
จบการอบรมหัวข้อปิดท้าย ห้องเรียน วิถีครู รุ่นที่ 7 ในหัวข้อ “เป็นดั่งแสงสว่าง” ที่ว่างและเป็นประโยชน์
ทบทวนเกี่ยวกับความยึดมั่นในตัวตน ความสำคัญของการละวางในการเป็นผู้ให้ และแนวทางการฝึกฝนตนเองเพื่อเป็นดั่งแสงสว่างแก่ตัวเองและผู้อื่น
ขอบคุณผู้เรียนที่ร่วมกันแบ่งปันแสงสว่างและภาวนาผ่านการโปรแกรมจิตและการเขียนร่วมกันตลอดสามคืน
“ชอบมากค่ะสิ่งที่ประทับใจคือวิธีการสอนที่ช่วยนำพาให้เราได้พบแสงสว่างในตัวเอง ที่ต่างจากสิ่งที่เราคิดมาตั้งแต่ก่อนเข้าคลาส
ข้อคิด: ความว่าง การวางการละตัวตนช่วยให้เราได้เข้าถึงตัวตนภายในของเราอย่างง่ายดาย
สิ่งที่ได้ฝึกฝน ฝึกการขัดเกลาจิตใจ ความคุ้นชิน การออกจากพื้นที่เดิมๆ วิธีการเดิมๆ ที่เราเคยใช้เพื่อให้เราได้มีโอกาสฝึกตัวเอง
สิ่งที่ได้รับจากการเรียน ฝึกข้อคิดหลักคำสอนของศาสนาที่เป็นแก่นแท้ของการดำรงชีวิต ทำให้เห็นความง่ายในการมีชีวิต การได้กลับมาใคร่ครวญตัวเอง และการภาวนาทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายเข้าถึงพื้นที่ภายในได้อย่างเร็ว อีกทั้งกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยกันหาคำตอบทำให้เห็นมุมมองและได้แง่คิดเพิ่มเติม”
“ได้พิจารณา คิด วิเคราะห์ ตัวเอง และฟังคนอื่น ในความต่างจะมีความเหมือนคือทุกคนล้วนอยากเข้าใจและพัฒนาตัวเอง เป็นกำลังใจให้ทุกคนเป็นดังแสงสว่างในแบบของตัวเองค่ะ ได้หลักการเป็นดังแสงสว่าง และวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นแสงสว่างให้ตัวเองและผู้อื่นค่ะ”
“มีความรู้สึกนิ่งและเย็นสบายใจในการเรียน ได้คำตอบจากครูจนหายสงสัย การเอ่ยคำขอโทษที่เราอึดอัดเพราะเรากลัวเสียตัวตนนั่นเอง และตอนเขียนภาวนาที่เริ่มจากขุ่นข้องอึดอัด ต่อมาทำให้ใจเราดิ่งสงบลงทีละน้อย ประทับใจที่อาจารย์สอนเต็มเวลาทุกครั้ง เพื่อให้ทุกคนได้ร้บความอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่า การได้ฝึกฝนซ้ำอีก ทำให้เกิดสมาธิชัดเจนง่ายขึ้น ขณะฝึกสังเกตในตัวเองชัด เห็นความขุ่นมัว ความไม่ยอม ความดึงดันเป็นปัจจุบัน เป็นการได้ฝึกอยู่ปัจจุบันแต่ละขณะได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ”
“ประทับใจในตัวครูโอเล่ค่ะ ในการสอน ครูไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่ตัดสิน ครูใจเย็นมากค่ะ ได้เรียนรู้วิธีการ หยุดเพื่อดูใจตัวเอง หยุดเพื่อไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ และการเขียนทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นค่ะ”
“บรรยากาศ การสอน ของครู ที่ค่อยๆ เป็นไป เพราะ พื้น แต่ละคน อาจจะต่างกัน ครู ก็ กล้าหยิบความ ไม่สมบูรณ์ แบบมาแชร์ ในวง นร. บรรยากาศกลุ่ม เล็กๆ ทำให้ เข้าถึงง่าย (ได้พูด ทุกคน) มีเวลา พอดีๆ คุยเล่น ได้ บ้าง กันเอง
