10 กฎความสุขสร้างได้ด้วยตนเอง – เนื้อหา –

เนื้อหาภาคแรก

กฎแห่งความสุข 1

 

#กฎแห่งความสุข 1
“ คุณค่าของชีวิตเรา ผูกติดไว้กับสิ่งใด ”

 

ผมยกกระดาษเปล่าใบหนึ่งถามนักเรียน (ที่โตแล้ว) คนแล้วคนเล่าว่า คุณค่าของกระดาษใบนี้อยู่ที่อะไร

 

เนื้อกระดาษ…สี…ถ้อยคำ…การเอาไปใช้ประโยชน์ คำตอบต่างๆ ตามมา

 

เห็นหรือไม่ครับ กระดาษเปล่าหนึ่งใบไม่ได้เปล่าค่า แต่อยู่ที่ว่าเราชี้วัดคุณค่านี้จากอะไร บางทีคุณค่านั้นก็ยังไม่ปรากฏจนกว่าเราจะเลือกใช้สีหรือถ้อยคำขีดเขียน คุณค่าก็เกิดขึ้นแล้ว

 

กระดาษใบนี้คือชีวิตเราทุกคนครับ บางทีมันดูว่างเปล่าเพราะมันยังมีที่ว่างให้เราเติมเต็มสิ่งที่ดีลง และคุณค่าของชีวิตก็อยู่ที่เราเลือกว่าจะชี้วัดจากอะไร

 

หากเราเชื่อว่าตนเองมีคุณค่า ชีวิตที่ผ่านมานี้มีคุณค่า แล้วเราวัดจากอะไร

 

คำถามนี้สำคัญมากครับ ผมจึงเลือกเป็นกฎแห่งความสุขข้อแรก เพราะมันจะกำหนดกฎข้ออื่นๆ ถัดไปของเรา แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายคนที่จะตอบในทันที เพราะชีวิตที่ผ่านมาเราอาจเชื่อว่าตนเองมีคุณค่าและกำลังทำสิ่งที่ควร แต่อาจไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าเราชี้วัดมันจากอะไร และที่สำคัญสิ่งนั้นควรค่าให้เราผูกยึดตนเองไว้หรือไม่

 

เด็กๆ ยุคใหม่ เขามีชื่อเล่นว่าเป็นเด็กยุค เจเนอเรชั่นไลค์ (like) เป็นผู้มีชีวิตสองภาคคือโลกความเป็นจริงและโลกโซเชียลมีเดีย สำหรับผู้เป็นผู้ใหญ่เราอาจแยกแยะได้ว่า เฟสบุ๊ค เป็นช่องทางสื่อสาร แต่สำหรับพวกเขาแล้วมันคือโลกใบหนึ่ง มีสารคดีที่ทำให้คนดูประจักษ์ว่าเด็กๆ เหล่านั้นถือว่ายอดคนกดชอบ หรือ ไลค์ มีคุณค่ากับพวกเขามากจนหลายคนยอมทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งไลค์เยอะๆ แชร์มากๆ ตั้งแต่การแสดงความสามารถพิเศษจนถึงอวดของสงวนในร่างกาย เด็กบางคนก็ทุกข์ใจเพราะเปรียบเทียบยอดผู้ชอบแล้วน้อยกว่าเพื่อนคนอื่น

 

ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสียทีเดียวครับ ที่เขาทำเช่นนี้เพราะคนกดชอบคนกดแชร์แล้วมันทำให้เขารู้สึกมีตัวตนและมีคุณค่า ทุกๆ คนก็ต้องการมีคุณค่าในตัวเอง แต่เด็กๆเหล่านั้นและอาจผู้ใหญ่หลายคนด้วย ผูกยึดคุณค่าของตัวเองไว้กับยอดไลค์

 

เมื่อความหลงยึดติดนี้มากเข้าจนขาดสติ เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ก็ทำสิ่งสิ้นคิดเพื่อแลกคุณค่าจอมปลอม คุณค่าของชีวิตที่กำหนดอยู่แค่ปุ่มเสมือนจริง และตัวเลขคนที่กดปุ่มเหล่านั้น ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจคุณค่าแท้ของตัวเอง เราจึงเห็นข่าวการฆ่าตัวตาย โชว์วาบหวิว การเล่นแผลงๆ รวมทั้งการด่าคนอื่นผ่านสื่อออนไลน์ และยิ่งตอนนี้เราสามารถทำมันสดๆ ให้คนดูได้เลยทันที

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างครับ การแสดงออกผ่านสื่อออนไลน์สามารถนำมาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ได้มากมาย แต่ประเด็นสำคัญคือเมื่อเราผูกยึดคุณค่าตัวเองไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกินไป เราอาจทำสิ่งที่ขาดสติ เกินพอดี และไม่มีความสุขอย่างแท้จริงได้เช่นกัน

 

ยอดไลค์มันมีขึ้นและลงอยู่เสมอ บางแง่มุมมันเป็นการแข่งขันกับคนอื่นๆ แล้วเราจะฝากความสุขของชีวิตไว้กับสิ่งเสมือนจริงที่ไม่แน่นอนและแลกมาด้วยการแข่งขันอย่างนั้นหรือ

 

เมื่อใจคนเราผูกยึดคุณค่าไว้มากเกินไป ยามสูญเสียย่อมเจ็บปวดและรู้สึกไร้คุณค่า บางทีเราไม่รู้ตัวครับว่าเราทุ่มโถมตัวเองให้กับสิ่งหนึ่ง กอดรัดมันเป็นตัวเป็นตนเสียแนบแน่น ข่าวการทำร้ายตัวเองเมื่อเสียรักจากคนรัก ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งแก่เรา เมื่อยามเธอและเขารักใครสักคนอย่างดำดิ่ง ทุกสิ่งในชีวิตเป็นของใครคนนั้นและการมีอยู่ของกันและกัน หากผิดหวังจากเขาแล้ว หรือทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว ชีวิตก็พังทลาย คิดสั้น ทำร้ายกัน และบ้างปลีกตัวไปจากชีวิต เก็บตัวและบั่นทอนโอกาสที่ตนเองจะทำสิ่งต่างๆ ที่ดี เพราะเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกินไป

 

จนหลงลืมว่า ชีวิตเราเหมือนกระดาษใบหนึ่ง แล้วเรามีคุณค่ามากกว่าสีที่วาดผิดเพี้ยน เรามีคุณค่าที่หลากหลาย

 

บางคนผูกคุณค่าไว้กับการทำงานมาก เราเคยเห็นคนบ้างานไหมครับ ชนิดที่ทุกสิ่งไม่มีค่าเทียบเท่ากับการได้ทำงาน นั่งกินข้าวก็ทำงานในความคิด จนหลงลืมดูแลคนใกล้ตัว บางทีก็ลืมให้ไมตรีกับลูกน้อง เห็นทุกอย่างเป็นงานไปหมดสิ้น ร่างกายก็แย่สิครับ ใช้งานหนักไม่ว่างเว้น จิตใจก็วุ่นและยุ่งหาความสงบยาก

 

ผมเจอคนบ้างานไม่น้อยเลย และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ฝากฝังคุณค่าไว้ที่ตัวงาน และเมื่อมีข้อผิดพลาด เราก็เริ่มโทษตัวเองและคนอื่นๆ เครียดหนักทั้งที่มีรักอยู่ข้างกาย ผมเคยให้คำปรึกษาและบำบัดบางคนในลักษณะนี้ ทั้งๆ ที่ปัญหาในการทำงานผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่ไยจึงรู้สึกเครียดอยู่ ก็แน่ล่ะครับ หัวใจเราผูกยึดคุณค่าไว้ที่งานและเป้าหมายมาก จนลืมความสุขอื่นๆ ที่เรามอบให้แก่ตัวเองได้

