
เด็กๆ คือกระจกเงาที่สะท้อนสังคม
ความมืดมนที่เราเห็นในจิตใจของพวกเขา
ก่อตัวจากกิเลสในใจผู้ใหญ่ที่ส่งต่อผ่านทางสังคมที่บิดเบี้ยว
การศึกษาและสื่อที่ลดทอนคุณค่าของมนุษย์
ครอบครัว โรงเรียน และสื่อที่อาจไม่ได้รักเด็กๆ อย่างแท้จริง
แต่มองเป็นเพียงผลิตภัณฑ์หนึ่ง
เมื่อผลิตภัณฑ์ใดทำผลงานดี ก็เป็นที่รักใคร่และเชิดชู
ทำป้ายใหญ่โตติดไว้ข้างถนน
และบ่นพวกเขาที่แตกต่างว่า “ไม่เอาไหน”
การถูกกระทำที่ไม่เห็นค่าในตัวเด็กที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
อย่างกับเขาไม่มีชีวิตและจิตใจ
ทำให้เขาไม่เห็นตัวเองและเพื่อนชีวิตเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ
แต่เป็นเพียงตัวเลขที่ลบได้เขียนได้
อยู่ที่ใครมีปากกาแห่งอำนาจในมือ
ความทุกข์ที่ไม่มีใครพาเขาออกมาสู่แสงสว่าง
ทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ช่างมืดมน และสมควรถูกขจัดทิ้ง
เขาก็เหมือนผู้ใหญ่ที่หาทางออกจากทุกข์
แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างไร
เมื่อผู้ใหญ่มีอำนาจที่จะกำหนดอนาคตของเด็กคนไหนได้ด้วยปากกาในมือ
เขาก็เลือกพึ่งพาสิ่งที่มีอำนาจมาอยู่ในมือ…
เด็กในสถานพินิจหลายคนเป็นกระจกเงาชั้นดี
ที่ชี้ให้เห็นว่าพวกเราหลงลืมสิ่งใดในการพัฒนาประเทศแห่งนี้
หลายคนถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากในครอบครัว
หลายคนมาอยู่ที่นี่ก็เพราะด้วยนโยบายกัญชาเสรี
ผลกระทบจากสุราที่มอบทุนทางตรงและอ้อมแก่กิจกรรมเพื่อสังคม
และยาเสพติดที่ผู้ใหญ่ผลิตขึ้นมา
หลายคนมาด้วยการทะเลาะวิวาท
และการพยายามทำลายคนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับเขา
เมล็ดพันธุ์ความเกลียดชังที่พวกเราช่วยกันหล่อหลอมขึ้นมา
เราทำให้เด็กๆ เห็นวันแล้ววันเล่า…
เราเชียร์ให้ทหารของเรา เข่นฆ่าทหารของเพื่อนบ้านที่เอาเปรียบ
เราสาดความโกรธใส่คนที่เห็นต่าง เราเหยียดหยามเพื่อนบ้าน
เรากล่าวหาว่าเด็กรุ่นใหม่คิดไม่เป็น ไม่รักชาติ และเปราะบาง
เรามีสื่อที่ฉายซ้ำเหตุการณ์ร้ายเรียกผู้ชมวนไปเวียนมา
เราใช้ความรุนแรงทางวาจา และไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยด้วยการรับฟัง
เพราะอาบน้ำร้อนน้ำเย็นมาก่อน
ขณะที่สังคมอยากให้โทษประหารกลับมา
เด็กคนหนึ่งก็เลือกประหารผู้อื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เลวร้าย
การทำลายชีวิตคนที่เราเกลียดชังและเป็นตัวปัญหาคือคำตอบ… อะไรทำให้เด็กคิดแบบนั้น
เมื่อเด็กเกลียดชังตนเอง ไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์
ไม่สามารถดูแลความรู้สึกในใจอย่างเหมาะสม
เราควรกลับมาตั้งคำถามว่า
สังคมแบบใดที่หล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเป็นแบบนั้น ?
เราเองคือส่วนหนึ่งที่สร้างสังคมแบบนั้นอย่างไร ?
และเราจะทำอย่างไร มิใช่แค่รอให้ “ผู้มีอำนาจ” ทำ ?
ไม่ใช่เด็กเรียนรู้จากเกมไหม หนังฝรั่งไหม พ่อแม่หรือครูคนไหนผิด
แต่ตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ “กรรมร่วม” นี้
กิเลสในใจพวกเราก็ต่างช่วยกันเติมลงในเบ้าหลอมแห่งนี้
…
ขณะที่ผู้ใหญ่กลัวว่าเด็กๆ จะมีพฤติกรรมเลียนแบบ
กลัวพกอาวุธเข้าในโรงเรียน แล้วก่อเหตุร้าย
กลับเป็นผู้ใหญ่ที่ทำเสียเอง
ด้วยการเอาปืนไปประหารอริเพราะเสียผลประโยชน์
อย่างไม่กลัวกฎหมายและไม่อายว่าเด็กจะทำตาม
ก่อนห้ามเด็กๆ พกอาวุธเข้าโรงเรียน
ลองห้ามผู้ใหญ่ไม่ให้มีอาวุธเสียก่อนไหม ?
