก นักเรียน มิตร ศัตรู ลูก หรือใครก็ตาม เขาก็เพียงคนๆ หนึ่งที่ยังไม่นิพพาน-ไม่หลุดพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง… Continue reading ยึดมั่นตัวบุคคล ปลายทางคือความผิดหวัง
แม้เป็นคุณค่าที่ทำให้ยินดีและเป็นสุขแท้
พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า… “สารีบุตรพาเอาศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ หรือวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ปรินิพพานไปด้วยหรือ ?” . “เราได้บอกเธอทั้งหลายไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า จักต้องมีความจาก ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน? สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้วมีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้” *** . ความดีที่เรารักษาไว้ หลักการอันคร่ำเคร่ง คุณสมบัติน้อยใหญ่ สมาธิอันเป็นเลิศ ความเก่ง จนถึงปัญญาของตัวเรา อาจเป็นคุณค่าที่ทำให้เราพอใจและรักตัวเองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้เป็นคุณค่าที่ทำให้ยินดีและเป็นสุขแท้มากกว่าทรัพย์นอกตัวก็จริงอยู่ แต่ท้ายที่สุดเราก็นำเอาไปด้วยไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องตายลง หรือแม้วันเวลาหนึ่งเมื่อร่างกายทรุดโทรมลง สิ่งเหล่านั้นก็ย่อมเลือนหายไป . เมื่อเรายึดเอาคุณค่าของตนเองไว้ที่สิ่งนอกตัวและในความเป็นตัวตนอันไม่ยั่งยืน เมื่อนั้นก็ยังมีความทุกข์จากการพลัดพรากและเสื่อมถอยของสิ่งเหล่านั้นอยู่ ไม่วันหนึ่งก็วันใด แม้เรายังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ก็ยังมีทุกข์จากการต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น ต้องหวนแหนรักษาไว้ ต้องคอยปกป้องไม่ให้เสื่อมถอย ไม่ว่าทรัพย์ภายนอกก็ดี หรือคุณสมบัติในตัวเราก็ดี เมื่อนั้นก็ยังเป็นทุกข์อยู่ . ดังนั้นแล้วการพึ่งพาตนเองและธรรม ตามความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้นั้นคืออะไร ในเมื่อคุณสมบัติในตัวเราและสิ่งที่เราทำได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงยึดไว้เป็นที่ตั้งสูงสุด พระองค์ทรงตรัสต่อ ดังนี้ . “ภิกษุมีตนเป็นเกาะ… Continue reading แม้เป็นคุณค่าที่ทำให้ยินดีและเป็นสุขแท้
เมื่อเราพยายามต่อสู้กับสิ่งเลวทราม ด้วยการทำสิ่งเลวทราม
“อย่าสร้างใบหน้าที่น่ารังเกียจ เพียงเพื่อเกลียดชังสิ่งที่เลวทราม อย่าเป็นจิตใจที่หยาบกระด้าง เพียงเพื่อแตกหักกับสิ่งไม่น่าคบหา” หากสิ่งใดหรือใครก็ตามมาเบียดเบียนเธอ และบั่นทอนคุณค่าและเกียรติแห่งชีวิตหรือศักดิ์ศรี เธอต้องการปกป้อง หรือกลายเป็นฝ่ายที่ร่วมทำร้ายคุณค่าและเกียรตินั้นของตนเอง ในเมื่อเธอไม่ชอบใบหน้าของพวกเขา ซึ่งอาจกระทำสิ่งที่ต่ำทราม ไยเธอจึงทำใบหน้าแบบเดียวกันนั้นเหมือนพวกเขา ตอนนั้น…เธอและเขาได้เป็นพวกเดียวกันอย่างไม่รู้ตัว ด้วยการด้อยค่าตัวเอง ลงไปเล่นเกมสกปรกของกิเลสนั้นด้วยกัน เธอไม่จำเป็น… ที่จะต้องมีจิตใจที่หยาบกระด้างขึ้น เพียงเพื่อสู้หรือหนีจากความทุกข์ที่เกิด เธอไม่จำเป็น… ที่จะต้องเฝ้าด่าทอหรือทำร้ายคนอื่น