 

คุณค่าของชีวิตเกิดขึ้นได้หลายอย่างครับ บางครั้งผมก็ถามผู้เรียนที่เรียนกึ่งออนไลน์เขียนเปลี่ยนชีวิต ถามหรือตั้งโจทย์พวกเขาว่า คุณค่าในตัวเราขึ้นอยู่กับอะไร หลายคนตอบเรื่องการช่วยเหลือคนอื่น บางคนตอบผลของงาน คุณธรรมภายใน และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นดีครับ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการชี้วัดคุณค่าจากเพื่อนแฟนเพจด้วย ทุกคุณค่าที่เราเชื่อมั่นเหล่านั้นดีแล้ว แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต อย่าผูกมันไว้เป็นทางเลือกเดียว

 

ยกตัวอย่างการช่วยเหลือคนอื่น หลายคนเลยครับชี้วัดคุณค่าตัวเองจากการทำอะไรดีๆ ให้กับคนรอบข้าง แต่เรายึดคุณค่านี้มากเกินไปแล้วจะเป็นอย่างไร โอ้ เราอาจมัวแต่ยุ่งเรื่องคนอื่นแต่ลืมใส่ใจตนเองเลยก็ได้ บางคนก็เอาใจใส่คนไกลตัวมากกว่าคนในครอบครัว แล้วหากคนอื่นๆ วิจารณ์เราหรือไม่พอใจสิ่งดีๆ ที่เราพยายามหยิบยื่นให้คนอื่น เราก็ทุกข์ท้อหม่นหมองง่าย คุณค่าของชีวิตเราอยู่ที่การแบ่งปันและช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วย แล้วยังอยู่ที่การรักตัวเองและการให้พื้นที่คนอื่นเช่นกัน

 

บางคนก็ชอบการพัฒนาจิตใจใช่ไหมครับ คุณค่าชีวิตของเขาอยู่ที่การพัฒนาจิตให้บรรลุถึงสิ่งดีงามภายใน แต่หากเรายึดติดคุณค่านี้เกินไป เราก็คงหลงลืมว่า เราต้องพัฒนาสุขภาพกาย ดูแลการกิน การดื่ม และการทำมาหาเลี้ยงชีพด้วย พระพุทธเจ้าท่านสอนถึงเส้นทางที่ควร ไม่ได้ประกอบด้วยมุมมองเดียว แต่เป็นตั้ง 8 ด้านหรือมุมมองที่ต้องควบคู่ไปด้วยกันบนเส้นทางที่ควร เรียกว่ามรรค 8

 

ชื่อเสียง และยอดเงินที่มีในธนาคาร ก็เป็นคุณค่าชีวิตของใครหลายคนด้วย ผมไม่ตำหนิครับ การดูแลเกียรติของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ การรู้จักสัมมาอาชีพและอดออมเป็นคุณค่าที่เราไม่ควรละเลย แต่หากเราใส่ใจกับชื่อเสียงหรือเงินทองมากเกินไป คุณค่าของชีวิตเราก็คงขึ้นลงไม่ต่างจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่นานนี้ผมได้ฟังความทุกข์โดยบังเอิญจากคนที่รวยอย่างพุ่งพรวดและตกดิ่งลงพร้อมหนี้สินเป็นล้าน ทั้งๆ ที่ชีวิตไม่เคยคิดมีหนี้เลย ชีวิตพลิกคว่ำในเวลาแค่สองปี จากนั้นก็กินเหล้าเมา วันหนึ่งขับกลับบ้าน ยางรถมอเตอร์ไซค์ระเบิดพาคนขับล้มกลางถนน แต่โชคดีไม่มีรถตามมาเลย เขาถือว่าเหตุการณ์นั้นแปลกประหลาดมาก แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นสัญญาณของธรรมชาติมาเตือนเขา

 

หากเปรียบชีวิตเราเหมือนการขับรถ หากเรายึดมั่นคุณค่าไว้ที่เป้าหมาย จนเผลอพลั้งเหยียบเร่งความเร็วรี่ อุบัติเหตุเกิดขึ้นง่าย ชีวิตอาจพลิกคว่ำ แล้วหากเปลี่ยนคุณค่ามาเป็นการชื่นชมบรรยากาศรอบข้างบ้าง เราคงใช้ชีวิตช้ากว่านี้

 

ย้อนสังเกตตัวเราครับ คุณค่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับอะไร ชี้วัดที่อะไรบ้าง สิ่งเหล่านั้นสำคัญครับ แต่อย่าลืมว่ายังมีคุณค่าชีวิตอื่นๆ ที่เราเลือกให้ตัวเองได้ บางอย่างที่ไม่ใช่คุณค่าแท้แก่ชีวิต เรามัวพึ่งพิงอยู่กับมัน มันก็ทำให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควร ยกตัวอย่างเดิมที่เด็กๆ วัยรุ่นเริ่มพึ่งคุณค่าชีวิตที่ตัวตนในโลกออนไลน์ เราต้องการอยู่อย่างมีคุณค่าแต่จำนวนไลค์ก็มิใช่คำตอบที่แท้จริง ยิ่งยึดคุณค่าเทียมเรายิ่งเสี่ยงที่จะเสียชีวิตอย่างที่เป็นจริงไป เด็กๆ และวัยรุ่นเหล่านั้นยังมีความสามารถและสามารถสร้างการยอมรับได้ด้วยวิธีอื่นๆ

 

เราผู้ใหญ่เองบางทีความรู้สึกในหัวใจที่มิอาจดูแลก็พาเราไปยึดติดสิ่งที่ไม่ใช่คุณค่าแท้ต่อชีวิต อย่างกินเหล้าเมาหัวราน้ำ จากเพื่อครึกครื้นใจก็กลายเป็นการเสพติด จนกว่าเราจะสำรวจตนให้กระจ่าง สิ่งที่เรามองว่าเป็นคุณค่าของชีวิตนั่นเป็นคุณค่าจริงหรือก่อทุกข์ชีวิตมากขึ้น

 

ยิ่งยามใดเรารู้สึกสูญเสียหรือเคว้งคว้างไม่แน่ใจ ลองตระหนักถึงคุณค่าต่างๆ ที่ชีวิตนี้มี อย่าจมจ่อมอยู่กับหลุมบ่อ ทั้งๆ ที่มีแม่น้ำอยู่ทั้งสายวางอยู่เบื้องหน้า

 

 

#กฎแห่งความสุข 2
“ เกิดมาอย่างไรไม่ตายเปล่า ”

 

มนุษย์ต่างเกิดมามีภารกิจต้องทำให้เสร็จสิ้น เรียกว่าเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ให้ลุล่วง หากพูดตามภาษาพุทธเรียกว่าเกิดมาเพราะมีกรรมต้องใช้ แต่ผมขอเรียกว่าภารกิจของชีวิต เพื่อให้เรามองเห็นแง่งามของการมีชีวิตอยู่ เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นให้ลุล่วง แม้การเกิดขึ้นนั้นเป็นทุกข์ เป็นของไม่แน่นอน และมีคราวต้องดับสิ้น แต่การเกิดขึ้นมานั้นมิใช่ไร้ค่า แต่มีสิ่งควรค่าที่เราควรทำให้สมที่เกิดมา

