สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง

  สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง : . เหตุใดสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นความจริงมักไม่เหมือนกัน แล้วเหตุใดเราจึงมักเชื่อว่าสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงเหมือนๆ กัน . กระบวนการความคิดของมนุษย์นั้นมีศักยภาพมากมาย หนึ่งในความสามารถของจิตนั้นคือการขยายให้เด่นชัด (Amplify) คือการทำให้ความรู้สึกของใจและการรับรู้มีขนาดและความเข้มข้นที่มากเกินจริง (รวมทั้งน้อยกว่าที่เป็นจริง) . เวลาเราทุกข์ใจหรือจะต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว ความคิดเราอาจจะสร้างภาพหรือความรู้สึกที่เลวร้ายในใจ หรืออาจทำให้เรารับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในทางที่ย่ำแย่ที่สุด กลไกนี้เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เราตื่นตัวพร้อมที่จะปกป้องตนเอง หรือเวลาที่เราตั้งความหวังไว้กับสิ่งใดมาก ความคิดเราก็อาจสร้างภาพหรือความรู้สึกที่สวยงามในการเอื้อมคว้าสิ่งดังกล่าว เสมือนดังว่าสิ่งนั้นล้ำค่าและสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิดหวังไว้ . หลายๆ ครั้งความทรงจำเราก็มีความวิปลาสหรือความผิดเพี้ยนเกินจริงไป เพราะความทรงจำนั้นก็เกิดขึ้นจากจิตหรือสมองเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในตนเอง ความคิดจึงมีการดัดแปลงแก้ไขข้อมูลที่รับรู้มาจากอายตนะ เพื่อให้จิตเราสามารถจดจำและเข้าใจได้ แล้วหากมีอารมณ์ร่วมในการเหตุการณ์ที่ว่าด้วย ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าความทรงจำนั้นจะถูกตกแต่งเกินกว่าความที่เป็นจริง เพื่อแสดงออกความรู้สึกนั้นๆ ให้ใจจดจำได้ . ความกลัวมักทำให้สิ่งที่เรากลัวดูน่ากลัวกว่าที่เป็นจริง เพราะกลไกการขยายให้เด่นชัดของจิตนั้นพยายามปกป้องตัวเรา แต่บ่อยครั้งที่มันได้ทำให้เราลืมความกล้าหาญที่เรามีอยู่แล้ว ทำให้เราคิดถึงแต่แง่ลบของสิ่งนั้นๆ หรือคิดไปเองว่ามันเลวร้ายเพียงใด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจมิใช่เช่นนั้นเลย . การขยายให้เด่นชัด ยังเกิดจากความรู้สึกชอบพอใจด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนกับเราได้พบคนที่มีลักษณะที่น่าหลงใหล เราอาจได้แต่เฝ้ารักข้างเดียว หรือเพิ่งคบกันได้ไม่นาน ความพอใจที่มีต่ออีกฝ่ายย่อมทำให้เราพร้อมที่จะพร่ำเพ้อพรรณนา และรู้สึกว่าข้อดีของอีกฝ่ายนั้นช่างล้ำค่าเพียงใด ก่อนที่เราจะรู้ความจริงที่เจ็บแสบจากการตกหลุมรัก . ประสบการณ์ที่เราพบเจอ ซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำ เราอาจรับรู้และเข้าใจเหตุการณ์นั้นได้ไม่หมดในคราวเดียว เพราะความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์นั้นย่อมทำให้สมองเลือกจดจำบางส่วน… Continue reading สิ่งที่คิดมักดูดีหรือเลวร้ายกว่าความจริง