สิ่งที่ได้ฝึก คือ ฝึกหยุดลมหายใจในขณะที่ต้องเขียนเพราะปกติเราต้องเขียนไปเลยไม่ได้ต้องมายุ่งกับลมหายใจ รู้สึกตัวเองก็ได้ผ่อนคลาย แล้วก็ relax ไปกับมันไม่ได้รู้สึกว่าการหยุดหายใจอึดอัดแต่เพียงแค่อาจจะเป็นสิ่งใหม่ก็เลย ท้าทายแล้วงงนิดนึง กิจกรรมหลายๆอย่างก็ทำให้ได้สะท้อนกลับมาถึง แก่นสารแล้วก็ข้อแข็งจุดแข็งของเรา เพื่อเอาไปเป็นแสงสว่างให้ตัวเองและเพื่อผู้อื่น”
“ความรู้สึกและความประทับใจ – รู้สึกสงบมากขึ้นและได้ยินเสียงจากภายใน ได้เทคนิคใหม่ๆเพื่อฝึกการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง
ข้อคิดและสิ่งที่ได้ คือ การฝึกการขัดเกลาอัตตา การมองให้เห็นความจริง สิ่งที่ขับเคลื่อนเราให้เกิดความรู้สึกต่างๆเทคนิคการสะท้อนตนเองเพื่อการพัฒนาจิต”
“รู้สึกดีใจและขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมการอบรมและทำกิจกรรมในครั้งนี้ค่ะ ทำให้ได้ทราบวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ลดความเชื่อหรืออัตตาของตัวเองที่อาจไม่ถูกต้อง กลับมาทำความเข้าใจ ใคร่ครวญตัวเองใหม่ ด้วยใจที่เป็นกลางมากขึ้น ได้เห็นตัวเองชัดขึ้น ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ได้ปลดปล่อยตัวเอง ฟังเสียงในใจของตัวเอง โดยผ่านการเขียน และทำสมาธิ คลายความมัวหมองในใจ เพื่อรักษาแสงสว่างที่มีอยู่ในตัวเองได้ จนพอที่จะมีแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้บ้างค่ะ ขอบคุณครูโอเล่ที่ได้จัดกิจกรรมดีๆแบบนี้ค่ะ และอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ ต่อๆไปค่ะ
ข้อคิด สิ่งที่ได้ฝึกฝน และสิ่งที่ได้รับจากการเรียน
-จากการที่ได้เข้าร่วมอบรมกิจกรรมเป็นดั่งแสงสว่าง ทำให้เริ่มเห็นตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ได้ฉุกคิดถึงความหมายของการมีชีวิต และมีเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ ด้วยการเป็นแสงสว่างให้กับตัวเองรวมทั้งเผื่อแผ่ไปให้กับผู้อื่นด้วยใจที่เป็นกลางมากขึ้น ลดความคาดหวังของผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ปล่อยวางได้มากขึ้น โดยใช้หลักคำสอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของพระพุทธเจ้าที่ครูได้นำเข้ามาใช้ในการสอน ให้ค้นหาคำตอบของปัญหาด้วยปัญญาที่มีอยู่ในตัวเรา โดยไม่เข้าไปกดดันหาคำตอบ หรือการถอยหนีปัญหา ใช้ความเป็นกลางของใจ โดยผ่านการเขียนและฟังใจของตัวเองอย่างมีสติ รู้จักกิเลสในตัว เพื่อให้รู้เท่าทัน ได้ฝึกการตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับตัวเองได้ เมื่อพึ่งพาตัวเองได้ ก็ทำให้ลดพึ่งพาแสงจากภายนอกได้ รู้สึกถึงความมีคุณค่าในตัวเอง รักตัวเองได้มากขึ้นค่ะ”
“รู้สึกมีพลังที่ได้กลับมาเขียนอีกครั้งหลังห่างหายไปนานค่ะ
ประทับใจประโยคของครูที่จับได้คือ
“ฉันมีปากกาชีวิตในมือ ฉันคือนักเขียนที่จะลิขิตวันคืนแห่งหัวใจ”