 

น่าเสียดายที่คำถามสำคัญนี้ถูกถามเชิงล้อเล่น และตอบแกมตลกจนเราหลงลืมที่จะใคร่ครวญอย่างจริงจัง เราเกิดมาเพื่อทำอะไร… หากมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่วัน เราต้องการทำสิ่งใด…

 

มันไม่มีอยู่สิ่งเดียวแน่นอน เราต่างมีกรรมที่ต้องใช้หรือเรียนรู้หลายอย่าง และมีหน้าที่ของชีวิตหลายประการ แต่เมื่อเราตอบคำถามนี้ เราควรถามย้ำแก่ตนว่า แน่ใจหรือ… สิ่งนั้นมีคุณค่าพอให้ฉันต้องทุ่มเทชีวิตใช่ไหม…

 

ถามย้ำเพราะเราหลายคนรู้สึกหาคุณค่าใดๆ ในชีวิตไม่เจอ นอกจากการทำงานในแต่ละวัน หาเงินให้พอแต่ละเดือน กิน ดื่ม เสพความสุขให้เต็มที่ เพื่อมิต้องเสียดายเมื่อตายจาก แต่สิ่งเหล่านั้นคือคุณค่าจริงๆ ที่เราต้องการแล้วหรือ

 

เราจะรู้ได้ว่าตนต้องการทำสิ่งใด ต่อเมื่อเราเข้าใจตนเองแล้ว และเริ่มเห็นคุณค่าในตนเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้วคำตอบของคำถามเหล่านี้ก็เป็นคำล้อเล่นแกมตลก หรือละเลยไม่ใส่ใจ

 

การที่เรารู้ว่าตนเองต้องการทำสิ่งใดที่มีคุณค่าและความหมายต่อชีวิต มันทำให้เรามีพลังที่จะใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่า ทำให้เรามีความสุขกับการพยายาม มีความสุขกับการเดินทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย หรืออย่างน้อยก็มุ่งสู่เป้าหมาย มิว่าชาตินี้จะบรรลุหรือไม่ แต่มันมีความสุขที่มากไปกว่าความสุขจากการกิน ดื่ม เสพ และใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไม่เห็นคุณค่าของการเกิดมา

 

ผมแปลหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ดอกไม้และความหวัง” เกี่ยวกับหนอนแก้วลาย ผู้ใช้ชีวิตธรรมดาเยี่ยงหนอนทั่วไป กินใบไม้แล้วก็โตขึ้น ตัวโตขึ้น จนวันหนึ่งเขารู้สึกสงสัยว่า นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตหรือ เขาเกิดมาแค่กิน กิน กิน และโตขึ้นเท่านั้นหรือ ส่วนลึกในใจบอกไม่ใช่ เขาจึงออกเดินทางเพื่อตามหาคำตอบนั้น

 

หนอนแก้วลายก็คล้ายกับคนเรา เราเกิดมาเพียงเพื่อกิน หากิน ตัวใหญ่ขึ้น ทำงานหากิน เสพดื่ม และตายลง เท่านั้นเองหรือ การเกิดมาเป็นคนนี้ไม่ง่ายครับ ลองคำนึงดูว่ามีรูปแบบสิ่งมีชีวิตกี่แบบและจำนวนเท่าใดบนโลก โอกาสที่จะได้เป็นคน จะมีเพียงเท่าใด ยิ่งกว่านั้นโอกาสที่เราจะเกิดมามีสภาพร่างกายที่แย่กว่านี้ อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันและความยากจนกว่านี้ เราจะเหลือโอกาสเกิดมาเป็นตนเช่นทุกวันนี้อีกมากเท่าใด เกิดมาเป็นเช่นวันนี้ได้มันไม่ง่าย กรรมดีที่เราสะสมมา พาเรามาถึงได้เพียงนี้แล้ว

 

เราจะใช้โอกาสที่เกิดมาเพื่อสิ่งใด

 

ผมเห็นความทุกข์ในหัวใจ ประจักษ์ว่าการเยียวยาบาดแผลข้างในและการบ่มเพาะตนจนเติบโตในทางธรรมมีคุณค่าแค่ไหน ผมจึงเลือกเป็นผู้เยียวยาและครูแก่ใครหลายๆ คน เพราะเห็นทุกข์มากมายที่มีอยู่ในสังคมและแลเห็นศักยภาพที่ตนมีที่พอช่วยเหลือดูแลคนอื่น

 

ภารกิจที่เราเกิดมาเพื่อกระทำ มิจำเป็นต้องลิขิตไว้แล้ว สิ่งที่ลิขิตไว้ก่อนหรือกรรมเก่าก่อนอาจดลบันดาลปัจจัยต่างๆ ให้มีแก่ชีวิตปัจจุบัน แต่การเลือกว่าควรทำอะไร นั่นเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง

 

บนเส้นทางที่เลือกเดิน ผมล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะตัวเองและความเศร้าหมองครองจิตใจ มีความผิดพลาด การถูกประณาม และการใส่ร้ายแอบอ้างต่างๆ มันกดผมจนจมในโคลนตมหลายครั้ง แต่การลงมือทำได้พิสูจน์ตัวเอง สิ่งเลวร้ายใดใดทั้งจากน้ำมือตัวเองและใครอื่น นั่นไม่ใช่สิ่งที่บั่นทอนคุณค่าแท้ในตัวเรา มิได้ปิดกั้นโอกาสให้เราทำสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต มีเพียงแต่ตัวเราที่หันหลังให้มันเท่านั้น

 

บางทีสิ่งที่เราเสพติด มิว่าเหล้า บุหรี่ อาหารการกิน หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงเพราะใจแอบหวังเพื่อให้สิ่งนั้นๆ มาเติมเต็มคุณค่าในตัวเราที่ว่างโหวงภายใน เราอาจละเลิกสิ่งที่บั่นทอนตัวเราได้ไม่ยาก เพียงแค่ค้นให้เจอสิ่งที่เคยเติมเต็มคุณค่าแท้แก่เรา มันต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราเคยมีความสุขกับการทำบางสิ่งบางอย่าง โดยไม่มีใครบังคับ เราอาจทำยังไม่สำเร็จแต่ใจเพลิดเพลินอย่างที่ไม่มีในการทำงานและชีวิตช่วงอื่นๆ ในช่วงเวลาที่เราลงมือทำสิ่งนั้นๆ หัวใจเราไม่ลังเลว่าตนเองมีคุณค่าหรือไม่ เหมือนดังเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ค้นหา พัฒนา นำมาใช้ แก่ความสามารถทั้งหลายที่เรามีอยู่ สิ่งเหล่านั้นเป็นพรจากธรรมชาติที่มอบแก่เรา ดุจดั่งเมล็ดพันธุ์ที่คัดสรรแล้วปลิวตามสายลมแห่งกรรม หย่อนลงดินของชีวิต ศักยภาพหรือความสามารถที่เรามีจะพาเราไปสู่ภารกิจของชีวิตนั่นเอง มิใช่เสียงจากเทวดาหรือผู้รู้ที่ใด แสงสว่างจะสาดส่องฉายได้ เมื่อเราเอาที่กั้นบังออก เมล็ดพันธุ์ในตัวเราก็จะงอกงามออกมาได้ด้วยการบำรุงเลี้ยงและไม่ปิดกั้น

 

แล้วเราจะค้นหาความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ได้อย่างไร

 

