
ข้อความหลังเรียนจากผู้ผ่านหลักสูตร “การโปรแกรมจิตตัวเอง” รุ่นที่ 6
🙏
“รู้สึกดีใจที่ได้เรียนวิชานี้อีกครั้ง (เรียนรอบสอง) ยิ่งเรียนยิ่งเข้าใจลึกซึ้งและเข้าใจเรื่องต่างๆได้ดีขึ้น ขอบคุณสำหรับความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน ทำให้เข้าใจเรื่องการโปรแกรมจิตมากขึ้น และนำมาใช้ได้จริง อยากต่อยอดเรียนเป็นนักสะกดจิต”
“รู้สึกถึงแม้เป็นการเรียนออนไลน์แต่ไม่น่าเบื่อ ครูสอนให้ปฏิบัติด้วยการเขียน การจินตนาการ การใช้ความคิด การแปลผล และพูดคุยในกลุ่มย่อย ทำให้เห็นภาพความคิดของตัวเองชัดเจนขึ้น และรู้เทคนิคที่จะนำมาใช้ในการโปรแกรมจิต ได้สำรวจในใจตัวเอง ภาพความคิดของตัวเองชัดเจนขึ้น ชอบการเขียนด้วยมือซ้าย ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่ได้อยู่กับความคิดมากขึ้น ได้เรียนรู้ศาสตร์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน รู้ทันว่าโดนผี (ที่จิตสร้างขึ้น) หลอกมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกตัวเองนิ่งขึ้น หันมาใช้คำที่เป็นบวกมากขึ้น มีสติกำกับในการทำงาน ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ขอบคุณครูโอเล่ ที่จัดคอรส์ แบบนี้มากๆค่ะ”
“การได้ลงเรียนคอร์สโปรแกรมจิตครั้งนี้ #รู้สึกคุ้มค่าและได้รับเกินคาด เพิ่งรู้ว่าการตัดสินใจลงเรียนเป็นการโปรแกรมจิตตนเอง ในขบวนการขัดใจและปักใจ ก้าวข้ามตารางชีวิตที่ค่อนข้างยุ่งในช่วงเวลาเรียน เพื่อเติมสิ่งดีดีให้กับจิต และได้ทำมันสำเร็จแล้ว
#สิ่งที่ได้อย่างแรกที่เรียนคือการหายใจที่ช่วยคลายความตึงเครียด ทำให้ใจสงบ ในเวลาสั้นสั้น สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา
#การเรียนได้เข้าใจวิธีการต่างต่างของการโปรแกรมจิต พร้อมลงมือฝึกในทุกวิธีแบบสั้นสั้น แถมยังได้รับแบบฝึกหัดเพิ่มเติมระหว่างเรียน และเมื่อจบยังได้เพิ่มอีก 21 บท เพื่อให้นำไปฝึกฝนต่อด้วยตนเอง
“ครูสอนว่า “การโปรแกรมจิต คือ การออกกำลังกายจิต” ที่ต้องอาศัยการฝึกซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค่อย ๆ เพิ่มพูน “กล้ามเนื้อของจิตใจ” แบบฝึกหัดต่าง ๆ จึงไม่ใช่เพียงการบ้าน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราได้ฝึกจริงในชีวิตประจำวัน #สิ่งที่ “ได้เกินคาด” คือ การที่ครูนำหลักพุทธศาสนามาผสมผสานในการสอน ทำให้ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ตะวันตก (จิตวิทยา/การโปรแกรมจิต) และศาสตร์ตะวันออก (จิตภาวนา) ศาสตร์ตะวันตกสอนให้เราเป็น “ผู้สร้าง”
