ลอง..เขียนเปลี่ยนชีวิต
บันทึกเพื่อดูแลตัวเองง่ายๆ
เรียนรู้การเขียนเพื่อดูแลจิตใจและผ่อนคลายจากความทุกข์ ด้วยแบบฝึกหัดเขียนบันทึก 21 หัวข้อ ผ่านวิดีโอสีสันสวยงาม ครอบคลุมทั้งการบ่มเพาะความสุข ดูแลความทุกข์ และใคร่ครวญชีวิต

ปล่อยให้นำพาเราไป
เขียนเพื่อกลับมาดูแลตัวเอง
คอร์สออนไลน์นี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2561 จากโครงการปัญญ์ สเปซ ริเริ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทั่วไป สามารถเข้าถึงความรู้ แบบฝึกหัด และความช่วยเหลือ เพื่อดูแลจิตใจตนเองกับชีวิตผ่านเครื่องมือพื้นฐานง่ายๆ แต่สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต
โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เขียนคลายทุกข์” และหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต สถาบันธรรมวรรณศิลป์ เป็นหนึ่งในโครงการเพื่อการกุศล นำโดยครูโอเล่ และลูกศิษย์ที่มีจิตอาสา
สำหรับคนที่สนใจอยากรู้ว่าจะเขียนเพื่อดูแลจิตใจและผ่อนคลายจากความทุกข์ต่างๆ อย่างไร โดยมีแบบฝึกหัดให้ลองเขียนบันทึกตาม มากถึง 21 หัวข้อ ! ผ่านวิดีโอสีสันสวยงาม มีโจทย์ครอบคลุมทั้งการเขียนเพื่อบ่มเพาะความสุข ดูแลความทุกข์ และใคร่ครวญชีวิต ให้ผู้เขียนได้มอบสิ่งที่ดีให้แก่ตนเอง
๓ ขั้น เริ่มเขียนได้วันนี้
ไม่ต้องเขียนเก่ง ไม่ต้องลายมือสวย ขอเพียงเวลาอยู่กับหน้ากระดาษ
๗ เหตุผล ๗ เคล็ดลับ และแนวทางเลือกแบบฝึกหัดที่ตรงกับใจ
→ ขั้นที่ ๒ · ลงมือเขียนแบบฝึกหัด 21 หัวข้อวิดีโอพาเขียนทีละหัวข้อ เขียนในสมุดของตัวเอง หรือในสมุดบันทึกบนหน้านี้
→ ขั้นที่ ๓ · อ่านเพิ่มเติมบทความอ่านประกอบ ๖ บทเข้าใจเบื้องหลังการเขียนเพื่อดูแลใจ อ่านทีละบท เมื่อเขียนติดหรืออยากลงลึก
หายใจ ๓ ครั้ง พาใจมาอยู่กับตัวก่อน
วางสมุดกับปากกาไว้ใกล้ตัว นั่งสบายๆ แล้วหายใจช้าๆ ไปพร้อมกับวงกลม
ปรับพื้นฐานความเข้าใจ
กดเปิดอ่านทีละหัวข้อ อ่านจบแล้วกด “อ่านจบแล้ว” ระบบจะจำไว้ในเครื่องนี้
๑พื้นฐาน ๑ / ๓7 เหตุผลที่ต้องลองเขียนเปลี่ยนชีวิตทำไมการเขียนจึงเป็นเครื่องมือดูแลใจที่ใกล้ตัวที่สุด✓
- ๑การเขียนคือคำตอบที่ทรงพลัง
ถ้าต้องการเครื่องมือเพื่อดูแลจิตใจ การเขียนคือคำตอบที่ทรงพลัง ด้วยมีผลวิจัยและการศึกษามาแล้วมากมาย ในการพัฒนาชีวิตหลากหลายด้าน มิเพียงแค่สุขภาพจิต แต่ยังเป็นทั้งสุขภาพกาย ความคิด การทำงาน ความสัมพันธ์ และอื่นๆ
- ๒การเขียนคือคำตอบที่ใกล้ตัว
ถ้ารู้สึกว่าคอร์สพัฒนาชีวิตต่างๆ มีราคาแพงเกินกว่าจะเอื้อมถึง การเขียนคือคำตอบที่ใกล้ตัว เพราะการเขียนไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายมากมาย เพียงแค่ขอเวลาอยู่กับหน้ากระดาษและปากกา (กับสีเทียน ถ้าสนใจดูแลใจให้มีมิติขึ้น) เราก็สามารถพัฒนาชีวิตตนเองได้ด้วยตนเอง
- ๓การเขียนคือคำตอบที่อบอุ่น
ถ้าต้องการเพื่อน ครู หรือหมอเคียงข้าง การเขียนคือคำตอบอันอบอุ่น เพราะอุปกรณ์ที่ต้องใช้ต่างเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง และพกติดตัวไปได้แทบทุกที่บนโลก (รวมถึงจักรวาล ถ้ามีชุดและยานบิน) เราสามารถพูดคุยกับบันทึกดั่งเพื่อนได้ทุกเวลาที่ต้องการ พวกเขาพร้อมเคียงข้างเราเสมอ
- ๔การเขียนคือคำตอบที่ไม่คาดคิด
ถ้าไม่ชอบการเขียน รู้สึกว่ายาก ทำได้ไม่ดี และลายมือไม่สวย การเขียนคือคำตอบที่ไม่คาดคิด เพราะการเขียนในหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต นี้แตกต่างจากการเขียนโดยทั่วไป ไม่เน้นความสวยงาม ไม่เน้นเค้าโครง ไม่เน้นความถูกต้อง ไม่เน้นลายมือ วางกฎการเขียนแบบเดิมๆ ได้เลย เพราะที่นี่คือการให้พื้นที่อิสระบนหน้ากระดาษ เพียงแค่มีหัวข้อและขั้นตอนเพื่อเชิญชวนสิ่งที่ซ่อนลึกในหัวใจออกมามีชีวิตชีวา หรือถ้าชอบการเขียนอยู่แล้ว ย่อมมีแรงจูงใจผลักดันให้ลองนำสิ่งที่ชอบนี้มาเป็นพลังให้แก่ชีวิต ในมิติใหม่
- ๕การเขียนคือคำตอบที่เรียบง่ายและได้ผล
ถ้ารู้สึกว่ามีบางเรื่องรบกวนใจ มีความทุกข์รอระบาย มีเรื่องไม่เข้าใจตนเอง มีปัญหาที่แสนลำบาก และสิ่งใดๆ ที่ต้องการดูแล การเขียนคือคำตอบที่เรียบง่ายและได้ผล ด้วยเพียงกระดาษและปากกา บวกความเข้าใจอีกเล็กน้อย เราสามารถใช้เครื่องมือนี้สร้างแรงบันดาลใจ ความเข้าใจ และการกลับมาดูแลตัวเองได้ ไม่ลองไม่รู้
- ๖การเขียนคือคำตอบที่ของหัวใจ
ถ้าอยากรู้ว่าการเขียนช่วยเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้อย่างไร การเขียนคือคำตอบของหัวใจ ที่ผ่านมาเรามักคุ้นเคยกับการอ่านเพื่อรับสาส์นที่มีคุณค่าจากผู้อื่น หรือเขียนเพื่อบอกต่อสิ่งที่ดีแก่ผู้อ่าน แต่การเขียนลักษณะแบบนี้แตกต่างออกไป เรามีชีวิตและหัวใจดีขึ้นได้จากการเขียนเพื่อตัวเอง โดยที่คนอื่นไม่จำเป็นต้องได้อ่านหรืออ่านออก กระบวนการของความคิดและจิตใจขณะเขียนสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ตัวเราด้วยตนเอง พร้อมกับนำสิ่งที่ดีที่มีอยู่แล้วในหัวใจเราออกมา
