เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)

 

เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)

 

กิจกรรมรูปแบบหนึ่งที่ผมใช้ในการสอนน้องๆ ที่สถานพินิจฯ คือการสอนให้เขาจดจำคุณค่าเชิงนามธรรม ผ่านการกระทำและกิจกรรมเป็นรูปธรรมให้เขาได้ซึมซับและทบทวนเชื่อมโยงผ่านการพูดคุยและบรรยายนิดหน่อย หรือพูดง่ายๆ คือการทำให้เขาได้เห็นภาพของสิ่งที่ไม่มีภาพ เพื่อให้จิตใจของเขาสามารถเชื่อมโยงตามช่วงวัยของการเรียนรู้

วันแรกของปี 2569 กิจกรรมแรกที่ให้พวกเขาลองทำด้วยกันคือการข้ามเส้นเชือกที่สูง โดยบอกพวกเขาให้สมมตว่าฝั่งที่อยู่คือปีเก่า และอีกฝั่งหนึ่งนั้นคือปีใหม่ จะข้ามอย่างไรให้พ้นได้โดยไม่โดนเชือกหรือเสา ไม่ใช้อุปกรณ์เสริม มีแค่การช่วยกันและข้ามไปด้วยกัน

เป็นห้วงอารมณ์ที่หลากหลายกว่าจะข้ามไปด้วยกันจนถึงฝั่ง ทั้งการรอและการเริ่มใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงช่วงที่เด็กบอกว่า “กิจกรรมนี้ไม่เหมาะกับคนอย่างพวกผม” และการทำโทษที่เร็วเกินไปของเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยควบคุม แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ข้ามกันได้สำเร็จ ด้วยกำลังใจจากรางวัลและการเห็นว่าเพื่อนทำได้และเพื่อนอยากให้ผ่านไปด้วยกันทุกคน

เมื่อคุยกันถึงวัตถุประสงค์กิจกรรม นอกจากความสามัคคี มีหลายสิ่งที่ให้ฝึกฝน และหนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ การยอมให้เพื่อนจับตัวข้ามไป

ผมบอกกับเด็กๆ ว่า สิ่งนี้เรียกว่า ความไม่ถือตัว รู้ไหมว่าการถือตัวคืออะไร… ผมชอบคำตอบหลายๆ ข้อเช่น การเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง การเอาแต่ใจ ฯลฯ

สำหรับการสอนผู้ใหญ่ ผมคงลงลึกไปอีกว่า ความถือตัวก็คือการยึดมั่นในตัวตนของๆ ตน รวมถึงความเคยชินต่างๆ ที่ยึดว่าเป็นของฉัน เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนแล้วไม่ใช่ฉัน นี่ก็เรียกว่า ความถือตัว(ตน) เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ผมให้เขาได้ซึมซับจากกิจกรรมนี้คือการทำให้เขาได้ค่อยๆ เห็นว่า การเริ่มปีใหม่ที่เป็นเหมือนการก้าวข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งนั้น ไม่อาจทำให้ด้วยตัวตนตัวเองลำพัง เราต้องยอมปล่อยการถือตัว ให้เพื่อนโอบอุ้มข้ามไปและยอมต่อความขัดใจต่างๆ บ้าง ยอมให้ตัวตนถูกแตะต้องเพื่อให้เราได้สัมผัสการเปลี่ยนแปลง

เป็นปริศนาธรรมที่เป็นประโยชน์แม้แต่ผู้ใหญ่ เราจะก้าวข้ามและเริ่มใหม่ในชีวิตได้อย่างไร หากเราเอาแต่ยึดมั่นว่า “เพราะฉันเป็นแบบนี้ ฉันจึงต้องทำแบบนี้” “ทำแบบอื่นไม่ได้ นั่นไม่ใช่ฉัน” หรือ “ฉันทำสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ฉัน”

เราต้องยอมให้จักรวาลอุ้มตัวตนเราและโยนข้ามไปอีกฝั่งบ้าง ซึ่งเขาจะส่งตัวแทนมาผ่านเหตุการณ์ที่ขัดใจหรือสถานการณ์ที่ต้องยอมวางตัวเองลง เพื่อจะก้าวข้ามไปข้างหน้า