ครูดี เช็ดฉี่ให้นักเรียนได้

  … ครูดี เช็ดฉี่ให้นักเรียนได้ … สิ่งที่ทำแล้ว “ลดตัว” สิ่งนั้นคือเครื่องช่วยฝึกลดอัตตา ก่อนที่ผมจะเขียนเรื่องนี้ ผมขอยกบทความที่ได้เขียนไว้ก่อนหน้า ขึ้นมาเกริ่นนำเรื่องราวก่อน “อยู่อย่างเล็ก เพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.. “เริ่มแรกที่ผมได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับอาจารย์ประชา เพื่อทำงานโครงการภายใต้ยุวโพธิชน กับดูแลลูกของท่าน – นโม ตอนนั้นด้วยความเป็นวัยรุ่นที่เพิ่งออกจากระบบการศึกษา แม้จะด้วยเหตุผลเรื่องการหาเลี้ยงชีพ แต่ก็เปี่ยมด้วยไฟแสวงหาการศึกษานอกระบบด้วย ผมแอบมุ่งหวังในใจว่าจะได้เรียนวิชาเรื่องสังคมต่างๆ จากท่านโดยตรง ในฐานะที่เป็นศิษย์ก้นกุฏิ และคาดหวังว่าท่านจะหอบหิ้วไปงานสัมมนาต่างๆ มากมายเพื่อฝึกฝนประสบการณ์ “ปรากฏว่าตลอดหลายปีที่ได้อยู่อาศัยกับท่าน ท่านไม่ได้สอนอะไรแก่ผมดังที่ต้องการเลย บางช่วงผมก็นึกผิดหวัง คิดว่าจะได้อะไรจากท่านมากกว่านี้ ผิดหวังทั้งตนเองที่มิได้ใฝ่ศึกษาจากท่านมากพอ และรู้สึกผิดหวังที่ท่านไม่ได้ให้อย่างที่ตนต้องการ “เมื่อก้าวออกมาจากร่มเงาท่านแล้ว จึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่ท่านสอน คือความเป็นครูที่อยู่อย่างมนุษย์คนหนึ่ง ท่านทำอาหารให้กินหรือซื้อหามาให้เกือบทุกมื้อ ดูแลที่อยู่อาศัย บางครั้งก็ให้คำแนะนำต่างๆ เป็นทั้งเจ้านายและพ่อในคราวเดียวกัน “เวลาผ่านมาเมื่อตนได้เป็นครูแก่คนอื่น จึงเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ท่านทำให้ในช่วงนั้นคือบทเรียนอันยิ่งใหญ่แล้ว การทำอาหารให้ การดูแลความเป็นอยู่ต่างๆ เรื่องง่ายๆ ธรรมดาใกล้ตัว คือการสอนอย่างไม่สอนจากท่าน จำได้ว่าครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกผมว่า “ครูต้องรู้จักสันโดษ” ซึ่งท่านก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คืออยู่อย่างพอเพียง แสวงหาอย่างพอเพียง เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ลดละตัวตนความเป็นครูแล้วลงมาทำอาหารให้ และดูแลผมต่างๆ… Continue reading ครูดี เช็ดฉี่ให้นักเรียนได้

ถึงเวลากักตุน… สมาธิ

  ถึงเวลากักตุน.. สมาธิ #คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต   เรียกได้ว่าสิ่งที่พวกเราฝึกใจกันมา ไม่ว่าในเรื่องของ ความมั่นคงภายใน, การปล่อยวาง, ปรับศูนย์ใจ, โปรแกรมจิตตนเอง, เป็นดั่งแสงสว่าง หรือในหัวข้อหลักสูตรใด หรืออุบายวิธีการใด ล้วนแล้วเพื่อนำมาใช้ในช่วงเวลาแบบนี้ และในช่วงเวลาที่เลวร้ายกว่านี้ เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ เมื่อสงครามย่างกรายเข้ามา เมื่อความล้มเหลวของการสร้างสังคมที่ปรองดองและผาสุขของมนุษย์มาเยือน เมื่อสิ่งที่เคยดูเหมือนมีราคากำลังด้อยค่าลงไป และบางสิ่งกำลังมีมูลค่าดั่งฟองสบู่ที่บวมไปหาวันแตก เมื่อความมั่นคงจอมปลอมทั้งหลายที่หลายผู้คนหวังยึดมั่น เมื่อวงการหรือกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใครๆ กำลังพังทลายจากภายใน เมื่อเสาที่เคยพยุงชนชั้นสูงทางสังคม การเมือง และจิตวิญญาณไว้กำลังแตกร้าว และการยึดมั่นสิ่งนอกตัวเป็นที่พึ่งพิงทางใจจะสั่นคลอนจนถึงที่สุด หากวันเวลานั้นมาถึง แม้กอดสมบัติและเงินทองที่สะสมมาเพียงใด ก็มิช่วยให้กายใจและชีวิตปลอดภัยอย่างแท้จริง ไม่มีช่วงเวลาใดที่น่าฝึกความมั่นคงภายในจิตใจมากไปกว่าตอนที่พายุกำลังพัดโหมกระหน่ำใส่จิตใจ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว ก่อนที่ใจจะปลิดปลิวไปกับความโกลาหลมากมายของโลกใบนี้ ที่จะเกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งมากทวียิ่งขึ้นไป ต้องหาผืนดินของใจให้เจอ และหยั่งรากลงไปในนั้นดั่งต้นไม้ เพื่อต้านทานต่อกระแสโลก เป็นต้นไม้ที่อยู่รอดได้แม้วันที่พายุพัดผ่านเข้ามาถึงตัว หยุดจากการหวังพึ่งพาความมั่นคงจอมปลอมและสิ่งนอกตัวทั้งหลาย เพราะเมื่อวันเวลานั้นมาถึง สิ่งพวกนั้นก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกักตุน สิ่งที่เรียกว่า “สมาธิ” คำๆ นี้ไม่ใช่เพียงการมีสติในชีวิตประจำวัน อย่างที่บางบุคคลบอกว่า ล้างจานมีสติ กินข้าวมีสติ ฯ นั่นคือการเจริญสติ ตามศัพท์แล้วหมายถึง ทำให้สติมีมากขึ้น… Continue reading ถึงเวลากักตุน… สมาธิ

“ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ

  “ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ   ในฐานะผู้จัดเสวนาในหัวข้อ… อิสรภาพทางใจ ท่ามกลางสังคมบีบคั้น และผู้จัดทำสมุดบันทึก อิสรภาพแห่งใจ ด้วยปลายปากกา และรับผิดชอบการประกวดงานเขียนเยาวชนในหัวข้อเดียวกันนี้ หากถามมุมมองของผมว่า อิสรภาพทางใจ คืออะไร… สำหรับผมแล้วสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงอิสรภาพทางใจของเรานั้น คือการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความหวัง” โดยเฉพาะความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากขึ้น การที่เราไม่เป็นอิสระจากอดีตหรือปมทางใจที่ผูกมัดไว้ให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ก็จะทำให้เราไม่เชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นได้ ทำให้เราไม่เห็นว่าความทุกข์นี้จะไม่อยู่กับเราตลอดไป แต่การที่เรามีความหวังว่า ด้วยการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการทำสิ่งที่แตกต่างออกไป วันหนึ่งเราจะก้าวออกจากอดีตนั้น และมีความสุขกับตนเองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ความหวังนี้ที่บ่งบอกว่า แท้ที่จริงแล้วอดีตนั้นไม่ได้กักขังอิสรภาพทางใจของเรา และเราก็ปลดพันธนาการนั้นได้บางส่วนแล้ว เพราะคนที่จำยอมต่ออดีตแล้วเท่านั้น จึงไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ การมีความทุกข์และความผิดหวัง ไม่ได้แปลว่าเราสิ้นไร้อิสรภาพทางใจหรือขาดสุขภาพทางจิตที่ดี แต่การที่เรายังรักษาความหวังให้งอกงามได้ ท่ามกลางความมืดมนในชีวิตและสังคม แม้จะทุกข์เพียงใดหรือล้มเหลวแค่ไหน นั่นจึงสะท้อนถึงความเข้มแข็งที่เรามีภายใน และอิสระที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะพรากไปจากเราได้ การเสียความหวังอย่างสิ้นเชิง และอยู่อย่างสยบยอมหรือไม่แยแสต่อสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ความหวัง นั่นคึอสิ่งที่อาจบ่งบอกว่าเราได้ปล่อยให้หัวใจตัวเองเป็นทาส และปล่อยให้อิสระของใจตนไปอยู่ในกำมือของผู้อื่น หรือกักขังอยู่ในอดีตเสียแล้ว การมีความหวัง คือสิ่งที่ทำให้เราเป็น “มนุษย์” และคือแรงผลักดันที่จะพาตนเองและสังคมหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์ หากเราปล่อยให้ความหวังได้เสื่อมสลายไปกับความไม่จีรังยั่งยืน อดีตที่ผ่านมา หรือการตีตราจากตนเองหรือคนอื่น เท่ากับเราได้ยกความเป็นมนุษย์ออกไป และใช้ชีวิตเป็นเพียงทาสของระบบหรือทาสของอดีต… Continue reading “ความหวัง” = อิสรภาพแห่งใจ

กาลครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปผู้นั่งอยู่เงียบๆ และโดดเดี่ยว ได้บอกเด็กน้อยผู้ชอบให้

  กาลครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปผู้นั่งอยู่เงียบๆ และโดดเดี่ยว ได้บอกเด็กน้อยผู้ชอบให้ว่า… “บางครั้งการไม่ต้องช่วยใครก็เป็นเรื่องดี การไม่พยายามช่วยใครก็เป็นเรื่องดี การได้อยู่เงียบๆ จากความทุกข์ของคนอื่นบ้างก็น่าขอบคุณ “เพราะการได้ช่วยก็เป็นทุกข์ ความอยากช่วยก็เป็นทุกข์ ช่วยได้แต่ไม่อาจช่วยก็เป็นทุกข์ ได้ช่วยแต่ช่วยไม่ได้ก็เป็นทุกข์ ได้รับการช่วยเหลือมากไปก็ทุกข์ พยายามช่วยมากไปก็เป็นทุกข์… “เราจึงมานั่งตรงนี้เงียบๆ และโดดเดี่ยว ใต้ร่มเงาอันสงบ ท่ามกลางหมู่นกและปลาที่ดิ้นรนในบึงน้ำและผืนฟ้าแห่งทุกข์ แต่มีสะพานที่ทอดมาหาเรา ให้เดินมาหาตรงนี้ได้เสมอ” เมื่อเด็กน้อยได้ฟังธรรม ก็ผล็อยหลับใหล บนเก้าอี้ริมบึง ท่ามกลางหมู่นกพิราบและปลา ต่างเวียนว่ายในที่เดียวกัน … #นิทานเรามีลมหายใจ ครูโอเล่ 31/1/2569   ติดตามกิจกรรม ตารางกิจกรรม

เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา

  “หากเป็นครูแล้ว คาดหวังในตัวนักเรียนอย่างที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า เขาไม่ใช่ความเที่ยงแท้ เขาเป็นทุกข์ และเขาไม่ใช่ตัวตน เช่นเดียวกันกับเรา ตามบาลีว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ครูคนนั้นก็จะทุกข์ใจในการทำหน้าที่ เฉกเช่นผมที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะลดลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม แต่ก็ยังโลภ โกรธ และหลงในการทำหน้าที่อยู่มาก ยังเผลอลืมอยู่บ่อยครั้งว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงแค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา – ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ และ ไม่ใช่ตัวตน คำว่า “เป็นทุกข์” หรือ ทุกขัง แปลกันทั่วไปหมายถึง เป็นภาวะที่ต้องทนหรือทนได้ยาก ท่านพุทธทาสแปลความหมายที่ร่วมสมัยไว้ประการหนึ่งว่า หมายถึง “ไม่สมบูรณ์แบบ” ชีวิตเป็นทุกขัง มีความบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครจะอยากได้ โลกนี้ก็ด้วย สังคมก็ด้วย นักเรียนกับครูก็เป็น ทุกขัง เช่นเดียวกัน หากครูไม่รู้เท่าทันความอยาก ความคาดหวัง หรือปมที่มีอยู่ในใจ ทุกข์มันก็ขังในใจเราอย่างนั้น เราก็อาจจะเผลอใช้หน้าที่เติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ หรือใช้พวกเขาเป็นสิ่งตอบสนองช่องโหว่งในหัวใจตัวเอง เพื่อเติมเต็มความต้องการหรือความอยากของตนเองเป็นที่ตั้ง มิใช่เพื่อเติมเต็มชีวิตของเขา หากเรารังเกียจความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง พยายามปฏิเสธความเป็น ทุกขัง ของชีวิต… Continue reading เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา

เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)

  เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)   กิจกรรมรูปแบบหนึ่งที่ผมใช้ในการสอนน้องๆ ที่สถานพินิจฯ คือการสอนให้เขาจดจำคุณค่าเชิงนามธรรม ผ่านการกระทำและกิจกรรมเป็นรูปธรรมให้เขาได้ซึมซับและทบทวนเชื่อมโยงผ่านการพูดคุยและบรรยายนิดหน่อย หรือพูดง่ายๆ คือการทำให้เขาได้เห็นภาพของสิ่งที่ไม่มีภาพ เพื่อให้จิตใจของเขาสามารถเชื่อมโยงตามช่วงวัยของการเรียนรู้ วันแรกของปี 2569 กิจกรรมแรกที่ให้พวกเขาลองทำด้วยกันคือการข้ามเส้นเชือกที่สูง โดยบอกพวกเขาให้สมมตว่าฝั่งที่อยู่คือปีเก่า และอีกฝั่งหนึ่งนั้นคือปีใหม่ จะข้ามอย่างไรให้พ้นได้โดยไม่โดนเชือกหรือเสา ไม่ใช้อุปกรณ์เสริม มีแค่การช่วยกันและข้ามไปด้วยกัน เป็นห้วงอารมณ์ที่หลากหลายกว่าจะข้ามไปด้วยกันจนถึงฝั่ง ทั้งการรอและการเริ่มใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงช่วงที่เด็กบอกว่า “กิจกรรมนี้ไม่เหมาะกับคนอย่างพวกผม” และการทำโทษที่เร็วเกินไปของเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยควบคุม แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ข้ามกันได้สำเร็จ ด้วยกำลังใจจากรางวัลและการเห็นว่าเพื่อนทำได้และเพื่อนอยากให้ผ่านไปด้วยกันทุกคน เมื่อคุยกันถึงวัตถุประสงค์กิจกรรม นอกจากความสามัคคี มีหลายสิ่งที่ให้ฝึกฝน และหนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ การยอมให้เพื่อนจับตัวข้ามไป ผมบอกกับเด็กๆ ว่า สิ่งนี้เรียกว่า ความไม่ถือตัว รู้ไหมว่าการถือตัวคืออะไร… ผมชอบคำตอบหลายๆ ข้อเช่น การเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง การเอาแต่ใจ ฯลฯ สำหรับการสอนผู้ใหญ่ ผมคงลงลึกไปอีกว่า ความถือตัวก็คือการยึดมั่นในตัวตนของๆ ตน รวมถึงความเคยชินต่างๆ ที่ยึดว่าเป็นของฉัน เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนแล้วไม่ใช่ฉัน นี่ก็เรียกว่า ความถือตัว(ตน) เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมให้เขาได้ซึมซับจากกิจกรรมนี้คือการทำให้เขาได้ค่อยๆ เห็นว่า การเริ่มปีใหม่ที่เป็นเหมือนการก้าวข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งนั้น… Continue reading เริ่มปีใหม่ ลดถือตัว(ตน)

ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น

  ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น… “ชาติของกู แผ่นดินของกู ทหารของกู บุญของกู” สิ่งเหล่านี้ล้วนขัดหลักการพื้นฐานของพุทธศาสนาซึ่งเน้นหลัก อหิงสา คือปราศจากความรุนแรงและการเบียดเบียน และมุ่งทำความเข้าใจ อนัตตา ความมิใช่ตัวตนและของๆ ตน เพื่อหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์อย่างจริงแท้ การสนับสนุนการเข่นฆ่า ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน และการบิดเบียนธรรมะว่า การฆ่าทหารของอีกฝ่ายมีบุญมากกว่าบาป ก็ไม่ต่างอะไรกับวิธีคิดของกลุ่มนักรบคลั่งศาสนาที่ก่อการร้ายและเข่นฆ่าคนในนามของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณสะท้อนความเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในดินแดนนี้ เมื่อความคลั่งชาติกับการภาวนาถูกนำมาผสมกัน เหมือนกับการที่วัตถุนิยม บริโภคนิยม หรือความอยากรวย นำมาผสมกับการภาวนาก่อนหน้านี้ ชาวพุทธจำนวนมากยังคงมอง บุญ-บาป ในเชิงงมงาย ทั้งสองเป็นศัพท์โบราณ หากใช้คำที่ร่วมสมัยขึ้นให้คนรุ่นใหม่เข้าใจง่ายอาจเป็นคำว่า คุณ-โทษ สงครามมี “คุณ” หรือไม่ ? ถือว่ามีอยู่บ้าง และมี “โทษ” หรือไม่ ? ถือว่ามากมาย สงครามแต่ไหนแต่ไร คนที่ได้รับ คุณ ไม่ใช่ชาวบ้านหรือประชาชน แต่คนที่ได้รับ คุณ คือนักการเมืองและชนชั้นสูงบางกลุ่ม และ คนที่ได้รับ โทษ มากที่สุดจากสงครามก็คือชาวบ้านและประชาชนของทุกฝ่าย สงครามสมัยนี้… Continue reading ไม่มีหรอก ภาวนาเพื่อแผ่นดิน เป็นแค่เพียงภาวนาเพื่อความหลงเท่านั้น