- ๗การเขียนคือคำตอบที่ไกด์และผู้ร่วมทาง
ถ้าเชื่อว่าชีวิตมีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่ มีสิ่งที่มีค่าและซ่อนเร้นหลบลึกในหัวใจ การเขียนคือไกด์และผู้ร่วมทาง จับมือเขาและก้าวไปด้วยกัน…
๒พื้นฐาน ๒ / ๓7 เคล็ดลับ ในการเขียนคลายทุกข์จำไว้ก่อนจับปากกา แล้วกลับมาอ่านทวนเมื่อเขียนติด✓
ดั่งกระแสน้ำ เปิดอิสระแก่หัวใจ
ก้นบึ้งหัวใจ ไม่วางแผนล่วงหน้า ไม่เซ็นเซอร์ และไม่กังวลความผิดถูก
ข้ามความกลัวและกรอบความคิด ฟังทุกเสียงในหัวใจแม้จะดูไม่ดี เขียนต่อแม้ไม่รู้จะเขียนอะไร เพื่อให้จิตและสมองเกิดการเชื่อมโยงความนึกคิดใหม่
ขยันเขียนสม่ำเสมอ ให้พื้นที่กลับมาดูแลและรับฟังหัวใจตนเองอย่างเต็มที่
พินิจสะท้อนตัวตน ทบทวนความรู้สึก ข้อคิดและข้อสังเกต จากบันทึกตนเองทุกครั้ง เพื่อให้กระดาษเป็นดั่งกระจกสะท้อนตัว
ต่อสู้กับอุปสรรคข้างใน ไม่ยอมให้จิตใจตกอยู่ในความเศร้าและความเฉื่อยเนือย ลงมือทำและให้เวลาตนเอง เขียนเพื่อกลับมาสื่อสารและดูแลตนเอง ไม่ใช่เพื่อสื่อสารบอกคนอื่น
ใช้เวลาในการบันทึกอย่างน้อย ๗ นาที หากเป็นการเขียนเพื่อเยียวยามักต้องใช้เวลา ๒๐ นาที เมื่อเขียนให้อยู่กับปัจจุบันไม่อ่านย้อนหลังหรือคิดล่วงหน้า ใช้เวลาอย่างเต็มที่จนหมดที่ตั้งใจ เขียนเพื่อกลับมาดูแลสิ่งที่เรามีอยู่ และอ่านทบทวนหลังบันทึกเสร็จ
๓พื้นฐาน ๓ / ๓แนวทางการเลือกแบบฝึกหัดแบบฝึกหัด 21 หัวข้อ เลือกเส้นทางที่ตรงกับใจได้ ๔ แบบ✓
สำหรับการเลือกแบบฝึกหัดในชุดนี้ ซึ่งมีจำนวน 21 หัวข้อ สามารถเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ดังต่อไปนี้ตามความสนใจและจุดมุ่งหมายในการฝึกเขียน
หากต้องการเขียนเพื่อดูแลความรู้สึกและเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นหลัก ให้เลือกหัวข้อตามความสนใจและสอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการดูแล หากยังมีความรู้สึกค้างคาใจหรือสิ่งที่ต้องการดูแลต่อ ให้เลือกหัวข้อถัดมาจากลำดับที่เลือก หรือพิจารณาจากเป้าหมายของหัวข้อนั้นว่าสอดคล้องตามที่ต้องการดูแลต่อหรือไม่
หากต้องการเขียนเพื่อรักตัวเอง ฝึกวินัย และดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ให้เขียนบันทึกจนครบ 21 หัวข้อที่กำหนด ตามลำดับ โดยกำหนดล่วงหน้าเป็นสัญญากับตนว่าจะเขียนวันละหัวข้อ สองวันครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง ให้ชัดเจน
หากต้องการเขียนเพื่อฝึกทักษะการเขียนชิ้นงาน เช่น บทความ เรื่องสั้น เป็นต้น สามารถสุ่มเลือกหัวข้อโดยไม่ลำดับ ไม่เลือกจากหัวข้อที่อยากเขียน และไม่อ่านขั้นตอนล่วงหน้า โดยเขียนหัวข้อหนึ่งๆ เสร็จแล้ว ให้ใช้เวลาในการขัดเกลา แก้ไข เรียบเรียงใหม่ ตรวจคำผิด เพื่อต่อยอดจากบันทึกให้กลายเป็นชิ้นงานเผยแพร่แก่คนอื่นได้ จากนั้นเขียนหัวข้อเดิมซ้ำ โดยลองมองมุมต่างไปจากเดิม เขียนจากมุมมองของคนอื่น หรือเขียนถึงเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อฝึกฝนวิธีคิดและนอกกรอบ จากนั้นจึงสุ่มเลือกหัวข้อใหม่
หากต้องการเขียนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหา ให้เลือกบันทึกหัวข้อที่สนใจ หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนตนเอง หลังจากเขียนหัวข้อหนึ่งเสร็จแล้วให้เลือกคำสำคัญจำนวน ๑ ถึง ๕ ถ้อยคำ/วลี แล้วนำคำเหล่านี้มาเขียนในบันทึกหัวข้อต่อไป โดยจะไม่มีหัวข้อ หรือเลือกหัวข้อจากแบบฝึกหัดก็ได้ แล้วทำแบบนี้ต่อไปจนครบอย่างน้อย ๓ หัวข้อ
- หลังบันทึกเสร็จแต่ละหัวข้อควรให้เวลาตนเองได้ทบทวนหัวใจ มุมมองความคิด ข้อสังเกตต่อตนเอง และชื่นชมสิ่งที่เราได้เขียน
- ทุกบันทึกสามารถย้อนกลับมาอ่านทบทวน และเขียนใหม่ ได้เสมอ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและจิตใจ อาจเห็นสิ่งที่หลงลืมหรือได้รับข้อความจากบันทึกตนเองเป็นข้อเตือนใจในวันหน้า
ลอง..เขียนเปลี่ยนชีวิต
21 หัวข้อ
หน้ากิจกรรมมีวิดีโอพาเขียนบันทึกทีละหัวข้อ เลือกตามแนวทางที่ตรงกับใจ แล้วเขียนในสมุดของตัวเอง
KhianpianchiwitIsGood111ลองเขียนตรงนี้ก็ได้
ตั้งเวลา กดเริ่มเขียน แล้วเขียนไม่หยุดจนหมดเวลา ข้อความเก็บไว้ในเครื่องของคุณเท่านั้น ไม่ส่งไปที่ใด
อ่านทีละบท ใคร่ครวญทีละนิด
บทความจากครูโอเล่ ว่าด้วยเบื้องหลังการเขียนเพื่อดูแลใจ
บทความ ๑ · อ่านราว ๘ นาทีกลับมาสื่อสารกับตัวเองการระบายไม่ใช่ปลายทาง แต่คือการหันหน้ากลับมาฟังและคุยกับตัวเราเอง✓
เรามีเทคโนโลยีในการสื่อสารไร้พรมแดนกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปเราอาจคุยกับมนุษย์ต่างดาวที่ไกลออกไปยังอีกภพ หรือเพื่อนมนุษย์ที่หนีโลกร้อนไปตั้งรกรากในแดนใหม่ แต่เทคโนโลยีไม่ได้ตอบเราว่าจะกลับมาสื่อสารกับตนเองอย่างลึกซึ้งได้อย่างไร
