เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา

 

“หากเป็นครูแล้ว คาดหวังในตัวนักเรียนอย่างที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า เขาไม่ใช่ความเที่ยงแท้ เขาเป็นทุกข์ และเขาไม่ใช่ตัวตน เช่นเดียวกันกับเรา ตามบาลีว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

ครูคนนั้นก็จะทุกข์ใจในการทำหน้าที่ เฉกเช่นผมที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะลดลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม แต่ก็ยังโลภ โกรธ และหลงในการทำหน้าที่อยู่มาก ยังเผลอลืมอยู่บ่อยครั้งว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงแค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา – ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ และ ไม่ใช่ตัวตน

คำว่า “เป็นทุกข์” หรือ ทุกขัง แปลกันทั่วไปหมายถึง เป็นภาวะที่ต้องทนหรือทนได้ยาก ท่านพุทธทาสแปลความหมายที่ร่วมสมัยไว้ประการหนึ่งว่า หมายถึง “ไม่สมบูรณ์แบบ”

ชีวิตเป็นทุกขัง มีความบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครจะอยากได้ โลกนี้ก็ด้วย สังคมก็ด้วย นักเรียนกับครูก็เป็น ทุกขัง เช่นเดียวกัน

หากครูไม่รู้เท่าทันความอยาก ความคาดหวัง หรือปมที่มีอยู่ในใจ ทุกข์มันก็ขังในใจเราอย่างนั้น เราก็อาจจะเผลอใช้หน้าที่เติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ หรือใช้พวกเขาเป็นสิ่งตอบสนองช่องโหว่งในหัวใจตัวเอง เพื่อเติมเต็มความต้องการหรือความอยากของตนเองเป็นที่ตั้ง มิใช่เพื่อเติมเต็มชีวิตของเขา

หากเรารังเกียจความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง พยายามปฏิเสธความเป็น ทุกขัง ของชีวิต เมื่อนั้นเราก็จะรังเกียจนักเรียนที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน หรือในทางกลับกัน เราก็จะขยาดครูอาจารย์ที่แสดงความไม่สมบูรณ์แบบออกมาให้เราเห็น

มีบางช่วงที่ผมจะหลบหน้าครูอาจารย์ที่สอนตนเองมา เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่เอาไหน รู้สึกผิดหรือล้มเหลวในช่วงเวลานั้น จนหนีหายขาดการติดต่อเป็นปีๆ เมื่อสำรวจใจตนเองจึงพบว่า มันเป็นความกลัวพ่อไม่ภูมิใจ เพราะท่านเหล่านั้นก็เป็นเสมือนพ่อของผม ซึ่งจะมีประมาณสี่ท่านที่ผมรู้สึกเช่นนั้น โดยมีความเข้มข้นทางใจลดหลั่นต่างออกไป ตามโอกาสที่ได้อยู่ใกล้ชิด

กลัวพ่อไม่ภูมิใจ เพราะวัยเด็กที่ผ่านมา พ่อไม่เคยชมเท่าไร แม้ตอนได้รางวัลต่างๆ ก็จำไม่ได้เลยว่าพ่อเคยชมอะไรบ้าง – แต่มาคิดได้ในภายหลังว่า จริงๆ ตนเองก็ไม่ได้ชวนไปงานหรือบอกกล่าวล่วงหน้าเหมือนกัน

ประกอบกับการทะเลาะกันระหว่างพ่อแม่ที่มีมากขึ้น ข้อเสียต่างๆ ของท่านที่ผุดพรายออกมาให้เด็กน้อยรับรู้ ผนวกกับคำพูดแทงใจจากแม่ที่บอกว่า ผมก็เหมือนพ่อ มันทำให้รู้สึกทั้งรักและชังอยู่ในอก เป็นความรู้สึกขัดแย้งข้างใน กระทั่งได้เยียวยาเด็กน้อยภายในตนเองหรือปมวัยเด็กที่ผ่านมา จึงสามารถยอมรับด้วยใจตนว่า ท่านแค่ไม่สมบูรณ์แบบ แล้วใจผมก็เปิดรับความดีงามของท่านมากขึ้น

กับครูอาจารย์ท่านหนึ่งก็หนีหายเพราะข้อเสียที่ท่านมี กับความแตกต่างของแนวทางที่เลือกเดิน ท่านเคยให้โอกาสผมไม่น้อย ทั้งแบบอย่างของบุคลิกที่มั่นคงและทักษะในการพูด ก็ได้ท่านเป็นแบบอย่าง