ลองระลึกว่าเราเคยชอบทำอะไร หรือมีความสุขยามได้ทำอะไรด้วยตนเองบ้าง มันอาจเป็นกิจกรรมเล็กๆ ในวัยเด็ก อาจเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ทำสิ่งนั้นก็ได้ เราอาจทบทวนเสียงชื่นชมที่คนอื่นเคยมอบให้แก่ตัวเรา เขาชมเราเรื่องอะไร ผู้คนมักเป็นกระจกสะท้อนตัวเราด้านที่หลงลืม

เปิดโลกกว้างออกไปเรียนรู้ เดินทางลำพัง มองชีวิตในมุมต่าง พูดคุยกับคนแปลกหน้า ลงทะเบียนเข้าคอร์สอบรมบ้าง เราใช้เวลานับสิบๆ ปี กับการเรียนรู้โลกและจักรวาลในห้องเรียน เราลองให้โอกาสตนเองแม้สักน้อยเพียงรู้จักตนเอง เรานี้ก็คือโลกทั้งใบรอให้ศึกษา

 

แต่ละช่วงวัย เป้าหมายชีวิต อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ มันไม่ใช่คำตอบที่ตายตัวตลอดกาล แต่ช่วงวัยย่อมมีความต้องการที่ตอบโจทย์ที่ต่างกันออกไป อาจมีภารกิจต้องทำบางสิ่งที่แตกต่างกัน สำหรับหลายคนแล้วช่วงหนึ่งเราต้องเรียนรู้ความล้มเหลว เพื่อที่อีกช่วงหนึ่งของชีวิตต้องทำสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนหน้านั้น

 

แม้ช่วงเวลานี้เราเดินลำพังในราตรีแห่งชีวิต การที่เรารู้คุณค่าและความสามารถที่เรามี ประหนึ่งเรามีไฟฉายหรือโคมไฟถืออยู่ เราย่อมรู้สึกดีและวางใจ แล้วหากเรามีเป้าหมายชีวิตในใจหรือเรียกว่ารู้หน้าที่แห่งชีวิตแล้ว ก็เหมือนกำลังเดินท่ามกลางดวงดาวบนท้องฟ้า แม้มืดมนอย่างไร ใจเราก็ไม่เดียวดาย

 

ถ้าให้เปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองกับหนังสือ เราจะรู้ได้ว่ามีคุณค่าอย่างไรเราต้องทำอะไรบ้าง… ดูราคา… อ่านเนื้อหา… ฟังคำวิจารณ์และคำชื่นชม… และท้ายที่สุดเราจะรู้เมื่ออ่านมัน

 

แต่มิว่าเราจะเห็นคุณค่าในหนังสือเล่มนั้นหรือไม่ เขาก็มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว ผู้มีดวงตาที่พร้อมย่อมเล็งเห็น

 

 

#กฎแห่งความสุข 3
“ รักตนเองตรงไปตรงมาได้ไหม ”

 

ชีวิตคนเหมือนสวนแห่งหนึ่ง หัวใจเราพำนักอยู่ภายใน เราต่างเกิดมาเจอความทุกข์หลากหลายรูปแบบ แล้วเราเรียนรู้ที่จะสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องตัวเอง จากสวนกว้างๆ รื่นรมย์ มองไปทางใดก็สะอาดตา สดชื่นใจ ก็มีกำแพงห้อมล้อมหัวใจเรา จนกระทั่งเวลาล่วงเลย บางทีกำแพงนั้นๆ ก็มิอาจปกป้องใจเราจากความกลัว ความเศร้า และความกังวลใจได้อย่างหวัง เราจึงก่อกำแพงซ้อนกัน และซ้อนกัน เป็นชั้นๆ มากมาย

 

คราวนี้เรามองไปทางใดก็เห็นแต่กำแพง เรียงรายซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีทางเดินเล็กน้อยแต่ลดเลี้ยวซับซ้อน จากสวนสงบกลายเป็นเขาวงกต ใครจะมารู้จักเราได้หรือเราจะทำความเข้าใจกับอะไรได้ แทนที่จะมุ่งตรงมาสู่ใจจากใจ ต้องลดเลี้ยวหาทางมาเอง หรือกว่าเราจะออกไปทำความรู้จักสิ่งใหม่ๆ ได้ ก็ยากเหลือเกิน

 

เพราะความกลัวทุกข์ที่มีอยู่ในหัวใจ ทำให้เราสร้างกลไกปกป้องตัวเอง และกลไกที่ว่าก็ทับซ้อนกลายเป็นเขาวงกตดีๆ ทำให้เราต่างหลงทางมิอาจเข้าใจกันและไม่อาจเข้าใจความจริงอย่างที่เป็น

 

ที่แย่ไม่น้อยคือ นอกจากปิดกั้นเราจากสิ่งอื่นๆ แล้ว ยังปิดกั้นตัวเราจากตัวเองอีกด้วย

 

เราลองสังเกตดู บางทีหลายๆ พฤติกรรมที่เรากระทำ แท้จริงเราหวังดีต่อตนเอง แต่ทำไมเรากลับไม่รู้สึกสบายใจขึ้น ทำไมบางทีกลับแย่ลงกว่าเดิม หรือเพียงแค่กลบเกลื่อนบางความรู้สึก ทั้งๆ ที่หลายเรื่องเรารู้ว่าทำสิ่งนี้แล้วไม่ดีต่อชีวิต แต่ไยเราจึงทำซ้ำ

 

หลายช่วงเวลาเรารู้สึกถูกกระทบกระทำจากบางสิ่ง แต่เราไม่รู้ว่าบางสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร คล้ายๆ กับเรารู้สึกว่าตนเองรู้สึกอะไรสักอย่าง แต่เราไม่เข้าใจว่าสักอย่างที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่

 

ทั้งๆ ที่หัวใจอยู่ใกล้แค่นี้เอง ลองวางมือข้างหนึ่งไว้ใกล้ๆ หัวใจดู

 

ผมมักชวนผู้เรียนทำเช่นนี้ เวลาต้องการให้ผู้เรียนอยู่กับตนเองและฟังเสียงลึกเร้นภายใน หัวใจอยู่ใกล้แค่นี้ แต่ไยหลายครั้งหลายครามันกลับดูห่างไกลและซับซ้อน ยกมือข้างหนึ่งวางแนบอกใกล้ใจ นี่ไง ไม่ต้องใช้หลักการและกำแพงใดใด เราก็ใกล้ความรู้สึกของตนเองอีกระดับหนึ่งแล้ว เพราะบางทีเราก็อยู่กับความคิดมาก จนหลงลืมกายจิต พอจะเข้าถึงหัวใจตนเอง ต้องคิดมากมายก่ายกอง ดั่งเดินทางผ่านเขาวงกตเข้าไปสู่หัวใจตรงกลาง ทำไมเข้าใจตัวเองยาก นี่ไง

 

เพราะการที่เราก่อกำแพงซับซ้อนขึ้น ท่าทีหรือการกระทำที่เราต้องการทำสิ่งดีๆ ให้แก่ตนเองจึงบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปด้วย เราหวังมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ตนเอง แต่เรากลับทำมันตรงๆ ไม่ได้

 

ยกตัวอย่างหลายคนสูบบุหรี่เพราะต้องการให้ตนเองเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และเป็นอิสระจากปัญหา เรากำลังพยายามมอบสิ่งดีๆ เหล่านั้นให้แก่ตนเอง แต่บุหรี่แทนที่จะช่วยเราผ่อนคลาย ก็ได้เพียงความปลอบใจและให้ความเพลิดเพลินที่ไม่ภูมิใจตนชั่วครั้งชั่วคราว แทนที่จะเป็นอิสระจากปัญหาเราก็กลับมาบ่นพร่ำถึงมันต่อยามคลายริมฝีปากจากบุหรี่