บางคนมีเพื่อนเฟสบุ๊คหลักพัน แต่หาได้ยากนักสักคนที่จะฟังเราอย่างเข้าใจและเป็นกระจกพาเรากลับมารับฟังตนเอง เราอาจมีพื้นที่ให้บ่นระบายความในใจแก่คนหลักพันหลักหมื่นที่เป็นเพื่อนเราและเพื่อนของเพื่อนเราในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค แต่พื้นที่เพื่อได้กลับมาฟังใจตนอย่างเข้าใจจริงกลับคับแคบ เราหวังว่าการระบายอารมณ์จะช่วยโยนบางสิ่งออกไป แล้วเราจะเป็นอิสระมากขึ้น แต่สิ่งนั้นกลับยังอยู่ในตัวเราและครอบงำหัวใจอยู่เช่นเดิม
เพราะอะไรหรือ ? เพราะว่าการระบายนั้นไม่ได้ตอบโจทย์การดูแลจิตใจตนเองอย่างแท้จริง เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
จุดประสงค์สำคัญข้อหนึ่งของการภาวนาและการเยียวยา คือการกลับมาสื่อสารกับตนเอง เราใช้ชีวิตแต่ละวันพูดคุยกับคนต่างๆมากมาย ชีวิตต้องตอบรับกับงาน กับการเดินทาง กับการดูแลคนอื่น กับสิ่งต่างๆมากมายในหน้าที่ชีวิตซึ่งเบียดบังพื้นที่การสื่อสารกับตนเอง การใช้ชีวิตเราบางทีเพียงทำไปตามหน้าที่และกรอบเกณฑ์ต่างๆ แต่ความต้องการพื้นฐานภายในเราไม่เคยได้รับการดูแล ใจเรามีรูรั่ว แม้เติมสุขเท่าไรก็ไม่เต็ม ยิ่งไล่ตามยิ่งพาตัวเราหนีจากตนเอง
แม้เราจะประสบความสำเร็จในสายตาคนอื่น มีการงานมั่นคง มีครอบครัว มีคนรัก มีโทรศัพท์ราคาหลักหมื่น มีความดีความชอบ หรือมีความคิดที่เก่งกาจ แต่ใจเราก็อาจยังรู้สึกขาดแคลน เหงาลึกๆข้างใน ไม่มั่นใจในคุณค่าตนเอง ไม่อาจยอมรับหรือเผชิญบางด้านของตนเองได้ ความสัมพันธ์อาจมีปัญหา เราอาจทำงานด้วยความเหนื่อยเนือย เราไม่เคยได้กลับมาฟังตัวเราเองอย่างเข้าใจ
ขณะที่เรียกหาความเข้าใจที่ไร้เงื่อนไขจากความสัมพันธ์และใครคนหนึ่ง เรากลับลืมหน้าที่สำคัญที่สุดที่เราจะมอบให้กับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดตัวเรามากที่สุด คือ ความสัมพันธ์กับตัวเราเอง และการรักตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข
หลายคนในสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน เราต้องการให้ใครสักคนนวดเรา พาใจเราให้ผ่อนคลาย หรือใครสักคนที่จะฟังเราอย่างเข้าใจ แต่เราไม่เคยลงมือทำเพื่อทำให้เกิดขึ้น รอเวลาและปล่อยให้ชีวิตเดินจากไป เราอาจโกรธคนใกล้ตัวเรา ระเบิดอารมณ์หรือเก็บกดจนเป็นแผล แต่เราไม่คิดเปลี่ยนแปลง ดูแลความต้องการที่แอบอยู่ในใจของเรา
เราอยากเปลี่ยนชีวิต อยากเจอครูหรือวิทยากรสมบูรณ์แบบ ผู้มีพลังวิเศษที่จะเปลี่ยนเราไปตลอดกาล เราอยากหนีไปจากตัวเอง จากบางตนในตัวเราที่เราไม่พอใจ จากตัวเราที่รู้สึกขาดแคลน อาจเจอการอบรมที่แสนอบอุ่น แต่กลับมาเราเปลี่ยวเปล่า บางครั้งเห็นความมั่นใจในตัวเราเอง แต่บางเหตุการณ์หรือบางถ้อยคำก็สั่นสะเทือนเราอย่างที่ไม่คาดฝัน ชีวิตกำลังเฝ้าเตือน ความต้องการลึกๆข้างในที่ไม่ดูแลทำให้เรามีท่าทีผิดพลาด ตัวตนในตัวเราที่เราหลบหนีมา กำลังหลอกผ่านคนที่เราชัง หรือคนที่เราเทิดทูน พวกเขาเป็นดั่งกระจก เรากำลังมองพวกเขาด้วยความคาดหวังหรือความกลัวในตัวเราเอง
ขั้นตอนแรกของการเขียนบำบัดหรือการเขียนเปลี่ยนชีวิต คือการหยุดและสงบลง เช่นเดียวกับขั้นตอนแรกของการภาวนาดั่งที่ท่านหลวงปู่ติช นัท ฮันกล่าวไว้ บางครั้งเราก็ต้องระบายอารมณ์ก่อนเพื่อหยุดและสงบลง แต่บางครั้งเราก็ต้องหยุดตัวเองให้ได้ไม่รออารมณ์ชี้นำ เพื่อกระทำในขั้นตอนสำคัญของการเขียนบำบัด ซึ่งมิใช่การระบายอย่างที่คนทั่วไปในสังคมเข้าใจ แต่เป็นการหันหน้ากลับมาสื่อสารกับตนเอง มาฟังและคุยกับบางด้านในตัวเราที่อาจละเลยไป กลับมาดูแลตัวเราที่เปราะบางและต้องการให้ใครสักคนโอบอุ้มความต้องการพื้นฐานที่เราทุกคนโหยหา กลับมาสื่อสารกับตนเองอย่างไว้วางใจ ชนิดที่เราหวังจากใครคนหนึ่งบนโลก
ถ้าเราได้เคยฟังใครสักคนอย่างเปิดรับ เราจะรู้ดีว่าทุกคนมีความสามารถในการเยียวยาและปัญญาญาณ เพียงเรากลับมาหาตนและสื่อสารกับตนอย่างลึกซึ้ง การเยียวยาจึงจะเกิดขึ้น ทางออกของเรื่องใดๆ เราย่อมเห็นได้ไม่ยากเย็น
เรากำลังเรียนรู้ร่วมกัน และเยียวยาร่วมกันในขณะนี้ ความต้องการพื้นฐานจะไม่ผูกติดกับใครและวิธีการใด เป็นสิ่งที่เรามีร่วมกัน บาดแผลเองก็เช่นกัน เราทุกคนต่างเป็นเจ้าของและหมอคนนั้น
บทความ ๒ · อ่านราว ๗ นาทีการเปิดนำบันทึก“อุ่นเครื่อง” ก่อนเขียน และไว้วางใจให้กระบวนการพาเราไป✓
การเปิดนำบันทึก หรือขั้นตอน “Intro” เป็นเสมือนประตูและทางเข้าสู่เนื้อหาที่ลึกลงหรือเข้าประเด็นมากขึ้น หรือเป็นกระบวนการเริ่มต้นก่อนการเขียน ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญและเกิดขึ้นโดยธรรมชาติด้วย อาจเรียกเล่นๆ ว่า “การอุ่นเครื่อง” ก็ได้
ในที่นี้การเปิดนำบันทึกมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน แบบหนึ่งคือโดยกระบวนการในแต่ละกิจกรรมบันทึก ซึ่งจะมีขั้นตอนอาทิ ให้ระลึกอาการทางกายบ้าง ให้วาดระบายหรือเคลื่อนไหวทางกายบ้าง การจินตนาการในใจ หรือการเขียนบางประเด็นง่ายๆ เป็นการปูทาง
แบบหนึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หากเราต้องการแล่นรถฉลุย เราต้องติดเครื่องและอาจต้องอุ่นเครื่องสักครู่หนึ่งก่อน เมื่อเราเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจรู้สึกฝืนหรือลำบาก แต่เมื่อทำงานนั้นอีกสักระยะหนึ่ง เราก็จะเริ่ม “เครื่องติด” ลื่นไหลและแรงต้านน้อยลง
สำหรับการเขียนแล้ว แรกเริ่มอาจรู้สึกฝืนหรือติดขัด หรือบ้างนึกไม่ออกเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่หากเราปล่อยให้การเขียนพาไป แม้สิ่งที่เขียนอาจจะยังไม่เข้าเป้าหมายหรือออกมาเป็น “ไม่แน่ใจ ไม่รู้จะเขียนอะไร” แต่อีกสักพักหนึ่งกระบวนการเขียนจะพาลงไปสู่เนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ รายละเอียดที่เลือนรางในตอนแรกจะค่อยๆ แต่งเติมละเอียดชัดขึ้น
“ไว้วางใจตัวเองและกระบวนการ ปล่อยให้นำพาเราไป”
แม้แต่ความอึดอัดใจ ความติดขัด และอาการนึกไม่ออกในตอนต้นของการเขียนก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเขียน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น หากเขียนแต่หัวข้อที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ แล้ว เราก็อาจไม่ได้ลงลึกอะไรในตัวเองหรือไม่ได้ให้โอกาสตนสำรวจอีกมิติของชีวิตที่ไม่เคยเหลียวแลมาก่อน ทุกความยากในการเริ่มต้น สะท้อนว่ามีสิ่งที่รอให้ค้นพบอยู่หลังประตูนั้น
การเปิดนำอีกแบบหนึ่ง คือการเตรียมพร้อม กระบวนการแนะนำว่า เราอาจจัดเตรียมสถานที่และ/หรือบรรยากาศก่อนเริ่มเขียน แต่ไม่จำเป็นว่าเราจะต้อง “รอ” ให้มีบรรยากาศที่เหมาะสมแล้วเท่านั้น เราจะต้อง “สร้าง” ด้วยตัวเองในทุกโอกาส แม้ในสถานที่ที่วุ่นวายและมีเสียงรบกวน เราก็สามารถเขียนลงลึกกับประเด็นเนื้อหาได้ หากเรารู้จักเตรียมพร้อมตัวเองและปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว อาทิ เตรียมสมุดและอุปกรณ์การเขียนพร้อมไว้เสมอ จัดโต๊ะหรือบริเวณที่จะเขียนให้สะอาดหรือสะดวกสบายตามความเหมาะสม เปิดดนตรีบรรเลง หรือผ่อนคลายตัวเองด้วยการอาบน้ำ หรือจุดเทียนหอม เป็นต้น
กระบวนการแนะนำว่า เราอาจภาวนา ทำโยคะ เดินสงบ หรือทำสมาธิก่อนลงมือเขียนบันทึก ซึ่งจะช่วยให้เรามีใจจดจ่อและผ่อนคลายกับการลงลึกในตัวตน บางกิจกรรมบันทึกจะมีขั้นตอนแนะนำให้อยู่นิ่งๆ กับตัวเองก่อน หรือหลับตาผ่อนคลายก่อน เป็นกระบวนการเดียวกัน แต่เราหากสามารถทำด้วยตัวเองก่อนเริ่มได้ก็จะทำให้การฝึกฝนนี้ละเอียดและละมุนละไม
หรือแม้แต่สิ่งรอบข้างไม่ได้เอื้อต่อการเขียนเลย แต่หากเราสามารถทำใจให้พร้อมหรืออย่างน้อยก็สามารถบังคับตัวเองให้ลุยไปก่อน การเขียนสร้างสรรค์หรือการเขียนเยียวยาก็เกิดขึ้นได้ในภาวะที่ไม่พร้อมเช่นกัน ผมเคยสอนเด็กๆ และผู้ใหญ่ด้วยการให้ฝึกยืนเขียนบ้าง นั่งเขียนบ้าง อยู่ริมถนนหนทาง หรือท่ามกลางความจอแจ หรือภายใต้เวลาที่จำกัดมาก งานเขียนที่น่าสนใจก็ยังสามารถผลิบานได้แม้ระหว่างทางที่ไม่ราบเรียบและวุ่นวายก็ตาม
มีผู้เรียนคนหนึ่ง ต้องค้าขายของไปด้วย และฝึกการเขียนไปด้วย ผมก็แนะนำให้ลองฝึกเขียนในช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุด ต้องเขียนไปสักพักแล้วพักเมื่อมีลูกค้ามาหา ทำสลับเช่นนี้ไป ฝึกสมาธิและการหักห้ามใจ แต่ก็พร้อมเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่กลับมาเขียนต่อ
เพราะการเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตนี้คือมรรควิธีแห่งการฝึกฝนตนเองแบบหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องแยกส่วนเวลาหาพื้นที่สำหรับการเขียนโดยเฉพาะเจาะจงอย่างเดียว แต่เราทำให้มันประสานสอดคล้องกับกิจกรรมอื่นในชีวิต และการภาวนาปฏิบัติธรรม เพื่อมุ่งหมายขัดเกลาจิตใจและพัฒนาชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ผู้สอนการเขียนลักษณะนี้ และแม้ผู้เข้าร่วมบางท่านที่ได้สัมผัสก็กล่าวว่า “การเขียนเป็นการภาวนา”
บทความ ๓ · อ่านราว ๘ นาทีเขียนเพื่อบ่มการเติบโตการเขียนเป็นยา — ศีล สมาธิ ปัญญา ในการเขียนเพื่อตัวเอง✓
การเขียนเป็นยา มีฤทธิ์รักษาและสร้างเสริมสุขภาวะ ทว่าก็เป็น “ยาขม” สำหรับใครหลายคน มือจะจับปากกาเขียนรู้สึกไม่มั่นใจ เริ่มไม่ถูกไปไม่เป็น เพราะการเขียนแลดูเป็นเรื่องยาก ต้องพยายามสื่อบางอย่างให้ “คนอื่น” เข้าใจรู้เรื่อง จะต้องคิดเพื่อร้อยเรียงให้ชัดเจน แถมลายมือจะต้องสวยและเขียนตรงตามหลักการบางอย่าง
