
สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง :
.
เหตุใดสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นความจริงมักไม่เหมือนกัน แล้วเหตุใดเราจึงมักเชื่อว่าสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงเหมือนๆ กัน
.
กระบวนการความคิดของมนุษย์นั้นมีศักยภาพมากมาย หนึ่งในความสามารถของจิตนั้นคือการขยายให้เด่นชัด (Amplify) คือการทำให้ความรู้สึกของใจและการรับรู้มีขนาดและความเข้มข้นที่มากเกินจริง (รวมทั้งน้อยกว่าที่เป็นจริง)
.
เวลาเราทุกข์ใจหรือจะต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว ความคิดเราอาจจะสร้างภาพหรือความรู้สึกที่เลวร้ายในใจ หรืออาจทำให้เรารับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในทางที่ย่ำแย่ที่สุด กลไกนี้เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เราตื่นตัวพร้อมที่จะปกป้องตนเอง หรือเวลาที่เราตั้งความหวังไว้กับสิ่งใดมาก ความคิดเราก็อาจสร้างภาพหรือความรู้สึกที่สวยงามในการเอื้อมคว้าสิ่งดังกล่าว เสมือนดังว่าสิ่งนั้นล้ำค่าและสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิดหวังไว้
.
หลายๆ ครั้งความทรงจำเราก็มีความวิปลาสหรือความผิดเพี้ยนเกินจริงไป เพราะความทรงจำนั้นก็เกิดขึ้นจากจิตหรือสมองเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในตนเอง ความคิดจึงมีการดัดแปลงแก้ไขข้อมูลที่รับรู้มาจากอายตนะ เพื่อให้จิตเราสามารถจดจำและเข้าใจได้ แล้วหากมีอารมณ์ร่วมในการเหตุการณ์ที่ว่าด้วย ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าความทรงจำนั้นจะถูกตกแต่งเกินกว่าความที่เป็นจริง เพื่อแสดงออกความรู้สึกนั้นๆ ให้ใจจดจำได้
.
ความกลัวมักทำให้สิ่งที่เรากลัวดูน่ากลัวกว่าที่เป็นจริง เพราะกลไกการขยายให้เด่นชัดของจิตนั้นพยายามปกป้องตัวเรา แต่บ่อยครั้งที่มันได้ทำให้เราลืมความกล้าหาญที่เรามีอยู่แล้ว ทำให้เราคิดถึงแต่แง่ลบของสิ่งนั้นๆ หรือคิดไปเองว่ามันเลวร้ายเพียงใด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจมิใช่เช่นนั้นเลย
.
การขยายให้เด่นชัด ยังเกิดจากความรู้สึกชอบพอใจด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนกับเราได้พบคนที่มีลักษณะที่น่าหลงใหล เราอาจได้แต่เฝ้ารักข้างเดียว หรือเพิ่งคบกันได้ไม่นาน ความพอใจที่มีต่ออีกฝ่ายย่อมทำให้เราพร้อมที่จะพร่ำเพ้อพรรณนา และรู้สึกว่าข้อดีของอีกฝ่ายนั้นช่างล้ำค่าเพียงใด ก่อนที่เราจะรู้ความจริงที่เจ็บแสบจากการตกหลุมรัก
.
ประสบการณ์ที่เราพบเจอ ซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำ เราอาจรับรู้และเข้าใจเหตุการณ์นั้นได้ไม่หมดในคราวเดียว เพราะความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์นั้นย่อมทำให้สมองเลือกจดจำบางส่วน ไม่จดจำบางส่วน และขยายส่วนที่จดจำนั้นให้ชัดเจนไปในทิศทางตามอารมณ์ความรู้สึก อีกทั้งยังเป็นเพราะว่าการรับรู้ของเรามีขอบเขตที่จำกัด เราจึงไม่สามารถที่จะเข้าใจเหตุการณ์ที่ว่านั้นได้อย่างเต็มร้อย ได้แต่เพียงตีความไปตามมุมมอง การรับรู้ของตนเอง และข้อมูลที่มีมา
.