ยามผีเสื้อจะต้องเป็นผีเสื้อ เขาไม่อาจแบกดักแด้ไว้กับตัวได้อีกแล้ว

  เราทุกคนต่างเป็นมากกว่าที่เราคิด เป็นมากกว่าที่เราเชื่อ แต่โชคร้ายที่หลายครั้งเราจำกัดตัวเองไว้ในกรอบความคิดและความคุ้นเคยชิน จนบดบังอำพรางสิ่งที่เราเป็นแท้จริงอยู่ข้างใน บ่อยครั้งที่เราตัดสินตัวเองเหมือนตัดสินหนอนแก้วตัวหนึ่งว่ามันไม่อาจมีชีวิตที่บินได้ ชีวิตของผีเสื้อ เป็นตัวอย่างของการรู้จักตน และมอบบทเรียนการเริ่มต้นให้แก่ชีวิตมนุษย์ บทความหัวข้อนี้ริเริ่มชวนเราผู้อ่าน ย้อนมองรอยทางของเขา จากชีวิตหนอนผู้คืบคลาน สู่ผีเสื้อที่ขยับปีกอันแสนสวย ไม่ได้พยายามเป็นอย่างใครอื่น แต่พยายามเป็นอย่างที่ตนเองเป็นจริง เผยคุณค่าและความงามจากข้างในสู่ภายนอก ขณะที่เราใช้ชีวิต เพียงเพื่อพยายามจะเป็นคนอื่น เราอาจไม่มีวันได้พบความสุขแท้ได้เลยในปัจจุบัน หากเรารู้สึกว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตและทำงานไปอย่างเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามที่สำคัญแก่ตนเองได้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรจะริเริ่มเพื่อชีวิตอย่างที่ควรเป็นอย่างแท้จริง กว่าผีเสื้อจะเป็นผีเสื้อได้นั้น เขาจะต้องเป็นหนอนเสียก่อน คลานต้วมเตี้ยม เชื่องช้า ดูไม่มีวี่แววจะบินได้เลย การเริ่มต้นใหม่และการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเริ่มต้นสิ่งใหม่ในชีวิตหรือกระทั่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราอาจพบว่าสิ่งต่างๆ มันช่างเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่มีวี่แววชัดเจนเลยว่าจะล้มเหลวหรือก้าวหน้าได้เพียงใด อาจมีคนคอยห่วงใยถามไถ่อยู่เรื่อยๆ ว่า จะไปรอดหรือไม่ ซึ่งแม้เสียงในใจเราเองก็อาจถามด้วย เมื่อริเริ่ม หัวใจเราอาจรวนเรกับความลังเลนับไม่ถ้วน มันอาจถ่วงให้เราช้าลง รอบคอบและระมัดระวัง ช้าเชื่องอยู่บ้างแต่ดีกว่าถาโถมเทหมดหน้าตัดจนพลาดพลั้ง แต่หนอนนั้นยังสอนเราอีกว่า แม้เขาจะช้าเพียงใด เขาก็ยังคลานต่อไป จากจุดหนึ่งที่เราอาจคิดว่าต้องใช้เวลานานกว่าไปถึงอีกจุด เมื่อละสายตาไปกลับมาอีกครั้งหนอนตัวนั้นก็อาจไปไกลแล้ว ช้าเหมือนเต่าในนิทานวิ่งแข่งกับกระต่าย เมื่อไม่ละความเพียรแล้ว ย่อมไปถึงจุดหมายได้สักวันหนึ่ง ในช่วงแรกของการเริ่มต้นนั้นย่อมช้าก่อนที่จะเร็ว ระหว่างที่เราทำมันอาจดูไกลจากเป้าหมายมากมาย แต่ขอให้เราระลึกไว้ว่า เราเองก็ไม่เห็นปีกของหนอนผีเสื้อ วันนี้ไม่มีใครเห็นปีกหรือความสำเร็จในตัวเราได้… Continue reading ยามผีเสื้อจะต้องเป็นผีเสื้อ เขาไม่อาจแบกดักแด้ไว้กับตัวได้อีกแล้ว

