
Reflection
Reconnection
“เรื่องราวสองเส้นทางสู่กิจกรรมนี้”
(2. เรื่องเล่าจากคุณหมี)
.
🌷 ทำไมถึงเปิดคอร์ส Reflection – Reconnection ?
หลังจากที่เราได้เรียนรู้เส้นทางการเติบโต ด้วยการผ่านบาดแผลแห่งความเจ็บปวดในทุกๆ ความสัมพันธ์ ไม่ว่าเรื่องบาดแผลจากคำพูดของพ่อแม่ บาดแผลจากการถูกเทในความรัก รวมถึงความไว้ใจเพื่อนร่วมงาน
ระหว่างการเรียนรู้และก้าวผ่าน สอนให้เราแปลงบาดแผลให้เป็นการเรียนรู้ และส่งต่อคุณค่า ผ่านสิ่งที่เราถนัด คือ การทำไพ่ การเขียน และการโค้ช ทุกๆ ร่องรอยของบาดแผลมีความงดงามซ่อนอยู่ให้เราได้เรียนรู้และเติบโต
เป็นจุดเริ่มต้นที่เราชวนครูโอเล่มาจัดคอร์ส เพราะเราเชื่อว่า หากคนเราก้าวผ่านเรื่องความสัมพันธ์ได้ เราจะสามารถเป็นเวอร์ชั่นใหม่ของตัวเองมาเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเติบโตกว่าเดิมได้
—
🌷 ภาษารัก กับ “ดอกไม้มีหนาม”
เราเติบโตมาในครอบครัวคนจีน ไม่ได้แสดงความรักผ่านการกอด บอกรัก พ่อแม่บอกรักผ่านการให้เงิน ส่งเสียให้เรียน มีเวลากินข้าวร่วมกัน
เรากลับรู้สึกว่าสิ่งที่เราต้องการจากพ่อแม่ คือ มีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน แต่พ่อแม่ทำงานค้าขายไม่มีวันหยุด เราอยากได้คำพูดที่ชื่นชมส่งกำลังใจเวลาทำผิดพลาดแทนคำดุด่า แต่พ่อแม่ก็บอกรักผ่านคำด่า
แต่ก่อนเราเคยแอบรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า เพราะเราไม่รวย หาเงินไม่ได้เก่งเหมือนพี่ๆ เลยทำให้พ่อแม่ห่วงเรา แล้วก็ภูมิใจในตัวเราน้อยกว่าพี่รึเปล่า?
เพราะเราเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่หาเงินได้น้อยที่สุด มีทรัพย์สมบัติภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรถ บ้าน เงินสด มูลค่าน้อยที่สุด
พอเราเริ่มทำงานภายในกับตัวเอง กลับทำให้พบความจริงอีกด้านว่า แม้ทรัพย์ภายนอกเราจะน้อยกว่าพี่น้อง แต่เพราะเราเลือกอย่างนั้น และให้เวลาในการพัฒนาการเรียนรู้ตนเองเพื่อสร้างอริยทรัพย์ภายใน
เราเป็นคนเดียวในบ้านที่สนใจวิธีการพัฒนาตนเพื่อสะสมทรัพย์ภายในมากที่สุด
มาถึงวันนี้ เรายอมรับว่าเรามีทรัพย์สมบัติน้อย แต่คุณค่าของเรา ความภูมิใจของพ่อแม่ไม่ได้น้อยลงตาม
ทุกๆ เรื่องราวที่สร้างบาดแผลในชีวิต แท้จริงแล้วเพื่ออะไรบางอย่างเสมอ
เคยมีคำพูดทิ่มแทงของพ่อที่บอกว่า
«”หมาจะเลี้ยงมึงได้หรอ?”»