สร้างตัวตนใหม่ ความเชื่อใหม่ และศักยภาพใหม่ ในขณะที่ศาสตร์ตะวันออกสอนให้เห็น “ความว่าง” และความเป็นอนิจจัง เพื่อค่อย ๆ ละอัตตา และเข้าใจธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลง
และเมื่อจิตเห็นความจริงเช่นนั้น จิตจึงเปิดรับการเปลี่ยนแปลงได้ และกลับมาเป็น “ผู้สร้าง” ได้อย่างแท้จริง นี่จึงเป็น “คีย์สำคัญ” ของคอร์สนี้สำหรับตัวเอง
“#อีกสิ่งที่ได้และสำคัญมาก คือ การได้ทบทวนหลัก “พละ 5” เพื่อใช้เอาชนะ “นิวรณ์ 5” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของทั้งการพัฒนาจิตใจ และการดำเนินชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ตัวเองหลงลืมไปนาน”
“ขอบคุณครูสำหรับความทุ่มเท และการสร้างคอร์สที่กลั่นออกมาจากใจ สิ่งที่ได้รับเปรียบเสมือน “เมล็ดพันธุ์ที่ดี” ซึ่งตั้งใจนำไปฝึกฝน ดูแล และทำให้ตนเองเติบโตงอกงามอย่างมั่นคงภายใน และขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคน ได้เติบโตไปในเส้นทางที่ตนเองปรารถนา สรุป จบคอร์สแล้วทุกคนได้ลงโปรแกรมจิตแล้วว่า “ฉันเป็นนายเหนือกายและใจ” ซึ่งเป็นประโยคที่อยู่ใน ขบวนการเรียนในทุกทุกวัน”
“ชอบที่ มันมีกระบวนการอธิบายได้ อจ.สอนให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่การสะกดจิตแบบเลื่อนลอยไม่มีแก่นสาร แต่มันคือกระบวนการที่เราสามารถฝึกตามได้จริงๆ ชอบสุดคือเรื่องขัดใจ ไม่เคย เคยทดลองใช้ แล้วมัน ดีนะคะ แต่มันยากมาก ขัดใจจะไม่กินชาเย็นได้ 2 วัน 555 ทรมานมากค่ะ แต่ก็ลองทำดู ขัดใจที่จะไม่ช่วยงานลูกน้องทั้งหมด ปล่อยให้เค้าทำเองบ้างแล้วนำมาเสนอ อะไรพวกนี้ มันเปนเรื่องเล็กๆที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ เล็กๆน้อย แต่ละบทเรียน แล้วก็ พวกความคิด ที่เราแต่งเติมไปเอง มันก็จริงตามที่ อจ.พยายามบอก เรา คือคนที่แต่งเติมอันนั้น ไปเองว่าเราเปนแบบนั้นแบบนี้ แต่เราก็แต่งเติมใหม่ได้นี่นา แล้วก็ ที่ให้ ขยำๆ สิ่งที่ไม่ชอบในหัวแล้วโยนทิ้งไป มันดีมาก ทุกวันนี้เอาไปสอนน้องที่ออฟฟิสด้วยค่ะ”
“น่าจะเป็นคลาสที่ได้ พาตัวเอง คุยกับตัวเองเยอะที่สุดเลยค่ะ เวลา อจ.ให้นั่ง คิด เพ่งไปที่จุดตามๆ ต่างเสียงอจ.ไปก็รู้สึกว่าชีวิต แบบ เออ เรามีช่วงเวลาที่เราไม่ต้องโฟกัสงาน โฟกัสยอด แค่อยุ่กับลมหายใจ ปัจจุบัน ไฟลไป ตามเสียงนำสมาธิไป ตามภาพไป รู้สึก ตามมือ ตามเท้า มันเป็นช่วงที่ สมองบอกว่า ดีมาก 555 ปกติสมองนี่คงเหนื่อยมากเพราะคิดทีละหลายๆเรื่องค่ะ..เอ็นดูสมองอยู่ค่ะ พอมาเข้าคลาสเรียนก็เหมือนพาสมอง เข้า GYMทางจิต ต้องค่อยๆฟัง ค่อยๆตามเสียง คิด และรู้สึก กับ สิ่งที่ฝึกอยู่ตรงหน้า ซึ่งปกติชีวิตคือหลายสิ่งมา ใน 1 นาทีต้องตัดสินใจหลายเรื่องหลายสิ่งมากๆ แต่พอมาฝึก เหมือน ยืดกล้ามเนื้อในสมองใหม่ ให้มัน ผ่อนคลายสบาย ผ่อนคลายขึ้น”