 

บางคนรู้ว่าตนเองเครียดมากเลย อยากพักนานๆ แต่ทุกช่วงวันที่มีอยู่เขาก็ใช้เวลาไปกับการสร้างความเครียดให้แก่ตนเอง ทำงานอย่างไม่รู้หยุด คิดถึงสิ่งแย่ๆ เกาะกุมในหัวใจ บ่นว่าด่าทอคนอื่น และปิดท้ายวันด้วยการกินดื่ม กลับมานอนปวดปร่าที่บ้านคร่าเวลาไปอีกวันคืน

 

บางคนก็วิ่งไล่ตามความรักความเข้าใจไกลแสนไกล แต่ไม่เคยย้อนกลับมามอบสิ่งเหล่านั้นแก่ตัวเอง

 

เราต้องการให้ตนเองมีความสุขใช่ไหม แล้วเราได้มอบความสุขเหล่านั้นแก่ตนเองตรงๆ หรือเปล่า

 

เรารักและเห็นคุณค่าตนเองใช่ไหม แล้วได้ทำกับตนเองอย่างรักและเห็นค่ามากเพียงพอหรือยัง

 

ต้องทบทวนการใช้ชีวิตและพฤติกรรมซ้ำซากต่างๆ เจตนาดีเบื้องลึกที่เราทำสิ่งเหล่านั้นคืออะไร มันได้ตอบโจทย์และให้ความรักแก่ตนเองตรงๆ หรืออ้อมค้อมไปไกล ลองหาหนทางใหม่ๆ ที่เราจะมอบสิ่งที่ดีแก่ตัวเองตรงๆ กว่านั้น ตรงจุดตรงใจกว่านั้น

 

เปรียบเหมือนเราจะให้ความรักแก่ใครสักคน เรารู้ใจตนเองว่ารักเขา แต่ความจริงใจนั้นไม่พอ ไม่กล้าเปิดใจ เราทำได้เพียงมอบความรักห่างๆ อย่างการทักทายเล็กๆ น้อยๆ ช่วยเหลือนิดๆ ไม่บอกกล่าวความรู้สึกแท้จริงหรือสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิด ซ้ำร้ายบางคนมอบความรักให้คนในครอบครัวด้วยการด่าทอ ตำหนิต่อว่า เปรียบเทียบยกข่ม พฤติกรรมกับหัวใจไม่ตรงกัน นี่เรียกว่ารักไม่ตรงไปตรงมา

 

ในกรณีนี้ เราต้องการมอบความรักแก่หัวใจตนเอง ซึ่งอยู่ภายใต้เขาวงกตอันสลับซับซ้อน กว่าเราจะเดินหาทางไปถึงข้างใน คงนานกว่าหัวใจจะได้รับรักและพลังอันแสนงาม คงห่อเหี่ยวดั่งต้นไม้ถูกบังแสงตะวัน

 

กำแพงเหล่านั้นเราสร้างขึ้น ด้วยความกลัวและหวังดีต่อตัวเอง แต่การกั้นกำแพงต่อชีวิตย่อมไม่ใช่คำตอบ เรากล้าหาญได้มากกว่าอดีต เราสมควรได้รับความรักอย่างตรงไปตรงมาและเต็มที่ ในเมื่อเรียนรู้สร้างกำแพงขึ้นเองได้ เราก็เรียนรู้ที่จะทำลายหรือเจาะช่องผ่านไปได้ มันไม่ได้หนักอึ้งอย่างที่เรานึก แค่ผลักมันเบาๆ หรือกระโดดข้ามมันไป ตรงแน่วสู่หัวใจ ให้คุณค่าแก่ตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ถ้าผลักไม่ได้ กระโดดไม่ถึง ก็ขอให้ตะโกนสุดเสียงแล้วมาเจอกันตรงกลางทาง จับมือแล้วพาออกไปจากวงกตนี้ โลกกว้างกว่าหลังกำแพงมากนัก หัวใจรู้ไหม

 

ยามรู้สึกห่างไกลไปจากตัวเอง ขอให้หยุดนิ่งลง สัมผัสลมหายใจ แล้วขอมือข้างหนึ่งแนบใกล้หัวใจดวงน้อย แค่นี้ก็รู้สึกถึงตัวเองแล้ว

 

เมื่อสัมผัสตนเองได้ตรงๆ เราก็จะเข้าใจหรือสื่อสารกับใครได้ตรงๆ เช่นกัน หากเรารู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันยากเหลือเกิน สื่อสารหรือสัมผัสใจกันตรงๆ ไม่ได้เลย แปลว่าเราเองก็มีกำแพงนั้นอยู่ในสวนภายใน หาทางออกมา

 

ช่วงที่ต้องสื่อสารความรักหรือการร้องขอสิ่งสำคัญต่อผู้อื่น บางทีเราก็เก้อเขินหรืออึดอัดเกินกว่าจะพูดกันตรงๆ เมื่อสื่อสารไม่เข้าถึงหัวใจ สิ่งที่ได้รับก็ลดเลี้ยวไม่ตรงจุด สามีภรรยาหลายคู่ชอบยกตนข่มกัน ทั้งๆ ที่ต้องการให้อีกฝ่ายชื่นชมและกำลังใจยามลำบาก แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงตรงประเด็น

 

เราเองคงต้องฟังหัวใจตนตรงๆ ก่อน ที่แท้เราหวังพูดอะไรให้อีกฝ่ายรับรู้และช่วยดูแลกันแน่ ใครอีกฝ่ายหนึ่งนั้นอาจสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการได้ฟังตนเองอย่างเข้าใจ เราก็ได้ดูแลตนเองแล้ว และอาจทำสิ่งอื่นๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการนั้นด้วยตนเอง

 

เชือกที่ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ต้องไม่ผูกเป็นปมแน่นหนาฉันใด ชีวิตที่มีค่าไม่จำเป็นต้องผูกให้ซับซ้อน หัวใจไม่จำเป็นต้องเป็นเขาวงกต ความเหงาและอ้างว้างภายในมิได้เกิดจากใครทอดทิ้งเราเลย แต่เป็นตัวเราที่หลงทางในเขาวงกต

 

ปัญหาหลายอย่างไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงเราก้าวออกจากเขาวงกต รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตรงๆ ทำไปตามที่ทำได้ ดูแลตัวเองอย่างพอดีและตรงไปตรงมา จะอ้อมค้อมต่อการให้ความรักและความสุขแก่ตัวเองไปไย ในเมื่อเราเองก็ต้องการความจริงใจและการเอาใจใส่

 

คำว่า “รัก” และ “สุข” ต่างประกอบด้วยสามอักษร ออกเสียงแค่หนึ่งพยางค์ เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ไยต้องผูกให้มันยุ่งเหยิง พูดก็ไม่เพียงพอ แต่กระทำอย่างไรให้ชัดเจน ทุกวันเป็นวันเกิดของเราได้ เริ่มต้นใหม่เสมอทุกเช้าและทุกนาที ไม่จำเป็นต้องรอเวลาหรือใครมอบสิ่งที่ดีให้ ของขวัญชีวิต เราให้ตัวเองได้ มิต้องใส่กล่องหลายชั้นและอัดเศษกระดาษหลายก้อน มอบแก่ตัวเราอย่างที่ลึกๆ เราหวังว่าคนที่เข้าใจเราที่สุดจะทำเช่นนี้