ความเชื่อต่อการเขียนทำให้เรากลัวยาชนิดนี้ เรายิ่งกลัวเรายิ่งเคี้ยว รสขมจึงกระจายทั่วลิ้นทั่วปาก การเขียนมีหลายแบบ แบบหนึ่งเพื่อกลับมาดูแลตนเองโดยเฉพาะ การเขียนแบบนี้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์เก่าๆ ที่เราเคยคิดเคยเชื่อจากการสอนและการอ่านหนังสือ วิธีการกินยานี้มิใช่ให้เคี้ยวจนขมลิ้น แต่ให้กลืนลงคอ ดื่มน้ำตาม
การเขียนเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง เช่น หนังสือ บทความ จดหมาย ฯ เป็นการพูดบอกเล่าให้คนอ่านรับฟัง แต่การเขียนเพื่อการเติบโตของตัวเรามิได้ต้องการสื่อสารกับใครอื่น เป็นตัวเราเอง เพื่อกลับมาสื่อสารและรับฟังตัวเองอีกครั้งหนึ่ง อาทิเช่น การเขียนบันทึก หรือ การเขียนเชิงจิตวิทยา ซึ่งไม่ใช่การเขียนเพื่อให้คนอื่นอ่านเป็นสำคัญ
ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตอย่างหนีห่างไปจากตน วิ่งไล่ไขว่คว้าสิ่งที่แลดูดีกว่าภายนอก มิว่าวุฒิการศึกษา โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ การงานที่สบาย คนรัก การบรรลุภาวะอันวิเศษ หรือกระทั่งครูอาจารย์ที่สมบูรณ์แบบ ทว่าเราไม่ได้ย้อนกลับมาสื่อสารและศึกษาตัวเราอย่างจริงจัง แม้เราจะมีสิ่งต่างๆ ภายนอก แม้จะได้รับรักอันเต็มเปี่ยม เราก็ยังมิวายแปลกแยกกับตัวเอง สับสนในคุณค่าและที่ทางในชีวิต เราอาจรู้ว่าเหตุการณ์แบบนั้นแบบนี้ควรทำเช่นไร แต่มิอาจทำได้จริงเมื่อเกิดขึ้นกับตัว วิชาความรู้หรือกระทั่งธรรมะกลายเป็นสิ่งแปลกแยกจากตน เพราะมิเคยเชื่อมโยงมาหาหัวใจและร่างกาย/การกระทำ
การเติบโตด้วยการศึกษาด้วยวิธีคิดแบบพุทธ จำแนกเป็นสามประเภท ซึ่งเป็นองค์ประกอบสู่การเติบโตอย่างครบถ้วนสมดุล ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา
อันดับแรก ศีล คือการกระทำ การครองตน และการใช้ชีพ สมาธิเป็นเรื่องของหัวใจ ความรู้สึก คุณสมบัติทางจิตใจ ท้ายสุดปัญญาคือความคิด ความรู้ และปัญญา
หนทางพัฒนาชีวิตด้วยองค์ความรู้ใดใดย่อมอยู่บนพื้นฐานทั้งสามองค์ประกอบนี้ การเขียนเพื่อการบ่มเพาะชีวิตก็เช่นกัน เรามิได้ให้คุณค่าการเขียนอยู่ที่การมีบทสรุปที่ดี การมีแก่นสารแนวคิดโดนใจ หรือมุ่งการเขียนเพื่อสื่อความคิดต่างๆ เพียงส่วนเดียว การเขียนที่จะพัฒนาชีวิตอย่างครบถ้วนรอบด้านต้องเล่นล้อกับทั้งสามองค์ประกอบ
หนึ่งการเขียนชนิดนี้อยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริง การใคร่ครวญจากประสบการณ์ รูปธรรมเป็นส่วนสำคัญ และถือว่าการเขียนเป็นการฝึกฝนตน มิต้องรออารมณ์ศิลปินนำทาง ให้การลงมือทำเป็นฐาน การเขียนนำไป มิใช่แก่นสารหรือแนวคิดเป็นที่ตั้ง
สองเขียนเพื่อสืบค้นลงลึกในห้วงความรู้สึกและโลกภายในจิตใจ ผ่านเทคนิคการเขียนแบบต่างๆ การใช้ภาพ สัญลักษณ์ การภาวนาควบคู่ และแม้แต่การสะกดจิต เขียนจากหัวใจ รับฟังความรู้สึกลึกๆ ในตนเอง และเท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการเขียนและในเรื่องราวดังกล่าว
สามปัญญาหรือการหยั่งรู้จะงอกงามขึ้นด้วยตนเอง จากการสื่อสารและสำรวจตนกับชีวิตด้วยกายและใจ โดยได้นำหลักการหรือกรอบคิดเป็นที่ตั้ง ทว่าใคร่ครวญด้วยใจและปัญญาของตนบนพื้นฐานของสององค์ประกอบแรก
การเขียนคือการฝึกฝนตน นักเขียนใหญ่น้อยผ่านอุปสรรคและการฝึกใจตนนับร้อยนับพันครั้งกว่าผลงานพวกเขาจะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ เรียนรู้จากชีวิตเพื่อตกผลึกอันกระจ่าง สู้กับอารมณ์อันฉุดรั้ง เค้นเกลาความคิดให้แหลมและลับคมถ้อยคำให้เฉียบ จารึกและลบถ้อยคำไม่รู้จบ เริ่มต้นใหม่ราวกับต้องประดิษฐ์สิ่งที่ไม่มีใครรู้จะเป็นจริงหรือไม่
แม้เราไม่ต้องการเป็นนักเขียน หรือไม่แน่ใจว่าตนเองจะเขียนเพื่อชีวิตตนได้ดีหรือไม่ ความสามารถในการรังสรรค์อยู่ในเนื้อตัวเราทุกคน และเราสามารถเรียนรู้นำหนทางการพัฒนาตนเองด้วยทิศวิถีเยี่ยงนักเขียนมาสู่ชีวิตเราได้
เริ่มต้นอย่างไรและจะก้าวไปอย่างไรบนถนนสายนี้ จูงมือของเราเองและก้าวไปพร้อมอักษรกับภาพของพวกเขาเหล่านี้ แม้ไม่ต้องการเป็นนักเขียน แต่เราคือนักเขียนจำเป็น ผู้ริเริ่มเขียนเพื่อบ่มเพาะชีวิต
บทความ ๔ · อ่านราว ๕ นาทีไข่ดาวแห่งการยึดติดและตัวตนไข่แดง ไข่ขาว และ “จุดหวั่นไหว” ที่การเขียนพาเราไปเจอ✓

ไข่แดงสิ่งที่เราคุ้นเคย ชอบ ความสามารถความถนัด จิตสำนึก และตัวตนที่เรายึดถือ
ไข่ขาวสิ่งที่เราไม่คุ้น ไม่ชอบ ปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ถนัด ศักยภาพที่เราไม่ได้พัฒนา จิตใต้สำนึก และตัวตนที่เราปฏิเสธ
ระหว่างไข่แดงและไข่ขาว คือ ขอบ หรือ จุดหวั่นไหว บางครั้งเมื่อเราต้องเลือกทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ / ไม่คุ้นชิน / หรือเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราพยายามหลบเลี่ยง เราจะมาอยู่บนขอบนี้ อาการของการอยู่ในจุดๆนี้มีหลายแบบ อาการเหล่านี้เรียกว่า สัญญาณ