การรับรู้นั้นจำกัดเป็นเพราะว่าอายตนะเช่น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย มีขอบเขตที่จำกัด สัตว์บางประเภทนั้นยังรับรู้บางอย่างได้ดีกว่า เขาย่อมเข้าใจโลกในบางแง่มุมมากกว่าเราที่เป็นมนุษย์ อีกทั้งอายตนะอีกอย่างคือ ใจ หรือความคิดนึกและสัมผัสทางใจ ก็มีขอบเขตที่จำกัดเช่นกัน ขอบเขตที่ว่านั้น เช่น ความเชื่อหรือความคิดเห็นที่มีมา เรียกว่า ทิฐิ
.
เปรียบน้ำเต็มแก้วดั่งสมองที่เต็มไปด้วยการยึดถือในความคิดของตนเอง เมื่อเราได้พบเจอกับเหตุการณ์หนึ่งหรือเข้าอบรมเรียนรู้ สมองก็ไม่อาจซึมซับและเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับอย่างเต็มที่ได้ ดั่งเติมน้ำเพิ่มลงไปในแก้วที่น้ำเปี่ยมแล้วก็ล้นออก เราจึงไม่ได้เติบโตตามประสบการณ์ที่มีมากขึ้นเสมอไป อยู่ที่ว่าเราเลือกเป็นแก้วน้ำแบบไหน
.
หากเราถือมั่นในทิฐิหรือความคิดความเชื่อของตนเองแล้ว เมื่อนั้นเราก็จำกัดการรับรู้ทางใจของตนด้วยทิฐิของตนเอง การยึดถือทิฐินั้นในทางพุทธเรียกว่า “ทิฏฐุปาทาน” เมื่อเราถือในทิฐิก็เสมือนเราเป็นม้าแข่งที่ถูกครอบบังตาด้านข้างไว้ทั้งสองฝั่ง เราก็จะเห็นโลกแค่ส่วนเดียว คือตรงหน้าที่อารมณ์หรือกิเลส (ความมัวหมองของใจ) ซึ่งเป็นเหมือนผู้ขี่ครอบงำความคิดกำหนดให้มองเท่านั้น เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปตามอารมณ์และความอยาก
.
อุปาทานหรือการยึดมั่นทั้งหลาย เช่นการยึดมั่นในความคิดเป็นต้น ล้วนแต่ปรุงแต่งมาจากเวทนาและตัณหา (ความทะยานอยาก) เมื่อใจรับรู้อารมณ์แล้วก็มีความอยากที่จะเสพอารมณ์นั้นหรือเป็นแรงผลักดันให้มุ่งหมายต่างๆ นานา จึงเกิดเป็นความหมายมั่นคือการยึดติดทั้งหลาย
.
ดังนั้นแล้ว ความคิด และ ความทรงจำของเรา ไม่ใช่สิ่งที่เชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มักจะมีการปรุงแต่งให้เกินจริงหรือผิดเพี้ยนไปจากความจริง ตามอารมณ์และความอยากที่อยู่เบื้องหลังหรือข้อจำกัดของการรับรู้เสมอ
.
ความคิดมักคับแคบกว่าความจริง เพราะขีดจำกัดของการรับรู้ อารมณ์ และความเชื่อที่มีมาของใจเราเอง ทำให้ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมานั้นไม่ได้ครอบคลุมความจริงได้ทั้งหมด สิ่งที่เราคิดว่าเป็นอย่างนั้นจึงมักเป็นเพียงแค่ด้านเดียวหรือบางส่วนที่เป็นจริงเท่านั้น อย่างการที่เราคิดว่าตนเองเป็นคนอย่างไร ดีไม่ดีอย่างไร ก็มักเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของสิ่งที่เราเป็นเท่านั้น เราไม่ได้เป็นคนแบบนั้นตลอดเวลา และเราอาจมีข้อดีและข้อเสียที่ไม่รู้ตัวอีกมากมาย สิ่งที่เราเป็นจริง มักกว้างกว่าสิ่งที่เชื่อว่าเป็น
.