แรกเข้าสถานพินิจฯ เพื่ออบรมพวกเขา ผมเข้าไปด้วยจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่ง คือเป็นครูและผู้ศึกษาผลของการใช้สมุดบันทึกเพื่อส่งเสริมอิสรภาพทางใจและสุขภาวะทางปัญญา แต่เมื่อผมเจอพวกเขามากขึ้น ผมเริ่มวางสิ่งเหล่านั้นลง เพื่อเป็นพ่อ เป็นพี่ และบางทีอาจเป็นเพื่อน เล่นไปกับพวกเขา ลดความเป็นทางการ และลงเข้าไปอยู่ท่ามกลางพวกเขา

จริงๆ ผมมองตัวเองว่าไม่เก่งในการสอนเด็ก ด้วยความเคยชินในการอยู่กับกลุ่มผู้ใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนหลักๆ ของโครงการ ด้วยมองว่าบุคลิกตนเองเน้นความนิ่งสุขุมมากกว่า แต่พออยู่กับพวกเขา่และวางสิ่งที่เคยเชื่อ ผมก็เล่นกับพวกเขาได้หลายแบบ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ยังนิ่งสุขุมในเวลาที่ต้องทำ

การเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัว อาจเป็นเพียงแค่การยอมวางตัวตน(ที่เคยเชื่อ)ลงบ้าง สิ่งที่เริ่มทำอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งใดบ้างในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ ผมก็สอนและเรียนรู้ไปด้วยกันกับพวกเขาในแต่ละครั้งที่มีโอกาสเข้าไปในสถานพินิจฯ

หลังจากพูดคุยหลังกิจกรรมข้ามเส้นเชือก ผมให้พวกเขาวาดเขียนสิ่งที่ต้องการทิ้งไปและสิ่งที่ต้องการเริ่มต้นหรืออยากให้เกิดขึ้น เพื่อให้พวกเขาได้ทบทวนตนเองและตั้งใจที่จะเริ่มต้นใหม่ ชื่นชมในถ้อยคำในหลายๆ คน น้องบางคนผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำผิดในเรื่องนี้มาก่อน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราเริ่มก้าวถอยออกมาจากสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น เขาก็คือเด็กน้อยคนหนึ่งที่มีความสดใสและนิสัยดี

หลังให้พวกเขาได้มอบกำลังใจกัน สิ่งที่สอนถัดมาผ่านกิจกรรมก็คือความยับยั้งชั่งใจ สิ่งที่พวกเขาตั้งใจล้วนเกิดขึ้นได้ไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญที่จะช่วยได้คือความยับยั้งตัวเอง

สืบเนื่องกันจากการเริ่มต้นใหม่ ต้องวางการถือตัว(ตน) สิ่งสำคัญคู่กันคือการยับยั้งชั่งใจ ผมสอนให้เขาเห็นภาพจากการเชื่อมโยงว่า ถ้ามั่นใจในตัวเองเกินไปในการทำกิจกรรมปิดตาวิ่งจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามั่นใจน้อยเกินไปจะเป็นอย่างไร การรู้จักยับยั้งตนเองคือการหาความพอดี และรู้ว่าถ้าข้ามเส้นความพอดีออกไปเราจะเจ็บตัว หรือได้รับผลที่แย่เช่นการต้องเข้าสถานพินิจฯ

ยังยั้งตนเองคือการใช้ข้อดีของความกลัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ทำอะไรที่สุดโต่งมากเกินไป แต่ก็ห้ามใจที่จะไหลตามอารมณ์และความเคยชิน

สำหรับผู้ใหญ่ การมีที่คั่นใจหรือที่คั่นชีวิตบ้างก็สำคัญ การไหลไปกับชีวิต (Flow) ก็อาจจะพาเราไหลลงที่ต่ำไปตามกิเลสและธรรมชาติของการขาดการฝึกตน เราต้องรู้เป็นน้ำที่หยุดนิ่งด้วยการหาสิ่งเตือนใจและการเบรกตนเอง

สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเหมือนตอนที่เราปิดตาวิ่งไป โดยรู้ว่าข้างหน้ามีทางต่างระดับหรือเหวอยู่ ความกลัวและสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีจะพาเราเบรกตัวเอง ถ้าเรารู้ว่าอนาคตมันจะเลวร้ายเพียงใดหากเราปล่อยตัวเองให้ไหลๆไปเหมือนเดิม จิตสำนึกที่เต็มเปี่ยมด้วยสตินั้นจะช่วยคั่นใจคั่นชีวิตให้เรา แต่บางครั้งสติเราก็ไม่พอเพียง เราจึงอาจต้องมีครู หนังสือ ไพ่ หรือบางสิ่งบางอย่างมาช่วยเบรกเราบ้าง

บางทีสิ่งเหล่านั้นก็มักจะเป็นสิ่งที่ขัดใจตัวเรา อยู่นอกเหนือความเคยชินและพื้นที่ปลอดภัย อาจเป็นความผิดหวังก็ได้ สิ่งที่ดูเหมือนศัตรูจริงๆ อาจเป็นตัวแทนของจักวาลที่มาเบรกเราไว้จากการไหลที่มากไปของชีวิต

ผมถามเด็กๆ ในตอนท้ายของการอบรมวันที่ 1 มกราคม 2569 ว่า คิดว่าเพราะอะไรผมถึงมาบ่อย เขาตอบกันมาหลายอย่าง เช่น อยากให้พวกเขาคิดได้ อยากให้ผ่อนคลาย สนุกสนาน เปลี่ยนแปลงตัวเอง เรียนรู้ เป็นต้น แต่ผมถามพวกเขาว่ามีอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเรา นอกจากครอบครัว แล้วสิ่งนั้นก็คือ “สังคม”

งานของเราที่สถานพินิจฯ ไม่ใช่งานที่ผมมองเป้าหมายเพียงระยะสั้น แม้ในการมอบของขวัญ ขนม หรือของกินแก่พวกเขาในแต่ละครั้งที่เข้าไป สิ่งที่ผมมองเป็นเป้าหมายในตอนนี้คือการสอนพวกเขาในฐานะของการลงทุนเพื่อสังคม

อนาคตของไทยและโลกอยู่ที่พวกเขา หากพวกเขาคนใดที่ลดละตัวเอง ได้ตระหนักถึงบทเรียนชีวิต ตระหนักในสังคม และเข้าใจถึงพลังที่พวกเขาสามารถทำสิ่งที่ดีและแตกต่างจากคนรุ่นก่อน เด็กๆ ที่เคยผิดพลาดและเผชิญกับทุกขสัจในสังคมด้วยตนเอง หากเขาได้รับแสงสว่างและรู้ว่าตนเองก็เป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่นได้ เขาอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าผู้ใหญ่ในวันนี้ หรืออาจจะมากกว่าเด็กเรียนดีที่เป็นคนดีอยู่แล้วก็ได้

ยิ่งพวกเขาได้มีโอกาสเจอผู้ใหญ่ที่ลดการถือตัว(ตน) เป็นตัวอย่างการการลดความเห็นแก่ตัว และเมื่อคนในสังคมเห็นความสำคัญในการลงทุนเพื่อเยาวชนและสังคมในวันหน้า มากกว่าการโฟกัสที่การเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

พวกเขายิ่งมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาวะทางจิตใจและปัญญา และเป็นแสงสว่างให้แก่ความมืดมนในวันข้างหน้า ที่ส่วนใหญ่เป็นมรดกจากผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัว(ตน) ได้ทิ้งไว้ให้ลูกหลานในวันนี้

สังคมจะข้ามเส้นเชือกที่สูงเกินจะข้ามไปได้ง่ายได้ เราต้องลดความเห็นแก่ตัว(ตน)

 

ครูโอเล่ เรามีลมหายใจ – ธุรกิจเพื่อสังคม
คอลัมน์ ไกด์โลกจิต

 

เข้าร่วมการอบรมของเรา

ตารางกิจกรรม