สัญญาณ อาทิเช่น ความกลัว ความสับสน ความอาย ความไม่แน่ใจ ความเครียด ความกังวล อาการทางกายต่างๆ การนอนไม่หลับ การเปลี่ยนแปลงในกายและใจ ความฝันที่มีพลัง
การอยู่ในจุดหวั่นไหวเกิดขึ้นมาตลอดระยะทางชีวิตของเรา สำหรับการบันทึกแบบนี้แล้ว จุดหวั่นไหวเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ตลอด และอาจยากสำหรับผู้เริ่มต้น เวลาเขียนประเด็นที่ลึกลงมาหรือต้องเขียนหัวข้อที่ไม่เคยชิน อาจรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ งง ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะเขียนอะไร กลัว ประหม่า เครียด ฯลฯ สิ่งนี้บ่งบอกว่าการเขียนได้พาเรามาอยู่ ณ เส้นของระหว่างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เสี่ยงแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือเผชิญหน้าไม่หลบเลี่ยง ไม่หยุดเขียน ปล่อยให้การเขียนพาเราไปอีกสักระยะหนึ่ง เพราะจุดนี้คือเส้นแบ่งระหว่างความรู้เดิมที่เรามีอยู่ กับความรู้ใหม่ที่เราจะค้นพบ
อาการของจุดหวั่นไหวยังเกิดขึ้นเมื่อเขียนไปสักพักหนึ่งแล้ว เขียนต่อไม่ได้ ติดขัด หยุดชะงัก อยากเลิกเขียน หรือรู้สึกหมดมุก เหล่านั้นสะท้อนว่าเราได้เขียนหมดความเชื่อเดิมหรือเขียนจนสุดพื้นที่ปลอดภัย หากเลิกเขียนหรือหยุดเสียก่อน เราจะพลาดโอกาสในการก้าวข้ามเส้นขอบที่ขวางกั้นการเติบโตของเราไว้
ขอให้ลองเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายหรือการเล่นโยคะ หากเราทำแต่ท่าทางที่ชอบ สบาย ไม่ลองข้ามขีดจำกัด และทำเพียงจำนวนหรือระยะเวลาที่ชอบ สบาย ไม่ข้ามขีดจำกัด สุดท้ายแล้วจะได้ประโยชน์เต็มที่จากการออกกำลังกายหรือเล่นโยคะนั้นหรือไม่
จุดประสงค์หลักข้อหนึ่ง ของการเขียนลักษณะนี้ คือการก้าวข้ามพรมแดนเดิม เพื่อเรียนรู้ทั้งสองด้านในตัวเรา และสามารถเรียนรู้กับสัญญาณ หรือจุดหวั่นไหวของเราได้
นอกจากนี้ เพื่อให้การเขียน พาเราได้ดึงศักยภาพและปัญญาในจิตไร้สำนึก (ไข่ขาว) ขยายพรมแดนไข่แดงให้กว้างขึ้น ในทางจิตใจคือการที่เราขยายการรู้เท่าทันในตัวเองให้กว้างขึ้น
“เราไม่ได้เป็นแค่ไข่แดงเท่านั้น แต่เราคือไข่ทั้งใบ”
สิ่งที่สำคัญ คือเราไม่ได้เป็นแค่ไข่แดงเท่านั้น แต่เราคือไข่ทั้งใบ มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราเข้าใจว่าเรานั้นคับแคบและมีตัวตนเล็กเพียงไข่แดงที่เราคุ้นเคย เรายังมีศักยภาพอีกมาก และมีตัวตนอันหลากหลายในตัวเรา
บทเรียนระหว่างเขียน ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราเขียน แต่ยังเป็นการรับมือกับจุดหวั่นไหวที่เกิดขึ้น และการก้าวข้ามออกมา
บทความ ๕ · อ่านราว ๘ นาทีกระบวนการและชิ้นงานดอกไม้สีเหลืองริมทาง — ใส่ใจระหว่างทางมากกว่าปลายทาง✓
ในการพัฒนางานเขียนให้เป็นเลิศ เรามักจะเน้นไปที่การได้ชิ้นงานที่ดีและสมบูรณ์ ตรงตามหลักการมาตรฐานต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์หรืองานที่เกิดขึ้นปลายทาง แต่ไม่ได้ใส่ใจกระบวนการและการเติบโตของผู้เขียน สำหรับการเขียนเพื่อบำบัดเยียวยาหรือการพัฒนาชีวิตแล้ว กระบวนการหรือสิ่งที่กระทำหรือเกิดขึ้นระหว่างการเขียน เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าผลลัพธ์หรือการได้งานเขียนที่ดีหรือมีชิ้นงานเป็นเลิศ
ระหว่างเดินทางไปสอนที่จังหวัดสมุทรปราการ หากผมครุ่นคิดอยู่กับแผนการหรือผลลัพธ์ของการอบรมที่อยู่ปลายทาง ผมอาจไม่ทันเห็น ดอกไม้สีเหลืองๆ น่ารัก บานสะพรั่งอยู่บนต้น ริมรายทางมอเตอร์เวย์ รถบางคันถึงกับหยุดแล่น จอดลงมาถ่ายภาพ ระหว่างทางชีวิตและการทำงานมีสิ่งสวยงามมากมาย ถ้าเราชะลอคันเร่งของชีวิตและการกระทำเราให้ช้าลงบ้าง เราอาจแลเห็นคุณค่าเล็กๆ ผลิบานไม่คาดคิด
การเขียนบันทึกก็เช่นกัน พาเราช้าลง อีกทั้งการสะท้อนหลังบันทึกอาจพาให้เราเห็นดอกไม้สีเหลืองน่ารักระหว่างบรรทัด เพราะการสะท้อนหรือการทบทวนหลังบันทึกนั้นคือการดึงใจไม่ให้เราเผลอเร็วเกินไปในการใช้ชีวิตและในการทบทวนตนเอง
ชีวิตไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ในปัจจุบัน เรามักมองความสุขที่ปลายทาง เราฝันหวานถึงชีวิตที่ดีกว่า ตัวตนเราที่เปลี่ยนแปลง เหตุหนึ่งเพราะใจที่ไม่เห็นความงามและคุณค่าที่มีอยู่ เราหลงลืมระหว่างทาง ละเลยว่าเรากำลังเป็นอย่างไรและกำลังใช้ชีวิตอย่างไร เราอาจหวังให้งานเราดีกว่านี้ คนรอบข้างเราปฏิบัติดีต่อเรากว่านี้ แต่เราไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเอง เราลืมไปว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาขึ้น เราลืมไปว่าเป้าหมายนั้นไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเท่านั้น ความสำเร็จอยู่ทุกก้าวย่างของเรา