เมื่อประชาชนลืมศรัทธาของเกิดมาเป็นมนุษย์และศรัทธาของการฝึกตนเอง

  …หากเราหวังพึ่งพารัฐจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้รัฐสังคมนิยมเผด็จการและรัฐมาเฟีย …หากเราหวังพึ่งพาบุคคลจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้ศาลเตี้ยและลัทธิบูชาฮีโร่ …หากเราหวังพึ่งพาสถาบันทางจิตวิญญาณจอมพลังมากเกินไป เราอาจจะได้ยุคมืดแบบยุโรปหลายศตวรรษก่อน และสติปัญญาของประชาชนจะถูกขังอยู่ในกรงของศรัทธา . สิ่งที่เหมือนกันในสามอย่างนี้ คือการที่ประชาชนหลงลืมว่า ตนเป็นที่พึ่งแแห่งตน และเราทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ความเป็นไปของการบริหารบ้านเมือง นักการเมือง บุคคลหรือสถาบันที่มีอำนาจในสังคม ต่างเป็นกระจกเงาสะท้อนจิตใต้สำนึกโดยรวมของประชาชนในสังคมนั้น …เพราะความโลภ โกรธ และหลงที่เรามี ต่างช่วยส่งเสริมให้นักการเมืองที่โลภ โกรธ และหลงแบบเดียวกันนั้นเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และพวกเขาที่กุมอำนาจในสภาก็จะดำเนินงานไปตามความโลภ โกรธ และหลงแบบที่เราส่งเสริม นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ก็อาจไม่ถูกผลักดันเท่าที่ควร ถ้าขัดกับความเคยชินและความติดสบายของประชาชน ที่มิได้ฝึกขัดใจตนเองจากกิเลส เพราะเราก็จะไม่ได้ช่วยกันผลักดันนโยบายเหล่านั้น มากเท่ากับนโยบายแจกเงินหรือความสะดวกสบายชั่วคราว …ช่องว่างในจิตใจ การขาดความเคารพคุณค่าในตนเอง และความรู้สึกไร้อำนาจของประชาชน ต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดบุคคลจอมพลังและศาลเตี้ย ซึ่งแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นกลไกตามธรรมชาติทื่เกิดขึ้นเพื่อถ่วงดุลความอยุติธรรมในสังคม แต่เมื่อประชาชนยกเอาคุณค่าของตนเองและความรู้สึกไร้อำนาจ ไปคาดหวังบุคคลสำคัญของคนในสังคมมากเกินไปแล้ว บุคคลสำคัญเหล่านั้นก็จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กำหนดความผิดถูกหมุนรอบอัตตาตนและเสียงของแฟนคลับ กอบโกยผลประโยชน์จากชื่อเสียง ทำให้เงินและโอกาสไหลไปหาบุคคลบางกลุ่มมากเกินไป จนบั่นทอนโอกาสของประชาชน และเมื่อนั้นเราก็อาจบั่นทอนให้รัฐและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอลง เพราะรัฐและกระบวนการยุติธรรมก็จะหวังพึ่งพาบุคคลเหล่านี้ มากกว่าส่งเสริมการปฏิรูปตนเอง …การขาดความมั่นคงทางจิตใจ และความไม่สามารถยอมรับหรือจัดการกับความทุกข์ของชีวิตในจิตใจประชาชนนั้น ต่างเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้สถาบันทางจิตวิญญาณเติบโตขึ้นเป็นจอมพลัง เมื่อนั้นความศรัทธาก็จะไหลทะลักเข้าไปในสถาบันเหล่านั้น และปล่อยให้พวกเขาสร้างอิทธิพลทางความคิดและค่านิยมในสังคม แต่ประชาชนจะหลงลืมศรัทธาที่สำคัญบางอย่างไป นั่นคึอศรัทธาของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน… Continue reading เมื่อประชาชนลืมศรัทธาของเกิดมาเป็นมนุษย์และศรัทธาของการฝึกตนเอง