“เข้าใจว่าเราสามารถพัฒนาใจเราให้ไม่ตกก้นเหวได้ด้วยตัวเองผ่านการโปรแกรมจิต และคุยกับตัวเองได้ สุดท้ายแล้วก็เพราะเราไปยึดความมีตัวตนทั้งทั้งที่มันไม่มีก็เลยเกิดทุกข์”
“หลังจากได้ใช้เวลาทบทวน เรียน และฝึกใหม่ทั้งหมด เป็นรอบที่ 2 พบว่า มีความรู้สึกมั่นใจว่าชีวิตสามารถก้าวหน้า และมีความสุขขึ้นได้ด้วยการฝึกโปรแกรมจิตที่เรียนมาทั้งหมดซ้ำๆ รวมถึงในคู่มือที่ได้มาที่ยังมีทรัพยากรช่วยในการฝึกมีสิ่งที่น่าสนใจที่สามารถนำไปฝึกได้อีกมากมาย ฉันสามารถเป็นนายของความคิด และจิตใจ รวมถึงฉันสามารถเลือกอารมณ์ และเลือกการตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามาในชีวิตได้แน่นอน ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมศึกษาร่วมกัน และขอขอบคุณครูโอเล่ที่ให้โอกาส ให้ความรู้ และขัดเกลาศิษย์อย่างเต็มที่”
“หลักจากทบทวนการเรียนใหม่ทั้งหมดสามารถสรุปสิ่งที่ได้จากหลักสูตรนี้ในจุดที่สำคัญได้ดังนี้
a. คืนที่ 1 : ได้ฝึกการหายใจให้เกิดความสงบ, เข้าใจการจูงใจ (Suggestion) ว่าหมายถึงการโน้มน้าวจิตไปในทิศทางหนึ่งหรือสร้างใหม่ คล้ายการเบี่ยงเบนขบวนรถไฟให้เคลื่อนไปในทิศที่ต้องการ ,เข้าใจการปักใจ (Concentration) คือการมีฐานของสติ โดยอาจวางไว้ที่ลมหายใจ หรือร่างกาย และได้ประโยคสำคัญคือ “ฉันเลือกอารมณ์ความรู้สึกให้กับตนเองได้”
b. คืนที่ 2 : ได้ทดลองฝึก Visual Note (วาดมั่วๆ พอเป็นตัว ใช้หัวใจ ใส่อักษร) แล้ววาดเป็นภาพใหม่เพื่อฝึกจูงใจด้วยภาพที่สร้างใหม่ ตะล่อม เติมเต็ม ใช้ปัญญากับภาพใหม่นั้น, ได้ทดลองฝึกปรับคลื่นสมองทั้ง 4 ระดับเพื่อสร้างสภาวะที่เหมาะสม
c. คืนที่ 3 : ได้ฝึกกำมือ แบมือ เพื่อจดจำสภาวะ ฝึกการปักใจ รับรู้ความรู้สึกผ่านการสัมผัสร่างกาย, ได้เรียนรู้การขัดใจ (Interruption) คือการไม่พูด คิด ท า ตามความเคยชิน และได้ลองเอาไปฝึกจัดการความเครียด และอารมณ์ลบ
d. คืนที่ 4 : ได้ฝึกการสับไก (Trigger) เพื่อจูงใจซ้ำๆอย่างเป็นระบบ ให้เกิดการปลูกฝังการโปรแกรมจิตให้
เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ มีเงื่อนไข+เหตุปัจจัย (Auto-suggestion) สามารถก าหนดกาย วาจา ใจ ให้
สอดคล้องกับความต้องการ “ฉันเลือกอารมณ์ให้กับตนเองได้”