เป็นคำพูดที่ทำให้เราน้ำตาตกใน เจ็บปวด แต่พ่อไม่เคยรู้ เราเล่าให้พี่สาวฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ลึกๆ รู้สึกน้อยใจพ่อ คิดว่าพ่อไม่รัก รู้สึกพ่อดูถูกเรา
ตอนนั้นแม้เจ็บปวดแต่ในใจเราต่อต้านและบอกตัวเองว่า
«”ได้สิ…เดี๋ยวจะทำให้ดู”»
เราเป็นคนผลักดันตัวเองได้ดีท่ามกลางคำพูดดูถูก (โดยที่คนอื่นอาจไม่รู้ตัว) เพราะลึกๆ เราไม่ได้ดูถูกตัวเอง
หลังจากนั้นเราพาตัวเองมาใช้ชีวิตบนดอยหลายปี มีเวลาอยู่กับตัวเอง และเริ่มมีแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาเอารูปภาพหมาที่ถ่ายไว้เป็นร้อยรูป มาคัดเลือกแล้วตัดสินใจสร้างไพ่โดยใช้รูปหมาของเรา ชื่อไพ่ Best Friend หรือไพ่กัลยาณมิตร
ตอนนั้นในใจคิดแค่ว่าอยากพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าหมาเลี้ยงเราได้ นี่ไงเราทำให้ดูแล้ว
แต่พอทำเสร็จเรารู้สึกว่า การพิสูจน์ไม่ได้สำคัญกับเราอีกต่อไปแล้ว คำพูดวันนั้นเราไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว
เราไม่รู้สึกต้องทำให้พ่อแม่ภูมิใจอีกแล้ว
สิ่งที่พ่อแม่ทำให้เรา คือ คำตอบ
แทนความรัก มากกว่าความเข้าใจคือสิ่งที่เราตอบแทนพ่อได้ แทนที่จะโต้ตอบ
เพราะพ่อแม่เราไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้รู้วิธีเรียบเรียงภาษาให้น่าฟัง แต่เต็มไปด้วยความรัก ห่วงใย โดยที่ไม่เคยมีคำออกจากปากว่ารัก
คำพูดและความห่วงของพ่อแม่ ทำให้เราได้มีแรงพลังในการเขียน “ดอกไม้มีหนาม” เรื่องเล่าความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูก เป็นหนังสือธรรมทาน ในโครงการปันความรักด้วยความสุข
นอกจากการได้ดูแลแม่ และถอดบทเรียนระหว่างทางทำให้เราได้เขียนหนังสือ “กอดใจที่เปราะบาง” เรื่องเล่าการดูแลบุพการีที่เคารพรักจนนาทีสุดท้าย เพื่อแจกเป็นธรรมทาน
และการที่เราได้ใคร่ครวญ คลี่คลายกับตัวเอง ทำให้เราได้ทำไพ่เพื่อนแท้ และเขียนคู่มือการใช้ไพ่
ไพ่เพื่อนแท้ เป็นกระจกสะท้อนให้เรากลับมาเป็นเพื่อนที่ดีให้ตัวเองและเป็นเพื่อนแท้ แม้ในวันที่เรารู้สึกว่าไม่มีใคร หรือยามยากลำบาก เราได้ใช้ไพ่เพื่อนแท้สะท้อนให้เห็นตัวเองและกลับมาเป็นมิตรกับตัวเอง
—
🌷 สื่อสารด้วยใจ คุยกันผ่านไพ่
เราเริ่มมาเรียนรู้และสนใจการอ่านไพ่เพื่อเข้าใจตนเอง จนได้มาเข้าคลาส “รู้จักตัวเองผ่านไพ่ทาโร่” ของครูโอเล่ เมื่อปี 2564 เป็นจังหวะช่วงโควิดพอดี
ซึ่งเป็นปีที่เราได้ลงเรียนคอร์สมากมายเพื่อพัฒนาตนเองด้านใน หลังจากเรียนอ่านไพ่ทำให้เราค้นพบเสน่ห์ของไพ่ และเริ่มสนใจสร้างไพ่ของตัวเอง
ประจวบกับการเชื่อมโยงคำพูดของพ่อที่บอกว่าหมาจะเลี้ยงเราได้หรอ? เราเลยเริ่มต้นสะสมความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเริ่มทำไพ่จากรูปหมาของตัวเอง
หลังจบคลาส การเรียนรู้จักตนเองผ่านไพ่ทาโรต์ เป็นจุดเริ่มต้นที่เรานำต้นทุนเดิมที่มีเกี่ยวกับศาสตร์โค้ชชิ่ง
หลังจากที่ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยมาสเตอร์โค้ชมา 4 ปี (สอนศาสตร์โค้ชชิ่งให้องค์กรรัฐและเอกชน รวมถึงงานจิตอาสา)
เราเชื่อว่าทุกคนอ่านไพ่ได้ และทุกคนสามารถโค้ชชิ่งผ่านไพ่ได้ เลยเริ่มทดลองเพื่อทดสอบความเชื่อตัวเอง
ด้วยคอร์สแรกผ่านซูม เป็นคอร์สเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ใช้ชื่อว่า Tarot Caoching เป็นครั้งแรกที่ทำคอร์สของตัวเอง
ด้วยความเชื่อมั่นว่า จะสามารถส่งต่อคุณค่าให้คนได้กลับมามีความสัมพันธ์กับตัวเอง ครอบครัว เพื่อน หรือหัวหน้าลูกน้องได้
ทั้งที่เราก็ไม่รู้ว่าจะหาคนลงทะเบียนจากไหน แต่ในที่สุดเราก็เปิดคอร์สได้สำเร็จ มีบรรดาเพื่อนและคนไม่รู้จัก ร่วมในคลาส 12 คน
คลาสนี้ช่วยยืนยันความเชื่อว่า เรื่องความสัมพันธ์นั้นสำคัญจริงๆ
