
ถึงเวลากักตุน.. สมาธิ
#คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต
เรียกได้ว่าสิ่งที่พวกเราฝึกใจกันมา ไม่ว่าในเรื่องของ ความมั่นคงภายใน, การปล่อยวาง, ปรับศูนย์ใจ, โปรแกรมจิตตนเอง, เป็นดั่งแสงสว่าง หรือในหัวข้อหลักสูตรใด หรืออุบายวิธีการใด ล้วนแล้วเพื่อนำมาใช้ในช่วงเวลาแบบนี้ และในช่วงเวลาที่เลวร้ายกว่านี้
เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ เมื่อสงครามย่างกรายเข้ามา เมื่อความล้มเหลวของการสร้างสังคมที่ปรองดองและผาสุขของมนุษย์มาเยือน เมื่อสิ่งที่เคยดูเหมือนมีราคากำลังด้อยค่าลงไป และบางสิ่งกำลังมีมูลค่าดั่งฟองสบู่ที่บวมไปหาวันแตก
เมื่อความมั่นคงจอมปลอมทั้งหลายที่หลายผู้คนหวังยึดมั่น เมื่อวงการหรือกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใครๆ กำลังพังทลายจากภายใน เมื่อเสาที่เคยพยุงชนชั้นสูงทางสังคม การเมือง และจิตวิญญาณไว้กำลังแตกร้าว และการยึดมั่นสิ่งนอกตัวเป็นที่พึ่งพิงทางใจจะสั่นคลอนจนถึงที่สุด
หากวันเวลานั้นมาถึง แม้กอดสมบัติและเงินทองที่สะสมมาเพียงใด ก็มิช่วยให้กายใจและชีวิตปลอดภัยอย่างแท้จริง
ไม่มีช่วงเวลาใดที่น่าฝึกความมั่นคงภายในจิตใจมากไปกว่าตอนที่พายุกำลังพัดโหมกระหน่ำใส่จิตใจ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว ก่อนที่ใจจะปลิดปลิวไปกับความโกลาหลมากมายของโลกใบนี้ ที่จะเกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งมากทวียิ่งขึ้นไป
ต้องหาผืนดินของใจให้เจอ และหยั่งรากลงไปในนั้นดั่งต้นไม้ เพื่อต้านทานต่อกระแสโลก เป็นต้นไม้ที่อยู่รอดได้แม้วันที่พายุพัดผ่านเข้ามาถึงตัว
หยุดจากการหวังพึ่งพาความมั่นคงจอมปลอมและสิ่งนอกตัวทั้งหลาย เพราะเมื่อวันเวลานั้นมาถึง สิ่งพวกนั้นก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกักตุน สิ่งที่เรียกว่า “สมาธิ”
คำๆ นี้ไม่ใช่เพียงการมีสติในชีวิตประจำวัน อย่างที่บางบุคคลบอกว่า ล้างจานมีสติ กินข้าวมีสติ ฯ นั่นคือการเจริญสติ ตามศัพท์แล้วหมายถึง ทำให้สติมีมากขึ้น สติคือการระลึกรู้ตัว รู้เท่าทันตนเองในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่เรียกว่า Awareness
หากแต่สติเหล่านี้ก็เหมือนความสามารถในการหยั่งรากของต้นไม้ ซึ่งจะยังไม่มีประโยชน์อย่างแท้จริง หากรากนั้นยังคงถูกถอนเข้าถอนออกจากดินไปเรื่อยๆ ไม่มีโอกาสได้เติบโตอย่างมั่นคง หากขาดสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ
การทำ “สมาธิภาวนา” ตามศัพท์หมายถึงการทำให้สมาธิมีมากขึ้นหรือพัฒนาสมาธิ คำๆ นี้หรือ Concentration คือการจดจ่อใส่ใจในสิ่งๆ หนึ่ง จนใจเราหยุดนิ่งลงจากการไหลตามไปกับสิ่งรบกวนทั้งหลาย คือการทำให้ใจสงบลงก็ว่าได้ เป็นการให้เวลาตัวเองได้หยุดนิ่งจากการวิ่งตามโลกก็ว่าได้
สมาธิ เกิดจากสติที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ณ จุดเดียว ในเรื่องๆ เดียว ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นการระลึกรู้ถึงลมหายใจอย่างต่อเนื่อง และละเว้นจากการทำสิ่งอื่นสิ่งใดนอกเหนือจากการระลึกรู้ที่ลมหายใจเท่านั้น เป็นเหมือนการหยั่งรากของจิตใจลงไปในดินและแช่ค้างไว้ตรงจุดๆ เดียวนั้นจนรากแข็งแรงมากขึ้น
รากต้นไม้จะแข็งแรงขึ้นเพราะได้รับโอกาสหยั่งรากลงในดิน ณ จุดเดียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ถอนเข้าถอนออกไปเรื่อยๆ รากของต้นไม้และหัวใจนี้ที่รอดพ้นจากพายุอันบ้าคลั่งได้