 

 

#กฎแห่งความสุข 4
“ ความสุขขึ้นอยู่กับขนาดหรือไม่ ”

 

ขณะเดินไปตามทางเท้า เราอาจไปทำงานหรือไปทานข้าว ดวงตาและหัวใจเราพบเจอสิ่งใดระหว่างทาง มันอาจเป็นป้าย ร้านค้า ผู้คน รถราแล่นผ่าน แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของสิ่งที่อยู่ในเส้นทางนี้ มีอะไรเล็กๆ ในสายตาเราอีกมากที่เผลอละเลยง่าย

 

เรามักใส่ใจและมองไปที่สิ่งใหญ่ๆ มันสะดุดตาและดึงดูดใจเรามากจนลืมสิ่งเล็ก แต่ความสำคัญไม่น้อยเลย

 

ขณะเราก้าวเท้าไปยังเป้าหมายของชีวิต แต่ละวันแต่ละสัปดาห์ มีสิ่งมีคุณค่าและความสุขมากมายระหว่างนั้น แต่บางสิ่งมันเล็กเสียจนเราไม่เห็นค่ามัน

 

ลองนับความสุขและเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา และหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ลองนับเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ เรื่องที่ดูสำคัญมากๆ มีอยู่กี่อย่าง เรารู้สึกว่ามากหรือน้อย แต่แทนที่จะนับเพียงเรื่องใหญ่และเด่น แล้วเรารวมทุกความสุขและสิ่งที่ดีแม้มันเล็กน้อยมากก็ตาม จะผันเปลี่ยนเป็นอย่างไร

 

เหมือนกับใครคนหนึ่งครับ และคงหลายคนด้วย เขาชอบเก็บออมเงิน มีกระปุกใบหนึ่ง ใบใหญ่ๆ เพื่อที่จะได้เก็บเงินมากๆ ยิ่งใหญ่ก็คงเก็บได้มาก เขาเชื่อเช่นนั้น ซึ่งจะหยอดเงินลงในกระปุกทุกสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และหยอดเฉพาะธนบัตรใบละ 100 บาทขึ้นไป หยอดสัปดาห์ละครั้งเพื่อจะได้หยอดทีละมากๆ สัปดาห์ละร้อยบาท ร้อยบาท ธนบัตรลงมานอนกองซ้อนกันที่ก้นกระปุกและก่ายกันสูงขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาจะหยอดได้ทุกสัปดาห์นะครับ บางทีก็มีรายได้ต้องจ่ายไปเหลือไม่ถึงร้อย เขาก็ไม่ยอมหยอด ยิ่งเศษเงินอย่างเหรียญบาทด้วยแล้ว มันน้อยค่าเกินกว่าเขาจะใส่ใจ ให้ใครได้ก็ให้ไป เสียค่าธรรมเนียมเวลาโอนเงินข้ามธนาคารบ้างก็ไม่ใส่ใจ เพราะมันไม่ถึงร้อย มันเล็กน้อยเหลือเกิน แล้วบางสัปดาห์เขาก็ใช้จ่ายจนลืมหยอดเก็บออม

 

จนกระทั่งวันหนึ่งกระปุกเต็ม เพราะธนบัตรก่ายกองซ้อนกันจนหยอดใส่ลงไม่ได้ แม้จะมีพื้นที่ว่างเหลืออยู่ก็ตาม แล้วเงินที่มีก็ได้ไม่เท่าไหรนักหากเทียบกับช่วงเวลาอันยาวนานกว่าจะเต็มได้ ขณะคนยากจนคนหนึ่ง ผู้หยอดเงินเพียงวันละบาทเดียว ถ้ามีมากก็หยอดเพิ่ม หยอดแต่เหรียญเพราะไม่มีเหลือเต็มธนบัตร กลับเต็มกระปุกก่อนคนแรกอีก จนแกออมเต็มแล้วเต็มอีก คนแรกก็เพิ่งหยอดธนบัตรได้เต็มกระปุกรอบเดียวเท่านั้น

 

หัวใจเราก็เหมือนกระปุกออมสินครับ เรากอบเก็บสิ่งที่ดีเข้าหัวใจไว้เป็นพลังและกำลังใจต่อชีวิต หากเรามุ่งหวังแต่สิ่งที่ใหญ่ ใจเราเหมือนจะเต็มแต่ก็ว่าง แล้วยังเสียสิ่งเล็กๆ ที่มีคุณค่าไปมากมาย

 

ลองทบทวนดูครับหากเขาคนนั้นหันมาใส่ใจเศษเงินมากขึ้น เขาคงออมได้มากกว่านี้ แล้วยิ่งกว่านั้นเขาจะไม่เสียเงินไปโดยง่าย แม้จำนวนน้อยแต่เมื่อมากเข้ามันก็เป็นจำนวนใหญ่ทีเดียว

 

เช่นเดียวกันกับเวลา การมีเวลาได้ทำสิ่งที่หย่อนใจ หรือเติมสุข ให้แก่ตนเองและครอบครัว ย่อมเป็นโอกาสทองแห่งความสุขใช่ไหมครับ แต่บางทีเราก็รู้สึกไม่มีเวลาว่าง ทั้งที่คนเรามีเวลาไม่ต่างจากกันแต่ทำไมคนหนึ่งจึงรู้สึกว่ามีเวลาพอ แต่อีกคนจึงรู้สึกว่าไม่มี

 

บางใครก็มีรายรับรายได้เป็นจำนวนมาก แต่เงินก็ไม่อาจเก็บไหว ไหลออกไหลออกดังเทน้ำทิ้ง แต่อีกคนมีรายรับน้อยมาก แต่มีเงินเก็บและอยู่อย่างมีความสุขได้ ไฉนเป็นเช่นนั้น

 

คนที่ใส่ใจสิ่งเล็กๆ เท่านั้นครับ จึงมีพออยู่เสมอ

 

๒๔ ชั่วโมงในแต่ละวัน มีพอสำหรับผู้เห็นค่าเวลา แต่ไม่เคยพอสำหรับผู้ชอบฆ่าเวลา เมื่อเราไม่เห็นค่าสิ่งเล็กๆ เราก็มักเสียมากกว่าได้ แม้ไม่ได้ขี้เกียจหรือนอนฆ่าเวลายาวยืด แต่มักปล่อยตัวปล่อยใจเสียเวลา กับการคิดฟุ้งซ่าน ดูโทรทัศน์ ตรวจตราโลกอินเตอร์เน็ต กินดื่มเกินพอ นอนดึกตื่นสาย พูดคุยมากเกินไป ขาดสติจนลืมสิ่งสำคัญ และอื่นๆ เราเสียเวลาทีละวินาที จนถึงนาที รวมเป็นหลายนาทีหรือชั่วโมงต่อวันที่เราอาจฆ่าเวลาโดยไม่รู้ตัว

 

เพราะไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน ยิ่งเผลอปล่อยปละสิ่งเล็กๆ ที่มีคุณค่าผ่านไปโดยง่าย แทนที่เราจะเสียเวลาห้านาทีสิบนาทีไปกับการดูโฆษณาในทีวี เปลี่ยนมาทำสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า คำว่าไม่มีเวลาจะไม่มีอยู่อีกต่อไป หากเราเห็นค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่

 