ไม่ใช่แค่ความรัก แต่ทุกๆ ความสัมพันธ์ล้วนส่งผลต่อทุกๆ ด้านในชีวิต ไม่ว่าจะการงาน การเงิน สุขภาพกายและสุขภาพจิต
หลังจบคอร์ส เราได้ถอดบทเรียนว่า
«เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง รักตัวเองได้ไม่มีข้อแม้ เราจะรักคนอื่นในเงื่อนไขที่ลดลงได้อย่างไม่มีข้อแม้»
หลังจากนั้น เราเริ่มใช้ไพ่กัลยาณมิตรจัดกิจกรรมสื่อสารด้วยใจคุยกันผ่านไพ่ให้กลุ่มครู นักเรียน และผู้ปกครอง ที่เชียงใหม่ และลำพูน
ทุกคนไม่รู้จักการอ่านไพ่ ไม่รู้จักเรื่องทักษะการฟัง การตั้งคำถามแบบโค้ช แต่หลายคนสะท้อนกลับมาว่าได้ประโยชน์และคุณค่ามาก
ทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตาในคลาส คือคำยืนยันว่า ความสัมพันธ์ที่คุณภาพดีสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับครอบครัว องค์กร ครูนักเรียนได้จริง
—
🌷 ดูแลแม่ ดูแลใจตัวเอง
เราเกิดมาเป็นลูกคนเล็กเลยไม่เคยเป็นผู้ดูแลเอาใจใคร มีแต่เคยได้รับการดูแลและเอาใจ จนติดเป็นนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรต้องได้ ดูแลคนอื่นไม่เป็น
จนกระทั่งเมื่อแม่แก่ตัวลง 4-5 ปีที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสมาทำหน้าที่ดูแลแม่ เนื่องจากเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่ไม่ได้แต่งงาน
ระหว่างการดูแลแม่ที่เริ่มแก่ เราเห็นความคาดหวังตัวเองที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของแม่ที่ไม่เหมือนเดิม
แม่ที่เคยเก่ง ทำงานไว ทำกับข้าวอร่อย เริ่มทำอะไรช้าลง จำอะไรไม่ค่อยได้ ต้องการรับการดูแล เรียกร้องการดูแลใกล้ชิด
หลายครั้งที่เราเผลอตะคอกแม่ แล้วก็รู้สึกผิดทุกครั้ง เราเห็นแม่นิ่งเงียบยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า ต้นทุนเราน้อยมากในการดูแลแม่ยามแก่ชรา
เราเครียด เก็บกด ระเบิดอารมณ์เหมือนบ้า ลึกๆ เรารู้สึกโทษตัวเองที่ทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอ
เราโทษแม่ที่ไม่ยอมพยายามช่วยเหลือตัวเอง เราโทษพี่น้องที่ทำไมโยนภาระนี้มาให้เราคนเดียว
หลังจากนั้นเราได้เห็นตัวเอง ให้อภัยตัวเองและยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในการรับภารกิจนี้
ถูกต้องแล้วที่เราได้รับโอกาสนี้ เพราะเรามีต้นทุนด้านในมากที่สุดในบรรดาพี่น้อง
ระหว่างที่ได้ดูแลแม่ เราก็ได้ถอดบทเรียนระหว่างทางผ่านงานเขียนหนังสือ “กอดใจที่เปราะบาง” เรื่องเล่าการดูแลบุพการีที่เคารพรักจนนาทีสุดท้าย เพื่อแจกเป็นธรรมทาน
หลังจากได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ใคร่ครวญและคลี่คลาย จนเห็นว่าแท้จริงแล้วไม่ว่าเราจะดูแลแม่ดีหรือไม่ดี เราก็ยังเป็นลูกที่ดีของแม่อยู่
เราให้อภัยตัวเอง ให้อภัยแม่ กลับมาเป็นเพื่อนแท้ให้ตัวเอง แล้วเริ่มเกิดแรงบันดาลใจทำไพ่เพื่อนแท้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ใจและเป็นมิตรกับตัวเอง
ไพ่เพื่อนแท้ เป็นกระจกสะท้อนให้เรากลับมาเป็นเพื่อนที่ดีให้ตัวเองและเป็นเพื่อนแท้แม้ยามชีวิตยากลำบากได้เป็นอย่างดี
—
🌷 ปลดล็อกเรื่องรักก็ Success
เราได้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์เก่าๆ ที่ผ่านมา มีทั้งความสัมพันธ์ที่จบสวยงาม จบไม่สวย และจบแบบเบลอๆ ไม่ชัดเจน
สิ่งที่เรารู้สึกว่ากระทบใจเรามากที่สุดกลับเป็นความสัมพันธ์แบบหลัง ที่เราเรียกว่า โดนเท
เราเคยโดนเทในความสัมพันธ์ถึง 6 คน เป็นคำถามที่เรากลับมาถามกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น
คนที่เคยคบกัน แล้วอยู่ๆ ก็จากหันหลังให้โดยไม่มีการบอกกล่าว เหมือนถูกปิดประตูใส่หน้า เปลี่ยนกุญแจใหม่ แล้วไม่ได้บอกเหตุผลเลย
เราเจอรูปแบบนี้ซ้ำๆ หลายครั้งจนต้องกลับมาถามตัวเองว่า
«เกิดอะไรขึ้น อะไรที่ทำให้เราเจอความสัมพันธ์แบบนี้ซ้ำร่องเดิมอยู่บ่อยๆ ?»