ได้กลับมามีพลังใจในการสานฝันในงานเขียนต่อ
ได้ฝึกสำรวจภายในตนและวิธีลดตัวตนต่างๆจากคำตอบเพื่อนที่เปิดมุมมองค่ะ
ข้อคิดที่ได้คือ แสงสว่างแห่งปัญญาและความรักมีจุดร่วมกันได้ในความเป็นอนัตตาที่ไม่มีตัวตนที่แยกขาดแต่หลอมรวมทุกเหตุปัจจัยไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน เราและของเรา จึงคือการหลอมรวมของสรรพชีวิตค่ะ
รวมถึงสุดท้ายเราก็ต้องสูญเสียทุกอย่างแม้ลมหายใจ แต่สามารถจากไปพร้อมสิ่งล้ำค่าคือ ดวงตาที่เห็นธรรมค่ะ”
“รู้สึกชอบกิจกรรมฝึกเขียนในครั้งนี้มาก จริงๆ ไม่ได้เป็นคนชอบการเขียนเลยค่ะ ค่อนข้างเครียดเวลาได้รับการบ้านหรือแบบฝึกหัดที่ให้เขียนด้วยซ้ำ ปกติกว่าจะลงมือเขียนได้ก็จะเลี่ยงไปเลี่ยงมา ไม่ยอมลงมือทำซักที แต่การเรียนในครั้งนี้กระตุ้นให้เราเริ่มมองเห็นคุณค่าของการเขียน เหมือนพอเขียนออกมาแล้ว โดยเฉพาะเป็นการเขียนโดยทันที ไม่ต้องผ่านความคิดอะไรมากมาย จนเกือบๆ จะเป็นการเขียนออกมาจากจิตใต้สำนึก แล้วพอเราได้กลับมาทบทวนอีกครั้ง มันทำให้เราเห็นว่าความรู้สึกลึกๆ ข้างในของเราเป็นอย่างไร ก็นับเป็นโอกาสให้เราได้กลับมาเชื่อมต่อกับภายในของตัวเองค่ะ รับรู้ความต้องการและความรู้สึกของตัวเองค่ะ
สิ่งที่ได้ฝึกฝนหรือได้รับ เช่น การได้ฝึกอยู่กับปัจจุบันขณะ แต่จริงๆ ก็ยังไม่ค่อยทันความคิดของตัวเองหรอกนะคะ มีตอนที่ครูโอเล่ให้ข้อสังเกตกับเราว่าสิ่งที่เราสะท้อน/แสดงความคิดเห็นมีลักษณะเป็นความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งเราก็เห็นด้วยนะคะว่าเรามีแนวโน้มทางความคิดเป็นอย่างนั้น ก็จะพยายามทำงานกับตัวเองในเรื่องนี้ต่อไปค่ะ นอกจากนี้ในการฝึกเขียน เราก็ได้เห็นว่าเราติดความสมบูรณ์แบบจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงรูปแบบ เช่น ต้องเขียนให้เป็นประโยคสมบูรณ์ ข้อความต่อเนื่องกัน โดยพยายามลากลมหายใจให้ยาวขึ้นจนสามารถเขียนได้อย่างที่เราตั้งเป้าเอาไว้
แล้วเราก็ชอบกิจกรรรมกลอนเปล่ามากเลยค่ะ เงื่อนไขที่ครูโอเล่ตั้งไว้มันดีมาก เราเขียนอะไรก็ได้ รู้เรื่อง/ไม่รู้เรื่องก็ได้ เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และมีอิสระมากๆ ที่ไม่ต้องเอาล้อมกรอบตัวเองด้วยกฎกติกาหรือคุณค่าใดๆ ซึ่งเราคิดว่าเราจะพยายามใช้ท่าทีเดียวกันนี้ในการสัมพันธ์กับตัวเองและผู้อื่นด้วยค่ะ
นอกจากนี้ก็มีข้อคิดเรื่องการลดตัวตน อันนี้เราก็คิดว่าดีมากๆ เราก็จะพยายามปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แล้วก็มีเรื่องการเป็นแสงสว่างให้ตัวเอง ซึ่งเป็นหัวข้อของคอร์สนี้ เราคิดว่ากิจกรรมทั้งหมดก็เพื่อจะนำเรามาสู่จุดๆ นี้ โดยที่ตลอดทางของการเรียน เราเองสามารถต่อจิ๊กซอว์ชีวิตของเราด้วยตัวเราเอง ทั้งในส่วนที่ทำให้เราไม่เป็นแสงสว่างในตัวเอง แล้วส่วนที่เป็นศักยภาพที่จะทำให้เราเป็นแสงสว่างในตัวเองด้วยตัวเราเองค่ะ”
