“ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ

 

“ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ

 

ในฐานะผู้จัดเสวนาในหัวข้อ… อิสรภาพทางใจ ท่ามกลางสังคมบีบคั้น และผู้จัดทำสมุดบันทึก อิสรภาพแห่งใจ ด้วยปลายปากกา และรับผิดชอบการประกวดงานเขียนเยาวชนในหัวข้อเดียวกันนี้ หากถามมุมมองของผมว่า อิสรภาพทางใจ คืออะไร…

สำหรับผมแล้วสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงอิสรภาพทางใจของเรานั้น คือการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความหวัง” โดยเฉพาะความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากขึ้น

การที่เราไม่เป็นอิสระจากอดีตหรือปมทางใจที่ผูกมัดไว้ให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ก็จะทำให้เราไม่เชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นได้ ทำให้เราไม่เห็นว่าความทุกข์นี้จะไม่อยู่กับเราตลอดไป

แต่การที่เรามีความหวังว่า ด้วยการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการทำสิ่งที่แตกต่างออกไป วันหนึ่งเราจะก้าวออกจากอดีตนั้น และมีความสุขกับตนเองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ความหวังนี้ที่บ่งบอกว่า แท้ที่จริงแล้วอดีตนั้นไม่ได้กักขังอิสรภาพทางใจของเรา และเราก็ปลดพันธนาการนั้นได้บางส่วนแล้ว

เพราะคนที่จำยอมต่ออดีตแล้วเท่านั้น จึงไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้

การมีความทุกข์และความผิดหวัง ไม่ได้แปลว่าเราสิ้นไร้อิสรภาพทางใจหรือขาดสุขภาพทางจิตที่ดี แต่การที่เรายังรักษาความหวังให้งอกงามได้ ท่ามกลางความมืดมนในชีวิตและสังคม แม้จะทุกข์เพียงใดหรือล้มเหลวแค่ไหน

นั่นจึงสะท้อนถึงความเข้มแข็งที่เรามีภายใน และอิสระที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะพรากไปจากเราได้

การเสียความหวังอย่างสิ้นเชิง และอยู่อย่างสยบยอมหรือไม่แยแสต่อสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ความหวัง นั่นคึอสิ่งที่อาจบ่งบอกว่าเราได้ปล่อยให้หัวใจตัวเองเป็นทาส และปล่อยให้อิสระของใจตนไปอยู่ในกำมือของผู้อื่น หรือกักขังอยู่ในอดีตเสียแล้ว

การมีความหวัง คือสิ่งที่ทำให้เราเป็น “มนุษย์” และคือแรงผลักดันที่จะพาตนเองและสังคมหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์

หากเราปล่อยให้ความหวังได้เสื่อมสลายไปกับความไม่จีรังยั่งยืน อดีตที่ผ่านมา หรือการตีตราจากตนเองหรือคนอื่น เท่ากับเราได้ยกความเป็นมนุษย์ออกไป และใช้ชีวิตเป็นเพียงทาสของระบบหรือทาสของอดีต กระทั่งเราจะค่อยๆ เสียความรู้สึกของการได้ “ใช้ชีวิต”

เพราะตอนนั้นจิตใจเราก็มิต่างจากเครื่องจักรที่ทำไปตามคำสั่งและกิจวัตรที่โปรแกรมไว้แล้วเท่านั้น

การมีความหวัง ทำให้เราเป็นมนุษย์ และทำให้เราแสวงหาอิสระที่แท้จริงมากยิ่งขึ้นไป ถึงแม้เราจะเคยเสียสิ่งนี้ไป แต่การกลับมาเห็นคุณค่าของลมหายใจอันจำกัดและย้อนทบทวนชีวิตที่ล่วงไป จะพาให้เรากลับมาสร้างความหวังนั้นให้ลุกโชนขึ้นในใจตนเองอีกครั้ง

เพราะชีวิตเป็นของน้อย และลมหายใจนั้นแสนจำกัดเสียเหลือเกิน เมื่อเราตระหนักอย่างแท้จริงด้วยใจตนเอง เมื่อนั้นที่ความหวังน้อยๆ ได้จุดติดขึ้นมาใจ และเป็นพลังให้เราแสวงหาทางต่อไปว่า.. เราจะทำสิ่งใดเพื่อให้ชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ มีคุณค่าและสมความเป็นมนุษย์มากที่สุด

เมื่อนั้นที่อดีตและข้อจำกัดต่างๆ จะเริ่มมีอิทธิพลน้อยลงไป แล้วอิสรภาพทางใจจะติดปีกบินอีกครั้ง

คุณค่าของความหวัง ไม่ได้อยู่ที่การ สมหวัง หรือ ผิดหวัง แต่เป็นอิสระของใจเราที่ไม่มีใครพรากได้และคือพลังที่ผลักดันให้ก้าวต่อไป

ความหวัง คือ “อิสรภาพทางใจ” ซึ่งเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เราทุกคนมีอยู่ มันคือพลังที่จะพาให้เราและเพื่อนร่วมทุกข์บนโลกใบนี้ได้ก้าวเดินไปด้วยกันบนทางของการหลุดพ้นและเป็นอิสระจากวังวนปัญหาเดิมที่ผ่านมา

เราจะใช้ความหวังนี้ในการตัดสินใจและทำสิ่งใด นั่นคืออิสรภาพทางกายและการใช้ชีวิต ที่จะส่งผลกระทบถึงอนาคตของสังคมและคนรุ่นถัดไปจากเรา

ไม่ว่าชีวิตตอนนี้ สังคมทุกวันนี้ หรือตัวเราเองในวันนี้จะเป็นอย่างไร ขอให้รักษาความหวังไว้และสิ่งนี้จะเป็นแสงสว่างที่ชี้ทางซึ่งควรก้าวไป แล้วเราจะเห็นว่าเรามิใช่แสงสว่างอันเดียวดาย

ไม่มีสิ่งใดหนีพ้นกฎของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรียกว่า “ความไม่เที่ยงแท้” หรือบาลีว่า อนิจจัง แต่นั่นแลคึอข่าวที่ดีมากๆ เพราะทุกอย่างนั้นเปลี่ยนได้ แม้ในสิ่งที่เหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลานาน หรือยากจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม

หากเราในวันนี้ยังมีความหวัง มิว่ามากหรือน้อยเท่าใดก็ตาม เราพึงยิ้มให้กับความหวังนั้น เพราะสิ่งนี้บอกให้เรารู้ว่า เรายังเป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพ และเรามีลมหายใจ

ครูโอเล่
7/2/2569

คอลัมน์ ไกด์โลกจิต

 

ติดตามกิจกรรม

ตารางกิจกรรม