หากใจเราอยู่กับเป้าหมายแต่ลืมการลงมือทำในวันนี้ แม้หวังที่จะมีสุขภาพกายใจที่ดี มีตัวตนที่เก่งและประสบความสำเร็จ แต่หากขาดการเห็นค่าของการลงมือทำในทุกๆ ครั้งแล้ว การหวังเหล่านั้นก็เพียงการหนีจากความจริงในปัจจุบัน ซึ่งอนาคตลิขิตได้ด้วยการใช้ชีวิตวันนี้ให้มีค่า
การเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตก็เช่นกัน การเขียนเกิดขึ้นทุกการลากเส้น ทุกบรรทัดเราต้องตัดสินใจ ทุกคำเรากำลังเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่าง โอกาสอยู่ตรงหน้าเราถ้าเราไม่มองไปที่การเขียนงานให้เสร็จเพียงอย่างเดียว
การเขียนเพื่อพัฒนาตัวเรานี้ ขอให้เราอยู่กับกระบวนการ อยู่กับระหว่างการเขียน เป็นผู้เริ่มต้นใหม่เสมอ ให้พื้นที่แก่เสียงหลากหลายในตัวเรา อย่าเขียนเพียงให้เสร็จไว อย่าเขียนเพียงเพื่อให้เกิดงานเขียนให้คนอื่นอ่าน ก้าวออกมาจากไข่แดง(พื้นที่คุ้นเคยและการยึดติด)ของเรา เขียนดั่งลมหายใจและการใช้ชีวิต เราไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเจอกับอะไรแน่นอน แต่เราเพียงก้าวและใช้ชีวิต อยู่กับทุกการกระทำของเรา ให้ฐานกายหรือการลงมือเขียนนำหน้า ให้การเขียนและใจลิขิตความคิดเราใหม่ แทนที่จะให้หัวคิดเรานำหน้าการเขียนเช่นที่เคย
นี่คือเบื้องหลังของการแนะนำว่าเราไม่ควรวางแผนการเขียนบันทึก แต่หากต้องการให้เป็นงานเขียนชิ้นดี จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งผมจะแนะนำอีกครั้งหลังหากผู้เรียนคนใดสนใจและใฝ่ถาม
แต่ละก้าวแต่ละขั้นตอนกระบวนการบันทึกมีความหมาย ขึ้นอยู่กับเราจะมองเห็นและลงมือทำอย่างไร เราอาจเจอแก่นสารสำคัญ เมื่อเราลองมองเส้นทางที่ผ่านมาของชีวิต ไม่เพียงก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เพียงเขียนให้เสร็จอย่างเดียว ย้อนทบทวนและสะท้อนบันทึกของเรา คิดต่อยอดเชื่อมโยงจากการเขียน หากเราไม่ได้สะท้อน สิ่งดีๆ และงามในระหว่างทางของเราอาจหายไป เพราะเราไม่ได้ใส่ใจ
ชีวิตเราก็เช่นเดียวกัน ผ่านความสุขความทุกข์มากมาย เหล่านั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชีวิตเรา ให้เวลาตัวเราได้ “หยุด” เพื่อย้อนมองและใคร่ครวญ อดีตยังอยู่กับเราในวันนี้ บางทุกข์ใจก่อเกิดเป็นความคิดความเชื่อลิขิตการตัดสินใจของเราอยู่เสมอ บางสุขเป็นพลังที่เราละเลย บ้างก็ทำให้เราเชื่อว่าตัวเราเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ลืมด้านต่างๆอีกมากหลายในตัวเรา
บรรยากาศรอบตัวเรา โดยเฉพาะคนในเมืองทุกวันนี้ช่างเร็วรี่ เราแทบไม่มีโอกาสกลับมาหาตัวเองอย่างจริงจัง กลับมาฟังบางอย่างในตัวเราอย่างตั้งใจ ช้าลงด้วยการเขียน ให้พื้นที่แก่การลงมือทำด้วยกายและใจนำหน้า เปิดโอกาสให้กับความเป็นไปได้ต่างๆที่ไม่ได้คาดหมายล่วงหน้าเกิดขึ้น
เส้นชัยไม่ไกลเกินฝัน เพียงเราเห็นมันอยู่ในธงรายทาง การเปลี่ยนชีวิตอยู่ในทุกขณะจิต การเขียนเปลี่ยนชีวิตอยู่ในระหว่างที่เขียนแต่ละบรรทัดนั้น ผู้ที่ใส่ใจกระบวนการและให้เวลาทบทวนหลังบันทึกมากเพียงพอจะเห็นในสิ่งเหล่านี้
บทความ ๖ · อ่านราว ๗ นาทีจิตใจของผู้เริ่มต้นทุกลมหายใจคือการเริ่มต้นใหม่ — เขียนดั่งผู้ที่ไม่เคยเขียนมาก่อน✓
คนเราที่มีความทุกข์รุมเร้าจิตใจ มักจะก้าวหน้าหรือเกิดการเรียนรู้ที่น่าสนใจในการอบรมลักษณะนี้ และบุคคลผู้อื่นที่ผ่านพ้นความยากลำบากของชีวิตจะเป็นผู้สอนคนอื่นได้ ความทุกข์ในใจเรานี้เป็นต้นทุนสำคัญ ความไม่รู้ที่เราแลเห็นคือต้นทุนที่ดี ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาและขัดเกลาตนเองอย่างไม่ลดละ ขณะที่บางคน อ้างว่า เขาเรียนรู้มาแล้ว ชีวิตช่วงดีปรกติดีแล้ว หรือเยียวยามาแล้ว กลับหยุดเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไป
เราหากมีใจที่เชี่ยวชาญหรือถือว่าตนเองรู้มากแล้ว ยังไม่ทันเข้าอบรม หรือเริ่มเรียนแต่ยังไม่เต็มที่ ก็คิดว่าตนเองรู้แล้วว่าความรู้เหล่านั้นเป็นอย่างไร กระบวนการสอนเหล่านั้นดีเลวอย่างไร หรืออย่างร้ายก็คิดว่าฉันดีกว่าอย่างไร
ผมเองเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวเอง และ ในตัวผู้เข้าร่วมบางท่านที่ผ่านมา เราต่างมีขุมทรัพย์อยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า จิตใจของผู้เริ่มต้น
“จิตใจของผู้เริ่มต้นนั้นมีหนทางที่เป็นไปได้มากมาย แต่จิตใจของผู้เชี่ยวชาญมีหนทางที่เป็นไปได้น้อยนัก”ท่านชุนริว ซูสุกิ, Zen Mind, Beginner’s Mind
การมีจิตใจของผู้เริ่มต้น เป็นภาวะที่มีหลายแง่มุม แง่หนึ่งคือรักษาความเป็นนักเรียนในตัวเราอยู่เสมอ เปิดรับและพร้อมเรียนรู้อย่างไม่ปิดกั้นด้วยองค์ความรู้ที่เรายึดถือไว้
เราจะเรียนรู้ซ้ำในเรื่องเดิมได้อย่างไร หรือเห็นว่าเราควรหยุดเรียนรู้ในเรื่องนั้นเสียแล้ว เพราะเป็น “ผู้รู้” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” แล้ว