หัวใจเราบางทีรู้สึกขาดไร้ แม้จะมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ก็ตาม ผมมักชวนคนที่รู้สึกเบื่อหน่าย หรือขาดพลัง ลองนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้น เราเบื่อหน่ายเพราะเราเอาแต่ใส่ใจสิ่งใหญ่ๆ หรือเด่นๆ จนลืมของดีเล็กๆ ที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้เราเบื่อหรือขาดพลังมันก็ดูใหญ่จนบดบังหัวใจ แต่มันใหญ่ไม่ใช่เพราะมันใหญ่โตจริงๆ

 

สิ่งที่เราใส่ใจเรามักเห็นมันใหญ่ขึ้น รู้สึกชัดกว่า จิตเข้าไปจ่อดูใกล้ๆ มันจึงเหมือนว่าใหญ่หรือเด่นเป็นพิเศษ แต่แทนที่เราจะใส่ใจเรื่องแย่ หรืออุปสรรค จนทำให้มันใหญ่คับหัวใจ แล้วลองมามองดูสิ่งที่ดีที่มีมากกว่า เรื่องแย่หรืออุปสรรคนั้นก็เป็นเหมือนก้อนหินในสวน หากมองแต่ก้อนหิน เราก็เห็นแต่ความกระด้าง กระทั่งมองต้นไม้และผีเสื้อโบยบินรอบๆ หัวใจเราก็จะเปลี่ยนไป

 

หมั่นหยอดความสุขไว้ในหัวใจเราครับ ให้เป็นคลังที่พร้อมจะเกื้อหนุนยามเราอ่อนล้า เวลาท้อแท้หรือผิดหวังเราก็ต้องการกำลังใจ จากใครสักคนหรือกิจกรรมบางอย่าง จะดีกว่าไหมครับ หากเรามีกำลังใจสำรองอยู่ในกระปุก

 

เริ่มหยอดจากสิ่งเล็กๆ ความสุขน้อยๆ ก็มีคุณค่า คิดถึงและทบทวนสิ่งที่ดีในชีวิตอันปรกติหรือเฉยๆ ไม่มีใครมีชีวิตเฉยๆ หรอกครับ นอกจากหุ่นยนต์ที่ไร้หัวใจ เราต่างมีสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นอยู่ อาจเป็นชั่วขณะหนึ่งที่เรารู้สึกปลอดโปร่งเมื่อแดดตก แต่ฟ้าโปร่ง อาจเป็นรอยยิ้มที่ผลิเผยยามเห็นความน่ารักของเด็กน้อยคนหนึ่ง มีความสุขมากมายในชีวิต เช่นที่เรามีดอกไม้อยู่หลายดอกบนโลก เมื่อใดเราให้ค่ากับสิ่งเล็กๆ เราก็จะช่วยกันดูแลดอกไม้แทนที่จะเผลอทำลาย

 

คิดดูนะครับ คนแบบนี้จะเป็นอย่างไร คนที่เอาแต่ใส่ใจความสุขใหญ่ๆ จะมีความสุขได้ต้องเลิศ หรู มีระดับ ใช้ของดี กินของแพง ประสบความสำเร็จ อยู่อย่างมีฐานะ หรือความสุขที่ต้องการคือเต็มร้อย สิ่งที่หวังต้องสมบูรณ์แบบ ดีต้องดีหมดจด สิ่งที่ต้องการต้องได้ คนอื่นต้องยอมรับหรือเป็นอย่างที่ต้องการ คนแบบนี้จะพบความสุขจริงๆ ในชีวิตไหมครับ แล้วเขาต้องสูญเสียอะไรบ้างจึงได้มาซึ่งความสุขอันยิ่งใหญ่ในแต่ละครั้ง

 

ยิ่งมองสิ่งยิ่งใหญ่ เราก็ยิ่งสูญเสีย จากเสียน้อยเสียยาก จึงเสียมากเสียง่าย จนเรารู้ค่าของสิ่งที่มี ใช้ชีวิตอย่างเสียน้อยเสียยาก เราจะไม่มีวันจนและไม่อมทุกข์ เพราะสูญเสีย

 

คนใดใส่ใจแต่สิ่งที่ใหญ่ ก็เพราะเขามองไม่เห็นสิ่งเล็กๆ ที่มีค่าในตัวเอง ยิ่งเขาแสวงหาสิ่งที่ใหญ่และยึดอยู่กับมัน เขาก็ยิ่งรู้สึกใหญ่ไม่พอ มีไม่พอ จนเพราะรู้สึกขาดแคลน

 

ในตัวเรามีคุณค่ามากมาย และมีศักยภาพมากมาย แต่สิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องใหญ่จึงจะดี มันไม่ต้องดีที่สุดจึงจะดี มันดีและมีคุณค่าเพราะเรามีมันอยู่ในตัว และสามารถพัฒนาหรือนำมาใช้เป็นประโยชน์สุขแก่ตนและคนอื่นๆ เมื่อรู้ว่าเรามีนี่ก็สุขแล้ว ถ้าได้ออกมาใช้ มันก็เป็นความสุขที่ไม่ต้องแสวงหาเติมเต็ม

 

ฉะนั้นคนที่สามารถเล่นเปียโนได้ หากเขามุ่งเล็งแต่เล่นให้เป็นเลิศ เขาก็เสียความสุขในการเล่นระลอกนิ้วคลื่นดนตรีแห่งหัวใจ ทั้งที่ยามทุกข์และไร้สิ่งพึ่งพิง ความสามารถเล็กๆ นี้สามารถปลอบประโลมหัวใจและทำให้เขายืนหยัดมั่นคงโดยไม่ต้องเสพติดสิ่งบั่นทอนชีวิต คนที่วาดภาพได้ ก็ไม่จำเป็นต้องขายภาพ แต่สิ่งเล็กๆ อย่างความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนเร้น อาจเป็นเครื่องมือพลิกชีวิตตนเอง สู่ธุรกิจที่แตกต่างของตลาด

 

ค้นหาและใส่ใจ สิ่งเล็กๆ เลอค่าในตัวเรา และทุกๆ คนที่เราพบเจอ ใครก็ตามสามารถดึงเอาพรวิเศษน้อยๆ ในตัวทุกคนที่เขาพบเจอ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับเกษตรผู้สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์จากเม็ดน้อยๆ ให้เติบโตเป็นผลงอกงาม

 

ความสุขไม่จำเป็นต้องใหญ่ และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งยิ่งใหญ่ แค่เปลี่ยน ก ไก่เป็น ข ไข่ จาก มุก ธรรมดา ก็กลายเป็นความชื่นบานได้ทันที

 

 

#กฎแห่งความสุข 5
“ เติมไฟให้ชีวิตอย่างไร ”

 

ถ้าเปรียบชีวิตคือรถคันหนึ่ง นอกเหนือจากความรู้ความสามารถในการขับขี่ สิ่งที่ทำให้รถแล่นได้ก็คือเชื้อเพลิง ชีวิตจะขับเคลื่อนได้ในแต่ละวันเราต้องใช้เชื้อเพลิง เพื่อสร้างพลังแก่หัวใจและร่างกาย

 

การมีพลังใจและสุขภาพที่ดีย่อมเป็นบ่อเกิดของความสุข เราต่างมีกิจวัตรแต่ละวันเพื่อหล่อเลี้ยงฟืนไฟให้ชีวิตขับเคลื่อน แต่เหตุใดเราบางคนหรือบางวันกลับรู้สึกหมดแรงและขาดแรงบันดาลใจ

 

มีหลายคนที่รับคำปรึกษาและพูดคุยกันเกี่ยวกับความรู้สึกขาดแรงบันดาลใจในชีวิต พวกเขามักรู้สึกว่าทำอะไรไม่สำเร็จ หรือหมดความพยายามง่าย เราเป็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่ครับ