ประเทศที่เกือบทุกเคหามีปืน ประเทศนั้นปลอดภัยไหม มีเหตุกราดยิงในที่สาธารณะมากเพียงใด ?
ใครที่สมควรมีปืนติดตัวหรือติดบ้าน ?
การปกป้องตัวเองด้วยการมีอาวุธ
เคยทำให้ใครและสังคมใดปลอดภัยอย่างแท้จริง…
ไม่ใข่เด็กที่เปราะบาง แต่ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจความเปราะบางในใจตนเอง
จึงส่งต่อความรุนแรงไปสู่เด็กๆ โดยที่ไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าจะสอนหรือเป็นแบบอย่างของการดูแลจิตใจอย่างไร
ซ้ำร้ายที่โรงเรียนและสถานพินิจก็อาจเป็นที่ๆ บ่มเพาะความรุนแรง
แทนที่ที่สอนถึงความเมตตาและความรัก
นักจิตวิทยาก็เข้าถึงยาก และดูแปลกถ้ามีใครบอกจะปรึกษา
แพทย์บางทีก็มีเวลาให้แค่ห้านาที
วัดวาก็เน้นบุญมากกว่าหลักการบ่มเพาะใจ
ครูแนะแนวมีไว้เพื่ออะไร หากเรื่องจิตใจยังไม่สำคัญเท่าวิชาการ
…
ผมยอมรับว่า หากตัวเองในวัยนักเรียนสามารถเข้าถึงปืนได้
ผมก็อาจจะทำในสิ่งที่น่าตกใจด้วยปืนนั้น อย่างน้อยที่สุดก็การปลิดชีวิตตนเอง
ผมเคยพกค้อนไปโรงเรียนแทนหนังสือตำราเรียน หลายวัน
เพราะที่นั่นไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย
รุ่นพี่ของกลุ่มเพื่อนก็ถูกยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียน
ผมไม่เห็นกลไกการดูแลจิตใจนักเรียน มีแต่นักเรียนจะหาที่ระบายกันเอง
เว้นเรื่องผลการเรียนและการสร้างผลงานให้โรงเรียน
เด็กชายคนนั้นเก็บกดความโกรธและความเศร้าในใจมากมาย ภายใต้หน้าฉากความเป็นเด็กดี
ผมอยากทำลายตัวเองหลายรอบ
และบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า โลกนี้ก็อาจน่าทำลายทิ้งเหมือนกัน
โชคดีที่ผมได้เห็นว่า การเรียนดีเรียนเด่นไม่ใช่หนทางเดียวที่ทำให้มีความสุขกับชีวิต
เพื่อนที่เกเรเรื่องการเรียนอาจดูจริงใจมากกว่าเพื่อนกลุ่มหัวแถว
การออกนอกลู่นอกทางบ้างก็ทำให้เราได้เจอตัวเอง และความสุขที่ผู้ใหญ่ไม่ได้สอน
โชคดีที่ผมได้พบว่า การเขียนบันทึกช่วยได้มากในการผ่อนคลายความรู้สึกต่างๆ ที่อัดอั้นภายในของเด็กคนหนึ่ง
เป็นหมอคนสำคัญที่ช่วยให้ผมรอดในตอนนั้นและในเวลาต่อมา
ตอนนั้นผมก็ใช้สมุดเรียน เปลี่ยนจากเขียนเนื้อหาน่าเบื่อหน่ายเป็นพื้นที่ทดลองทางความคิด และใคร่ครวญทบทวนสิ่งที่อยู่ในใจ พร้อมกับกระดาษมือสองที่เขาใช้แล้วฝั่งหนึ่ง จดเรื่องราวแต่ละวันจนถึงจินตนาการผ่านเรื่องสั้นและนิยาย
เขาที่ผมกล่าวถึงช่วงแรกของบทความ อาจมิใช่เพียงเด็กในข่าวร้าย แต่เป็นผมด้วยเช่นกัน และเด็กๆ อีกหลายคนก็ด้วยเช่นกัน
แต่โชคดีที่สิ่งมีอำนาจในมือที่ผมหาได้ไม่ใช่ปืน แต่เป็นปากกา
ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างให้เด็กดูในการใช้สิ่งที่มีอำนาจในมือทำลายชีวิตมากมายหลายครั้ง
ผมหวังว่าเราจะเป็นตัวอย่างของการใช้สิ่งที่มีอำนาจในมือสร้างชีวิตให้มากกว่านั้น
นอกจากเขียนการบ้าน เด็กๆ ควรได้โอกาสเขียนเพื่อดูแลใจและผ่อนเบาสิ่งทั้งหลายในใจเขาออกมา
นอกจากเขียนเกรดและตรวจการบ้าน คุณครูควรได้เขียนให้กำลังใจนักเรียนและเขียนเพื่อดูแลใจตนเช่นเดียวกัน
เพราะคุณครูที่ต้องแบกรับความกดดันและความเหนื่อยหนักอันมากมายในใจ
ต่างเผลอส่งต่อแรงกดดันและความรุนแรงให้เด็กๆ โดยไม่รู้ตัว
ผมเองก็เคยพลาดแบบนั้นเช่นเดียวกัน การดูแลใจต้องดำเนินไปพร้อมกับการเป็นครู
ทั้งพวกเขาและเด็กๆ ต่างเป็นเหยื่อของระบบที่บิดเบี้ยวนี้
…