นี่คือการสร้างความมั่นคงภายในที่แท้จริง และสาระสำคัญของการเป็นที่พึ่งพาตนด้วยตัวเอง
หรือหากเราปรารถนาเป็นที่พึ่งพาของใคร การฝึกหยั่งรากลงดินอย่างต่อเนื่องจนเป็นต้นไม้ที่พร้อมต้านทานต่อลมกระโชกแรงแห่งโชคชะตา เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ต่อการเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ผู้ให้ร่มเงาและอาหารแก่สัตว์ทั้งหลาย
สมาธิ ยังหมายถึงการที่เราปล่อยวางจากการยึดเหนี่ยวโลกที่วุ่นวาย กลับมาหาความสงบภายในจิตใจตนเอง คือการขัดใจที่อยากหาความมั่นคง..จากสิ่งที่ไม่มีความมั่นคงในตัวมันเองอยู่แล้ว กลับมาหาความมั่นคงในความสงบที่อยู่ลึกภายในจิตใจตนเองนั้น
ไม่สำคัญว่า เมื่อนั่งสมาธิแล้วจะนั่งได้นานเท่าใด จะนั่งแล้วฟุ้งซ่านหรือไม่ จะนั่งแล้วหลับหรือเปล่า สิ่งเดียวที่สำคัญคือทำหรือไม่ทำ เพราะการหยั่งรากลงดินนั้นย่อมต้องใช้เวลารากจึงจะแข็งแกร่ง แต่หากไม่ทำเลยนั้น เราก็พร้อมจะโดนโชคชะตาพัดกระชากให้ปลิวอย่างไม่อาจควบคุม
สมาธิ ยังหมายถึงการพักจากการหมกมุ่นในเรื่องราวทั้งหลายบนโลก..ที่ต่างหาความจีรังแน่นอนและความเป็นสุขที่แท้จริงได้ยาก เป็นเหมือนการถอยตัวเองออกมาชั่วคราว ถอนใจจากการหมกมุ่นกับข่าวสารต่างๆ ด้วยความกลัว ความคาดหวัง และความอยากทั้งหลาย พาใจกลับมาอยู่ในที่ตั้งแห่งความสงบ และรักษาใจให้ “เป็นกลาง” จากโลกใบนี้
เมื่อใดก็ตามที่เราเจอความกังวลใจอันมากมาย ความกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้าหดหู่ และความเครียดในรูปแบบต่างๆ นี่คือสัญญาณที่กำลังบอกใจเราว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องรักษาใจให้เป็นกลางมากขึ้น และถึงเวลาที่ต้องกลับมาหาความมั่นคงภายในตนเอง
รักษาใจให้เป็นกลางหมายถึง เราไม่ไปคาดหวังว่าสิ่งที่มันไม่มั่นคงแน่นอนในตัวมันเองอยู่่แล้ว จะมั่นคงและแน่นอนอย่างที่เราหวังให้เป็นได้,
เราไม่ไปคาดหวังว่าสิ่งที่มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว มีความบกพร่อง และความเสื่อมทรามในมันเองอยู่แล้ว จะสมบูรณ์แบบและเป็นสุขสมหวังอย่างแท้จริงได้
และเราไม่ไปคาดหวังว่าสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวเราหรือของๆ เรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะเป็นไปตามที่เราต้องการหรือคงอยู่แบบนั้นได้ตลอดไป…
รักษาใจให้เป็นกลางจึงเป็นอิสระได้จากโลกใบนี้ และเราจะพบความสงบและความมั่นคงจริงๆ ของชีวิต
ผมไม่ได้เป็นศาสดาหรือบรรลุธรรมแล้ว เพียงแต่ผมโชคดีที่ได้เจอครูอาจารย์ที่ดี เจอหนังสือดี มีมิตรรุ่นพี่รุ่นใหญ่ และความทุกข์มากมาย ตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กอันโดดเดี่ยว ซึ่งต่างชี้ชวนให้ผมได้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงทั้งหลายที่ผู้ใหญ่หลายคน การศึกษา และกระแสสังคมพยายามปลูกฝังเราตั้งแต่เด็กให้ไขว่คว้าไว้นั้น มันช่างว่างเปล่ามากเพียงใด
และไม่ได้มีประโยชน์อะไรอย่างแท้จริงเลยในวันที่โชคชะตานำการเปลี่ยนแปลงที่สาหัสมาสู่ชีวิตเราหรือในสังคม
ผมโชคดีที่ได้เข้าใจว่า สมาธิ นำมาสู่ ความสันโดษ…
ความสันโดษ นำมาสู่ ความสงบ…
และสิ่งนี้คือความมั่นคงที่ยึดถือได้จริงๆ ในโลกอันบ้าคลั่งนี้