บางช่วงเวลาที่ผมทุกข์มาก ท่านก็แนะนำให้คิดได้ แต่เพราะความเชื่อต่างกัน ขณะท่านเน้นสอนนักเรียนให้มั่นใจ มุ่งคว้าดาวสร้างความสำเร็จ และวิธีสอนด้วยการเล่าประสบการณ์วิทยฐานะต่างๆ สร้างศรัทธาอยู่เป็นเวลานานในแต่ละการอบรม ผมก็เลือกเดินจากมาแล้วเปิดสอนเรื่องเดียวกัน ในแนวทางที่แตกต่างจากท่าน

ครั้งสุดท้ายที่คุยกับครูท่านนั้น ท่านปรึกษาว่า ทำอย่างไรให้นักเรียนอ่อนน้อมถ่อมตน ผมไม่ได้แนะนำอะไรไปมาก แต่ในใจก็แอบคิดว่า ท่านก็มิได้กระทำเป็นแบบอย่างให้แก่นักเรียนเช่นกัน ในเมื่อสอนโดยประกาศชื่อเสียงต่างๆ ของตนเองให้ผู้คนศรัทธา เขาก็ต้องอยากที่จะทำอย่างเดียวกันด้วย หลังจากนั้นผมไม่ได้คุยหรือเข้าหาครูท่านนั้นอีกเลย

กระทั่งท่านเสียชีวิตแล้ว จึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าปล่อยให้ความแตกต่างและความคาดหวังให้พ่อสมบูรณ์แบบมาครอบงำใจ บัดนั้นความดีงามต่างๆ ที่ท่านทำให้ก็กลับมาเด่นชัดแจ่มกระจ่างแก่ใจ พาให้น้ำตารินไหลเมื่อระลึกถึงท่าน

คนที่เข้ามาในชีวิตเรา มิว่าเขาจะเป็นพ่อแม่ ครู นักเรียน เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่ผู้บริหารประเทศก็ตาม พวกเขาเป็น “ทุกขัง” ไม่ได้ต่างจากเราเลย มีทุกข์ที่ขังอยู่ในใจเหมือนกัน ครูท่านนั้นก็เป็นนักสู้ ผู้พยายามเอาชนะปมต่างๆ ในใจ ผู้กลัวความไม่แน่นอนกับความอ่อนแอ จึงพยายามมั่นคงและเข้มแข็งอยู่เสมอ

เขาผู้ไม่สมบูรณ์แบบที่เข้ามาในชีวิตต่างก็มอบของขวัญบางอย่างให้แก่เรา และสอนบางสิ่งกับเราอยู่เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นความดีที่เรานึกไม่ถึงเลยก็ได้

ความผิดหวังลึกๆ ในใจที่เรามีต่อตนเอง นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราคาดหวังและผิดหวังต่อคนอื่น การไม่ศรัทธาตัวเองจึงเป็นเหตุให้ไม่ศรัทธา หรือไม่เปิดใจให้คนอื่น เราคาดหวังอะไรแก่ตัวเองมากก็มีโอกาสที่เราจะคาดหวังสิ่งเดียวกันต่อผู้อื่นไม่มากก็น้อย

ตอนที่มุมมองต่อพ่อเปลี่ยนแปลงไป ส่วนหนึ่งก็เกิดจากผมรักตัวเองมากขึ้น เพราะศรัทธาที่มีต่อตัวเองมากขึ้นแล้ว จึงเปิดใจให้รับรู้การชื่นชมและความภูมิใจจากพ่อ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ผมต้องการ ตลอดจนถึงสิ่งที่ดีงามที่ท่านพยายามทำให้ผมและครอบครัวที่ผ่านมา รวมถึงเห็นพระคุณครูอาจารย์ – ผู้เป็นแบบอย่างความไม่สมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วย

บางทีโลกก็ไม่ได้มืดมนอย่างที่เราแลเห็น เพียงแค่ใจเรามืดมนจนละเลยแสงสว่าง มุมมองที่แลเห็นบุคคลอื่นหรือสังคม มันเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีอิทธิพลทางใจมาข้องเกี่ยว เราจะทำสิ่งที่ถูกต้องได้อย่างไร หากไม่ดูแลใจให้มีมุมมองต่อโลกที่ถูกต้องเสียก่อน”

จากหนังสือ “ดังนั้น จึงเป็นครู”
โดยครูโอเล่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ (เรามีลมหายใจ – ธุรกิจเพื่อสังคม)

 

ติดตามการอบรม

ตารางกิจกรรม