โชคดีที่ผมเมื่อโตขึ้น ได้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับการเขียนบำบัดและจิตวิทยานอกระบบการศึกษาในเวลาต่อมา และนั่นก็ทำให้ผมได้คิดว่า ยังมีเด็กและผู้ใหญ่อีกมากที่ไม่ได้โชคดีแบบเดียวกัน
ทั้งสมุดบันทึก อิสรภาพแห่งใจ ด้วยปลายปากกา, หนังสือ เขียนมีพลังรักษาใจ และ โครงการด้านการเขียนบำบัด การอบรมผู้ต้องขังและสถานพินิจฯ และหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต สื่อออนไลน์อีกมากมายหลายอย่างที่ผมจัดทำขึ้นมาเกือบยี่สิบปีของ สถาบันธรรมวรรณศิลป์
ผมเสียใจที่มันก็ยังไม่มากพอที่จะส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปถึงเด็กๆ อีกหลายคนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้
เพราะผู้ใหญ่หลายคนเองก็ยังคิดว่า แค่การเขียนจะได้อะไร หรือการเขียนถึงความทุกข์จะยิ่งตอกย้ำไหม หรือการเขียนมีประโยชน์กับแค่คนที่ชอบเขียน…
เพราะคุณครูก็ไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ และบางทีก็แค่ส่งสมุดบันทึกให้เด็กๆ ไปเฉยๆ
โดยมีการบ้านอันมากมายก่ายกองทั้งสองฝั่ง
และน่าเศร้าใจที่เด็กจำนวนมากก็อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แม้ถึงวัยแล้วก็ตาม
…
นี่พวกเรามัวแต่ส่งเสริมการพัฒนาประเทศแบบไหนกันนะที่ผ่านมา
เรามาอยู่ในระบบอุตสาหกรรมที่เด็กและผู้ใหญ่
ต่างเป็นเพียงแรงงานและผลิตภัณฑ์ของสายตานายทุน
ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ
ได้รับความรักเมื่อทำผลงานดี
และไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านออกเขียนได้ทุกคน ?
แต่โชคดีที่ในความมืดมนนี้ ยังมีแสงสว่าง
…
เพราะเด็กๆ คือกระจกเงาที่สะท้อนสังคม
แสงสว่างที่เรายังมองเห็นในจิตใจพวกเขา
คือแสงสว่างที่ยังมีในราตรีแห่งสังคม
เด็กๆ อีกมาก บางคนก็ไม่ได้ทำผลงานดังไกล
ความคิดอ่านของพวกเขาบางครั้งก็ล้ำหน้ากว่าผู้ใหญ่
เด็กๆ ที่คิดได้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดไม่ถึง
พวกเขาหลายคนที่ตั้งใจทำสิ่งที่ดี
และมีโอกาสเรียนรู้บางเรื่องที่เรามีโอกาสก็ตอนโตมากๆ แล้ว
เด็กๆ ที่ผ่านโครงการเขียนบันทึกที่ทางผมจัดทำ
พวกเขาตอบคำถามเกี่ยวกับอิสรภาพแห่งใจ ได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคนเสียด้วยซ้ำ
ในคอร์สที่ผมสอนร่วมกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่
พวกเขาตั้งใจเรียนกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
แม้ไม่ได้ต้องจ่ายค่าเรียนก็ตาม
แสงสว่างในตัวเด็กและคนรุ่นใหม่
สิ่งเหล่านี้ยังบ่งบอกว่า สังคมนี้ยังมีความหวัง
หน้าที่การส่งต่อความหวังว่าสังคมนี้จะดีขึ้นได้
คือหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคน
ไม่ใช่เพียงองค์กรการกุศลหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง
หน้าที่ลดการส่งต่อเมล็ดพันธุ์ชั่วร้าย – ความโลภ โกรธ หลง
เริ่มจากจิตใจตนเอง
คือหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน
เราร่วมกันปลูกความดีและสิ่งเลวร้ายมาด้วยกัน
ด้วยกิเลสและกุศลในใจพวกเรา
แม่น้ำและอ่าวที่ของเสียจากแต่ละคนและแต่ละบ้าน
ไหลลงไปรวมกัน
เด็กๆ มากมายต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางของเสียเหล่านั้น
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมคือ กรรมร่วม กัน
และคำถามที่ย้อนมาถามเราคือการก้าวเดินต่อไปของประเทศนี้
…
ครูโอเล่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์
คอลัมน์ ไกด์โลกจิต