คิดว่าไม่ใช่ความบังเอิญ แต่อาจมีอะไรบางอย่างในใจเราที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายเป็นแน่
โพรไฟล์พอได้ หน้าตาพอไหว แต่ทำไมถูกเขาเท?
เป็นอัตตาที่เรารู้สึกว่าตัวเองเย่อหยิ่ง ทะนงตน และคิดว่าไม่มีใครจะปิดประตูใส่หน้าเราได้ เพื่อกลบความรู้สึกไม่มั่นคงภายใน
เราอยู่กับความรู้สึกสงสัยตัวเองว่า หรือว่าเราไม่ดีพอ มาหลายปี
คำถามที่ทิ่มแทงใจตัวเองว่า ฉันไม่ดีตรงไหน เหมือนยาแดงที่คอยราดแผลเก่าที่เหมือนแผลสดใหม่ ทำไมไม่หายสักที
เราพบว่าจริงๆ เราไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ให้กลับมาเหมือนเดิม เราแค่ไม่ต้องการรู้สึกถูกปฏิเสธ
เพราะการถูกปฏิเสธ มันหมายถึง คุณค่าและความสำคัญของเราหายไป
ลึกๆ เราต้องการการยอมรับ โดยที่เราไม่รู้ตัว
แต่พอตอนนี้เรากลับมายอมรับความเป็นตัวเราได้ ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองได้ เป็นเพื่อนแท้ที่น่ารักให้ตัวเอง
เรากลับรู้สึกมีความสุขในพื้นที่ที่เราเลือกเป็นตัวเรา และมีพื้นที่ว่างใหม่ๆ เพื่อรองรับคนที่พอดีกันเข้ามาอย่างไม่ได้รู้สึกใจขาดแคลน หรือรอการเติมเต็มจากใคร
พอกลับมาทบทวนเรื่องราวความรัก ทำให้เห็นว่า ทุกๆ การเดินทางของความรักมักมีทางแยกให้เลือกอีกครั้ง
ทั้งเราและเขาต่างมีสิทธิ์เลือก
การที่เรายิ่งวิ่งตาม ความรักก็ยิ่งวิ่งหนีเราให้ห่างไกลกว่าเดิมหลายเท่า เหมือนคนที่ไม่มั่นคงภายในสองคนมาเจอกัน แม่เหล็กที่ขั้วเหมือนกันมันก็ยิ่งหนีไม่ใช่ยิ่งดูดเข้าหากัน
เราต่างมีสิทธิเลือกในความรัก การแยกทางไม่ใช่แปลว่า ไม่ดีพอ แต่มีอะไรบางอย่างที่ไม่พอดีกันในเวลานี้เท่านั้นเอง
ความรักไม่จำเป็นต้องครอบครองตลอดไปก็ได้ แต่ระหว่างนั้นเราได้ส่งเสริมกันและกัน และมีความรักที่สวยงามแล้ว
หลายครั้งในการเดินทางของความรักที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้ว่า เมื่อเราคลี่คลายปมความรักในใจได้ เราจะมีพื้นที่ว่างที่เปิดรับความสำเร็จเข้ามาเอง
ทั้งเรื่องงาน เรื่องความรักครั้งใหม่ และเรื่องดีๆ ก็เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
.
“Reflection-Reconnection” : มองเธอ มองฉัน.. ในกันและกัน
วันที่ 8 – 9 สิงหาคม 2569
เวลา 10.00 น. ถึง 17.00 น.
บ้านสุจริตรณการ ซอยราชวิถี 2
จัดโดย คุณหมี ศจิภา
โครงการ สื่อสารด้วยใจคุยกันผ่านการ์ด, ปันความรักด้วยความสุข
ผู้จัดทำไพ่และคู่มือเพื่อการเยียวยาใจ Best Friend และ True Friend
นักเขียน โค้ช และผู้จัดรายการวิทยุ เจ้าของผลงานหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ: กอดใจที่เปราะบาง, เพราะเศร้าเราจึงสุข,โลกใหม่ใบเดิม ฯลฯ
และ ครูโอเล่ อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม
เรามีลมหายใจ – ธุรกิจเพื่อสังคม
สถาบันธรรมวรรณศิลป์