การทำซ้ำเป็นสิ่งที่เราไม่ควรละเลย ยิ่งในวิถีของนักปฏิบัติธรรม มิว่าผ่านกระบวนการใดก็ตาม การทำซ้ำอย่างซ้ำซากคือมรรคไปสู่การพ้นทุกข์ หรืออย่างเรื่องทางโลก แม้ในเรื่องที่เราเชี่ยวชาญ แม้เราเรียนรู้การเขียนเพื่อบำบัดเยียวยาตนเองหรือเพื่อเข้าใจตนเองแล้ว เราก็ยังต้องเขียน ต้องบอกย้ำบทเรียนเดิมในความเผลอไผล หรือควรตรวจสอบให้ดีว่าที่เยียวยาแล้วนั้นเป็นการคลายปมหรือสร้างกำแพงใหม่ ที่เป็นอิสระแล้วยังตกร่องเดิมบ้างหรือไม่ ที่ดีแล้วจะดีขึ้นอีกได้อย่างไร
จิตใจของผู้เริ่มต้น อาจเรียนรู้สิ่งใดใดได้ไม่สิ้นสุด เหมือนเด็กน้อยที่ยังประสบกับโลกโดยไม่อ้างอิงความรู้ใดใดมากนัก ในแง่นี้ จิตใจผู้เริ่มต้นก็คือจิตใจที่กระจ่าง เปิดรับ และเข้าหาโลกอย่างที่โลกเป็น มิใช่อย่างที่หมายมั่นว่า รู้แล้ว
การเขียนลักษณะเพื่อขัดเกลาตนเอง มีแก่นสารของผู้เริ่มต้นอยู่ ลองเขียนแม้ไม่รู้ว่าต้องเขียนสิ่งใดอย่างไร ลองเขียนแม้ไม่วางแผนล่วงหน้า ลองเขียนเพื่อสัมผัสและประจักษ์ใจเราในแต่ละขณะนั้น อีกด้านหนึ่งการฝึกเขียนเยี่ยงนี้ก็เป็นอุบายกล่อมเกลาใจเราให้นอบน้อมและระลึกถึงการเป็นผู้เริ่มต้นอยู่เสมอ แม้เราจะเขียนตัวอักษรไทยมามากมายต่อหลายครั้ง แต่เราก็ยังต้องเริ่มต้นอักษรแรกอยู่เสมอในยามขึ้นหน้าใหม่ ชีวิตจะหยุดนิ่งอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายในหน้าเก่าได้อย่างไร
ทุกครั้งที่จัดอบรม ผมพยายามเรียบเรียงและปรับปรุงการนำเสนอเนื้อหาใหม่ ไม่ใช่เพียงให้ผมเก่งขึ้นหรือกำจัดจุดอ่อนในคราวที่ผ่านมา แต่เพื่อไม่ให้หยุดเรียนรู้ และไม่ให้ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเกินควรนัก กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าเมื่อสอนเรื่องเดิมๆ มาถึงครึ่งร้อยรุ่นแล้ว การเผลอถูกครอบงำด้วยจิตที่คิดว่า รู้แล้ว เชี่ยวชาญแล้ว ก็ยังเกิดขึ้นเมื่อคราวที่ประมาท และทำให้ที่ว่าฉลาดนั้นโง่ลงทันใด
จิตใจของผู้เริ่มต้นนั้น ยังบอกว่า เราที่มีความทุกข์มากนัก ยังมีความคิดที่แจ่มกระจ่างน้อย เราอาจมีโอกาสกว่าจิตใจที่เชื่อมั่นว่าเราเก่งแล้วเราเยียวยาสิ้นแล้ว เพราะการยึดมั่นในความเก่งกาจ คือทิฐิมานะ ย่อมนำมาสู่ความประมาทต่อการเรียนรู้
เมื่อเรามีสติ รับรู้ลมหายใจ ทุกลมหายใจจะเป็นการเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่คงอยู่โดยปราศจากการเริ่มต้นใหม่ มีเพียงการยึดติดในตัวเราเท่านั้นที่เห็นผิดไปเอง
เมื่อเรามีสติ รู้ลมหายใจ รู้ตัวกำลังทำสิ่งตรงหน้า ให้ดั่งผู้ที่มิเคยทำมาก่อน เมื่อนั้นเรากำลังกลับมาเป็นผู้เริ่มต้นใหม่ และหนทางก็กำลังเปิดออก
การ์ดออนไลน์ คู่กับลองเขียนเปลี่ยนชีวิต
วันไหนไม่รู้จะเขียนอะไร จับการ์ดสักใบ แล้วเขียนตามโจทย์บนการ์ด
การ์ดเขียนเปลี่ยนชีวิต
โจทย์เขียนบันทึกพื้นฐานเพื่อดูแลตัวเอง จับแล้วเขียนได้ทันที
จับการ์ด →การ์ดปลุกตัวตน
คำถามชวนสำรวจตัวตนหลายด้านในตัวเรา ทั้งไข่แดงและไข่ขาว
จับการ์ด →ยังมีการ์ดฝึกใจอีกหลายชุด · ดูการ์ดออนไลน์ทั้ง ๙ ชุด →
ไปต่อกับ “เขียนเปลี่ยนชีวิต” หลักสูตรเต็ม
เขียนเปลี่ยนชีวิต รุ่นที่ ๕๙
หลักสูตรเต็มมีเครื่องมือและวิธีการที่ลงลึกมากกว่า ประกอบด้วย “เขียนเยียวยา” “เขียนค้นตน” “เด็กน้อยภายใน” และ “เขียนข้ามขอบ” ซึ่งเป็นสี่ด้านของการเขียนบำบัด พร้อมด้วยเนื้อหาบรรยาย
- แบบฝึกหัดเขียนบันทึก 21 หัวข้อ
- บทความอ่านประกอบ ๖ บท
- เรียนฟรี เริ่มได้ทันที
- ๔ หมวด ๒๐ ตอน พร้อมเนื้อหาบรรยาย
- เรียนทางเว็บไซต์ ไม่จำกัดเวลา
- ทดลองเรียนฟรี ๒ ตอนแรก
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงลึกในการดูแลตัวเองและการเข้าใจตัวเองผ่านการเขียนบำบัดและการเขียนแบบ Self-Reflection ผ่านหลักสูตรที่เป็นต้นตำรับของโครงการ ที่ดำเนินการสอนมามากกว่าห้าสิบรอบแล้ว
ดูรายละเอียดหลักสูตร
ครูโอเล่ อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม (C.Ht)
ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมวรรณศิลป์
วิทยากร นักเขียน นักสะกดจิตบำบัด ผู้สอนหลักสูตรการเขียนเพื่อพัฒนาจิตใจ “เขียนเปลี่ยนชีวิต” และ “เขียนภาวนา” มามากกว่า ๗๐ รุ่น สอนการสะกดจิตบำบัดและการโปรแกรมจิตตัวเองในชุดหลักสูตร “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” และหัวข้ออื่นๆ รวมมากกว่าหนึ่งร้อยรุ่น
นอกจากนี้ก็ยังเปิดอบรมในเนื้อหาต่างๆ อาทิ การรู้จักตนเอง การเจริญสติภาวนา การพัฒนาครู และภาวะผู้นำ แก่บุคคลหลากหลายอาชีพ ทั้งในการอบรมแบบเปิดและการอบรมในกลุ่มเฉพาะตามรับเชิญ
มีคำถาม ทักมาได้เลย
เขียนแล้วอยากเล่าความรู้สึก หรือติดขัดตรงไหน ส่งข้อความหาเราได้ทุกช่องทาง