e. คืนที่ 5 : ได้ฝึกสมาธิแบบ Autogenic (หนักและอุ่น) เพื่อรับรู้ความจริง เห็นความเข็มแข็ง ทุกขัง-ของหนักปักใจ และดิ่งลึก, ได้เรียนรู้ว่าการโปรแกรมจิต คือการอบรมจิตใหม่ เป็นการชี้ไปยังสภาวะใหม่ เช่น ลดความกังวล>>ชี้ไปยังความวางใจ, ลดความโกรธ>> ชี้ไปยังความสงบ, ได้เรียนรู้กลไกการสร้างปมในใจ, การสร้างนิยามที่ทรงพลัง>สร้างปุ่มโปรแกรมจิต>ทำซ้ำ>ทดลองใช้
f. คืนที่ 6 : ได้เรียนรู้นิวรณ์ 5 ที่บั่นทอนศักยภาพของจิต ซึ่งอาจพบในขณะเข้าสมาธิ
g. คืนที่ 7 : ได้เรียนรู้กลไกการสร้าง และการดึงข้อมูลในจิตใต้ส านึก โดยเด็กน้อยที่สร้างกลไกป้องกันตนเองและจิตผู้สังเกต ซึ่งเราสามารถสร้างใหม่ได้ หรือเรียนรู้ที่จะเปลี่ยน Focus ได้
h. คืนที่ 8 : ได้เรียนรู้การเป็นนายของความคิด “แทนที่จะเป็นความคิด ให้ใช้ความคิด” การสร้างผีขึ้นมาเพื่อปกป้องความกลัว และความความกลัว ความกังวลใจต่างๆแท้จริงเป็นความว่าง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
i. คืนที่ 9 : ฝึกการกวนใจ (Amplify) หรือการปรุงแต่ง แต่งเติม ลด ขยาย เช่นการวาดภาพ แต่งกวี งานศิลปะ การเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นต้น ได้ฝึกกวนใจกับสิ่งที่กวนใจ, เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้สร้างจิตใหม่, ได้ข้อความ “ไม่มีอะไรต้องกลัวเกินไป สิ่งที่กลัวล้วนว่างเปล่า กายจิตที่กลัวก็ว่างเปล่า แม้แต่อารมณ์กลัวก็ว่างเปล่า” จิตเกิดความว่างด้วยการปรุงแต่งเพื่อกลับไปหาความว่างอีกครั้ง
j. คืนที่ 10 : ได้สรุปภาพรวมผลของเครื่องมือทั้ง 5 ตัวคือ จูงใจ (Suggestion)>>จิตคล้อยตาม, ปักใจ (Concentration)>>จิตตั้งมั่น, กวนใจ(Amplify)>>จิตปรุงแต่งเพื่อขยายให้ชัด, ขัดใจ(Interruption)>>จิตหักเห และสับไก (Trigger)>>จิตคุ้นชิน , ได้ทดลองฝึกปล่อยวาง “เป็นเพียง” ความว่าง การเล่นล้อกับสัญญา การจ าได้หมายรู้ เพื่อน ากลับไปสู่ความว่าง, จัดการกับสิ่งที่ไม่ดี เช่น ฉันไม่เก่งเรื่อง,ฉันด้อยเรื่อง,ฉันเคยผิดหวังกับตังเองที่……
k. คืนที่ 11 : ได้เรียนรู้การสมมุติของจิต โดยเฉพาะเมื่อมีอวิชชา สมมุติว่าคงที่ (อนิจจัง), สมมุติว่าสุขจริง (ทุกข์) ,สมมุติว่ามีตัวมีตน (อนัตตา), ได้เรียนรู้ระดับของสมมุติ การละตัวตนโดยการพิจารณาความว่าง,ได้ฝึกวาดภาพ,เสียง,พลังงาน,ความรู้สึกที่สะท้อนตัวตน
l. คืนที่ 12 : ได้เรียนรู้แนวคิดการโปรแกรมจิตกับการฝึกสมาธิว่าใช้ควบคู่กันอย่างไร และสิ่งที่จะเรียนรู้ต่อไป”
🙏
ติดตามหลักสูตร “การโปรแกรมจิตตัวเอง” ได้ที่เว็บไซต์ของ เรามีลมหายใจ – ธุรกิจเพื่อสังคม (สถาบันธรรมวรรณศิลป์ dhammaliterary)