เหตุที่ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่คิดเหมือนกับความจริง หรือทึกทักไปว่าความคิดคือความจริงด้วย ก็เพราะการหมายมั่นในความคิด หรือทิฏฐุปาทาน เราถือเอาความคิดตนเองเป็นที่สุด ด้วย “มิจฉาทิฐิ” หรือความเห็นที่ผิด ความคิดนั้นก็เป็นเหมือนเงาของผิวน้ำที่สะท้อนดวงจันทร์ ความคิดเพียงสะท้อนภาพของความจริง แต่ไม่ใช่ตัวความจริงที่กล่าวถึง เหมือนกับเงาผิวน้ำก็มิใช่ดวงจันทร์ เพียงแค่สะท้อนแสงจันทร์เท่านั้น ภาพของสิ่งใดๆ ที่เราคิดในใจก็เพียงการสะท้อนมุมมองหนึ่งของสิ่งดังกล่าวออกมาเท่านั้น
.
การขยายให้เด่นชัดก็เป็นเหมือนภาพสะท้อนของผิวน้ำ เวลาผิวน้ำสะท้อนอะไรก็อาจมีลักษณะที่เพิ่มเติมมา เช่นเป็นลายริ้วๆ เล็กลง หรือใหญ่ขึ้น การขยายให้เด่นชัดมีประโยชน์ในการนำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ การใช้จินตนาการ การบันเทิง และการสื่อสารเพื่อเกิดการประจักษ์ร่วมในสังคม ซึ่งต้องใช้ความสามารถของสมองในการตกแต่งความจริงให้มีสีสันและความน่าสนใจ
.
ในการบำบัดทางจิตร่วมสมัยก็นำความสามารถนี้มาใช้เช่นกัน เช่นการให้แสดงออกทางความรู้สึกผ่านการวาดภาพ การเคลื่อนไหว หรือการแต่งนิทาน โดยขยายให้มีรายละเอียดมากขึ้นหรือเปรียบเทียบเชื่อมโยง ส่วนที่เกินจริงหรือเป็นการเปรียบเทียบก็จะสะท้อนความรู้สึกและประสบการณ์ของคนไข้ที่อยู่ลึกกว่าจิตสำนึก หรือใช้การจินตภาพเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของสิ่งรบกวน เพื่อทำให้ความรู้สึกของคนไข้ต่อสิ่งดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปหรือลดทอนความกลัวลง
.
จิตมีการใช้การขยายให้เด่นชัดอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่มักเป็นไปอย่างขาดสติ เราก็สามารถใช้พลังของการขยายของจิตเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองอย่างมีสติได้ เช่นการกำหนดภาพในใจของสิ่งที่กลัวหรือลังเลใจ แล้วลองแปรเปลี่ยนภาพนั้นในใจให้น่ากลัวขึ้นบ้าง น่าตลกหรือน่ารักบ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เราก็จะสามารถแปรเปลี่ยนการรับรู้ต่อสิ่งนั้นๆ ให้ลดทอนความรู้สึกหรือมุมมองเดิมๆ ของตนเองได้ และรับรู้ว่าเราคือผู้กุมบังเหียนของความคิด มิใช่ต้องยอมให้ความคิดกุมบังเหียนของเรา
.
ความคิดมิใช่สิ่งที่ต้องเกิด แต่เป็นสิ่งที่เราเลือกให้เกิดเองตามความเคยชินของใจ เมื่อใดที่เราก้าวข้ามความเคยชินนั้นได้ เราก็จะเป็นอิสระจากความคิดมากยิ่งขึ้น
.
โดย ครูโอเล่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์
.
ส่วนหนึ่งจากบทความ “๕ ข้อต้องรู้ ถ้าไม่อยากเป็นทาสความคิด”
คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต ตอนที่ ๔๗