เพียงเพื่อดับความทุกข์ในใจ เธอไม่จำเป็น… ที่จะต้องกลายเป็นปีศาจร้าย เพียงเพื่อขับไล่ปีศาจออกไปจากหัวใจหรือบ้านเกิด เธอไม่จำเป็น… ที่จะต้องบั่นทอนตนเองด้วยความโกรธ ความเกลียดชัง และความเครียด เพียงเพราะมีใครเบียดเบียนและทำสิ่งที่มิควร เราต้องไม่ลืมว่าเราคือใคร และเราเป็นมากกว่าสิ่งเลวทรามทั้งหลายอย่างไร “ไม่มีทางที่ความดีงามจะเอาชนะ หากพยายามด้อยค่าความเป็นมนุษย์ ทำเช่นนั้นก็เพียงสร้างมารร้ายขึ้นมา ด้วยใจหวังดีที่แสนมัวหม่น” เมื่อเราพยายามต่อสู้กับสิ่งเลวทราม ด้วยการทำสิ่งที่เลวทราม เมื่อนั้นสิ่งที่เราเกลียดชังมันก็ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่คือตัวเราเองด้วย ความชั่วมักจะดึงดูดความเลวทราม เป็นงูกินหางที่พัวพันไม่จบสิ้น กิเลสเรียกหากิเลส โลภดึงดูดความโลภมาก ความคดโกงพาเข้าหาการคดโกง สัตว์โลกประเภทเดียวกันอยู่ร่วมเผ่าพันธุ์เดียวกัน หากปรารถนาห่างไกลจากสิ่งใด เธอต้องทำตัวให้ไกลห่างจากสิ่งนั้น เมื่อความเลวทรามชนะความเลวทราม สิ่งที่เหลือก็คือความเลวทราม เธอต้องไม่ลืมที่จะเป็น ‘มนุษย์’ เธอจึงจะเอาชนะสงครามที่ยากจะต่อสู้ สิ่งนี้แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานอย่างไร ต่างจากสุนัขและแมวที่ไล่ตีกันเพราะแย่งชิงพื้นที่ที่ปล่อยกลิ่นไว้อย่างไร หากเธอเป็นมนุษย์… Continue reading เมื่อเราพยายามต่อสู้กับสิ่งเลวทราม ด้วยการทำสิ่งเลวทราม
จิตที่โง่ คิดว่าเมตตาคือการเอาใจ จิตที่ฉลาด คิดว่าเมตตาคือการขัดใจ
จิตที่โง่ คิดว่าเมตตาคือการเอาใจ จิตที่ฉลาด คิดว่าเมตตาคือการขัดใจ . คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเมตตา เรามักจะตัดสินว่าคนนั้นคนนี้เมตตาหรือไม่จากพฤติกรรมภายนอกที่ตอบสนองความต้องการของใจตนเอง มิใช่โดยเนื้อแท้ของความเมตตาธรรม จิตที่มีความโง่หรืออวิชชาบังตา จะเชื่อว่าคนที่เมตตาคือคนที่ตามใจ พูดหรือทำในสิ่งที่ใจเราอยากได้ ซึ่งอาจเรียกอย่างแทงใจว่า กำลังเอาใจอยู่ เป็นผู้ที่เมตตาหรือรักเรา นี่คือตัดสินไปตามอำนาจของตัณหาหรือความอยากของตนเอง จิตฉลาดจะเข้าใจการมีเมตตาด้วยปัญญา ความรักความกรุณามิใช่สิ่งที่แสดงออกตรงตามทัศนคติที่เรามีหรือตรงตามความคาดหวังเสมอไป แต่โดยเนื้อแท้มีความไม่จองเวรและไม่ปรารถนาให้เราจองเวร นั่นคือความเมตตาที่แท้จริงตามหลักพุทธศาสนา การตีความอย่างผิดๆ เกิดขึ้นจากอคติที่มี ซึ่งโน้มเอียงไปตามลักษณะทั้งสี่ ได้แก่ ความชอบ ความชัง ความหลง และความกลัว อคติเหล่านี้คือต้นเหตุหนึ่งของความโง่เขลาของจิตใจ หากอีกฝ่ายมีท่าที หรือคำพูดที่สอดคล้องกับความชอบหรือความหลงที่เรามี จิตก็อาจนึกคิดตีความว่า นั่นคือการมีเมตตา ดีงาม ถูกต้อง ไม่มีอีโก้ ฯ หากอีกฝ่ายมีท่าที หรือคำพูดที่ตรงกับความชังหรือความกลัวที่เรามี จิตก็อาจนึกคิดตีความว่า นั่นคือการไม่มีเมตตา ไม่ดีงาม ไม่ถูกต้อง มีอีโก้ ฯ การมีเวร คือการผูกใจไว้ด้วยความโลภ โกรธ และหลง ทำให้มีความเกลียด ความเคียดแค้น ความหวง ความกลัว ความใคร่ การอยากเอาชนะ… Continue reading จิตที่โง่ คิดว่าเมตตาคือการเอาใจ จิตที่ฉลาด คิดว่าเมตตาคือการขัดใจ