“สันโดษ” ไม่ได้หมายถึงอยู่คนเดียว แต่หมายถึงรู้จักพอเพียง พอใจ และพอสมควร ในความมีความเป็นอยู่และในการใช้ชีวิต แต่การรู้จักอยู่ลำพังให้เป็น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งสู่ความสันโดษด้วยเช่นกัน
ความพอเพียงนำมาสู่การเป็นที่พึ่งพาของตนเอง เพราะเราจะหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปแสวงหวังในสิ่งนอกตัวใดๆ ที่เกินจำเป็นมากเกินไป ซึ่งมิใช่แต่เพียงการอยากได้สิ่งของหรือวัตถุต่างๆ แต่หมายถึงถึงการแสวงการเสพทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่อยากท่องเที่ยวไปรับรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ นำมาเป็นความเพลิดเพลินและความอยากต่างๆ อีกมากตามมา
เมื่อรู้จักพอเพียง เราจึงสามารถพอใจตัวเองตามที่เป็นจริง และทำให้เรามั่นคงปลอดภัยจากการสั่นไหวไปกับโลกที่กำลังสั่นสะเทือนด้วยความโลภ โกรธ และหลงของมนุษย์ด้วยกันเอง
สันโดษ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเราไม่มี สมาธิ เพราะเราจะไม่ได้กลับมาอยู่กับตนเองมากพอจนเห็นว่า คุณค่าที่แท้จริงของเราและชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งนอกตัวอันไม่เที่ยงแท้เหล่านั้นเลย เราก็จะมัวไปกักตุนสิ่งทั้งหลายที่เป็นความสุขทางประสาทสัมผัส และทรัพย์สมบัติในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ได้รักตัวเองมากพอที่จะรักษาและพัฒนาสิ่งที่จะช่วยชีวิตตัวเองไว้ในยามจำเป็น
จิตที่มีสมาธิเท่านั้น จึงเห็นค่าและรักตัวเองได้อย่างแท้จริง
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้ว ในยามที่ลมหายใจยังมีอยู่ และใครก็ตามที่รู้ว่า “เรามีลมหายใจ จำกัด” เราจะไม่มัวกักตุนแต่ปัจจัยภายนอกของชีวิต แต่เราจะกักตุนปัจจัยสำคัญที่อยู่ภายในตัวเราเองด้วยเช่นกัน
สมาธิ ..ไม่ใช่เพียงพุทธศาสนา ความเชื่อ-ศรัทธา หรือปรัชญา หากเป็นการฝึกตนให้อยู่กับตัวเอง จดจ่อกับสิ่งๆ เดียวที่อยู่ภายในกายใจ จนมีความสงบและความสันโดษจากสิ่งรบกวนทั้งหลาย เป็นการลงมือทำเพื่อการรักตัวเองที่แท้จริง มิใช่เพื่อบุญหรือปาฏิหาริย์
สมาธิ ..ไม่ใช่เรื่องของการทำได้ดีหรือทำได้ไม่ดี หากเป็นการฝึกความพึงพอใจ วางใจเป็นกลาง และปล่อยวางจากการการรับรู้ การตัดสิน และความดิ้นรนทั้งหลายของจิตใจ เพื่อให้จิตนั้นได้หยั่งรากลงไปในปัจจุบันอย่างแข็งแกร่ง
สมาธิ ..ไม่ใช่การไปให้ถึงอะไร แต่เป็นการชวนตัวเราหยุดนิ่งจากการวิ่งตามโลกและการวิ่งหนีจากโลก เพื่อเกิดความสงบและปัญญา เพื่อให้สามารถปรับตัวปรับใจ ให้อยู่รอดในสังคมที่ถูกพายุร้ายโหมกระหน่ำจากทุกทิศทางได้ในเวลานี้ และในเวลาที่เลวร้ายกว่านี้ต่อไป
อยู่กับลมหายใจ เข้าลึก.. ออกยาว..
ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตนเอง..
ถอยใจออกมาจากความไม่แน่นอนทั้งหลายของโลก..
แม้เพียงครู่เดียว แม้เพียงชั่วคราว..
ตอนนี้เราก็เป็นอิสระและมั่นคงภายในตนเองมากขึ้นแล้ว
ดูสิ หากเราทำเช่นนี้ต่อเนื่อง ทำให้ยาวนานมากขึ้นต่อไป
จิตใจเราจะเข้มแข็งและมั่นคงมากเพียงใด
ต้นไม้ต้นนี้จะสงบลง สงบลง และเป็นที่พึ่งพาที่มั่นคงแก่ใครๆ มากมายเพียงใด
ยามที่พายุได้พัดมาถึงตัวพวกเราแล้ว
…
ครูโอเล่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์
เรามีลมหายใจ – ธุรกิจเพื่อสังคม
ติดตามกิจกรรม