 

ทักษะการทำอะไรจนสำเร็จ เป็นทักษะชีวิตที่เราต้องเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก แต่เราอาจพลาดโอกาสนั้นไปด้วยการเรียนที่น่าเบื่อหน่าย คำตำหนิจากคนในครอบครัว และการไม่ได้รับโอกาสค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบ

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น กาลต่อมา มันก็กลายเป็นความคุ้นเคย เคยตัวมากเข้าก็เคยชิน เมื่อเราต้องทนเรียนสิ่งที่ไม่ได้ตอบความปรารถนาลึกๆ ในใจ ทำงานอันน่าเบื่อหน่าย และมีความรู้สึกไม่แน่ใจในคุณค่าของตนเองเรื่อยมา มันก็ยิ่งบั่นทอนความตั้งใจทำสิ่งต่างๆ ให้ดี เราก็ยิ่งสะสมความรู้สึกไม่ภูมิใจ

 

แต่ไม่จริงหรอกครับ ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลย

 

หลังจากสอบถามเสาะค้น มีไม่กี่เรื่องสำคัญที่คนเหล่านั้นรู้สึกว่าไม่สำเร็จ แต่มีหลายอย่างสำเร็จลุล่วงมากมายนัก แค่รู้สึกว่า “มันก็เท่านั้น” ไม่มีความภูมิใจหรือการเห็นค่าสิ่งที่ทำได้

 

เรื่องสำคัญเหล่านั้นบางทีมันก็ผูกรั้งหัวใจ ทำให้เราตอกย้ำตนเองว่าฉันทำไม่ได้ ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่อง เสียงต่อว่าตนเองมากมายดังขึ้นทุกครั้งเมื่อเราต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จ เรื่องสำคัญบางเรื่องฝังใจ แต่ไม่พยายามลงมือทำให้ได้ เพราะเชื่อปักใจแล้วว่าไม่มีวันทำได้หรอก

 

ความเชื่อบังตาเราครับ แม้มีความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ภาคภูมิ แม้มีโอกาสทำได้ลุล่วงก็รู้สึกหมดหนทาง

ความเชื่อแม้เกิดจากอดีตที่ผิดพลาด และเรื่องราวบางอย่างที่กระทบหัวใจจนขาดความเชื่อมั่น แต่สิ่งเหล่านั้นผ่านมาแล้ว แต่ความเชื่อยังมีอยู่ เพราะความเชื่อเกิดจากการคิดหรือการพูดต่อตนเองย้ำๆ ซ้ำๆ ทับถม เกี่ยวกับมุมมองเดิมๆ เราอาจย้อนกลับไประลึกเหตุการณ์เก่าที่ก่อความไม่เชื่อมั่น ปลดล็อกความรู้สึกด้วยมุมมองใหม่ แต่เราสามารถสร้างความเชื่อใหม่ได้ในปัจจุบันด้วยการบอกย้ำกับตนเองเพื่อสร้างความเชื่อใหม่ให้เกิดขึ้น และลงมือทำพิสูจน์

 

มุมมองเปลี่ยนได้ มันไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดกาล วันเวลาที่พ่ายแพ้แก่ใจ เพียงการทดลองชีวิต เราเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ เซลล์ในร่างกายมีการเสื่อมและสร้างใหม่ ลมหายใจเข้าแล้วก็ออกมา เพียงเราลองหายใจถี่และแรงขึ้น 3 ครั้ง แล้วลุกขึ้นยืน ชูมือ อ้าปาก และเปล่งเสียงดังยาวๆ เท่านี้พลังในกายและจิตก็พลิกฝ่ามือแล้ว

 

เราต้องทบทวนว่าสิ่งใดที่บั่นทอนพลังใจและพลังกาย มันมีสาเหตุทั้งความคิดตัวเราเอง การใช้ชีวิต การกิน การนอน สิ่งแวดล้อม และการใส่ใจบางอย่างมากเกินไป

 

ความรู้สึกหมดพลังยังมาจากสมดุลของการกินและการใช้ชีวิตครับ ยิ่งเรากินอาหารไร้ชีวิตหรืออาหารแปรรูปมาก ก็เหมือนเติมพลังงานให้รถด้วยน้ำมันที่ใช้แล้ว กินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเกินพอดี ก็ยิ่งทำให้ร่างกายหมดพลังไปกับการย่อยและปรับสมดุล ร่างกายอ่อนล้าเพราะไม่ดูแลสุขภาพ รถยนต์ที่เครื่องสึกกร่อน จะเอาพลังที่ไหนไปให้ถึงปลายทาง

 

การนอนหลับไม่ตรงเวลา และกิจวัตรประเภทต่างๆ ที่ฟุ่มเฟือยเวลาและสุขภาพกาย เราย่อมหาข้อมูลเพิ่มเติมไม่ยากและหลายคนรู้ดีอยู่แล้วว่าทำอะไรที่บั่นทอนพลังชีวิต แต่เรากลับทำให้ตนเองแย่ลง หมดพลังลง เพราะเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ เปลืองสุขภาพกายเล็กน้อย เราประมาทว่าจะไม่เป็นผลเสียอะไร เมื่อมากเข้าอาการก็เริ่มสำแดงแล้ว เพราะคุณค่าชีวิตวางไว้ไม่ถูกจุด หากเราไม่ทันตระหนักว่าเกิดมาคุณค่าแท้คืออะไร เราก็ใช้ชีวิตอย่างเปล่าเปลืองพลังกายใจได้ง่าย

 

การหมดพลังง่ายยังป็นเพราะเราลืมกระตุ้นพลังของตนเอง เมื่อรู้สึกล้าหรือหมดแรงบันดาลใจ เราก็ปล่อยให้ตนเองจ่อมจมกับห้วงภาวะนั้น เหมือนรถเสียเพราะเครื่องรวนหรือขาดพลังงาน คนขับก็ปล่อยทิ้งไว้ ชีวิตก็ค้างคา ณ ตรงนั้น ขณะคนขับมืออาชีพผู้ใส่ใจ ย่อมต้องตรวจตราสภาพรถและหาทางซ่อมเบื้องต้นด้วยตนเองก่อน หรือลงแรงเข็นเคลื่อนย้าย

 

เรารู้จักปลุกพลังตนเองหรือรู้เพียงรอเวลา การหมดพลังและห่อเหี่ยว คือ นิวรณ์ข้อหนึ่งในพุทธศาสนา เป็นเครื่องกั้นปัญญาและศักยภาพหัวใจ เพราะอะไรคนหลายคนจึงสามารถเอาชนะขีดจำกัดของตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายหรืออยู่อย่างเป็นสุขได้ ถ้าไม่เพราะเขาสามารถปลุกพลังในตน

 

ทางพุทธศาสนาเราสามารถแก้ความห่อเหี่ยวหรือภาวะหมดพลังได้ด้วยวิริยะ หรือความพยายาม ประกอบกับอุบายหลายอย่าง เพื่อไม่ให้ตัวเราหยุดนิ่งและเฉื่อยช้า พระท่านอาจใช้วิธีการเดินจงกรมหรือกวาดลานวัด เพียงการลุกขึ้นไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งนอนหงอ ก็ปลุกพลังได้มากแล้ว ออกกำลังกาย ออกไปสัมผัสธรรมชาติ ออกมาพูดคุยกับคนที่มีแรงบันดาลใจ ออกจากพื้นที่เดิมๆ ทำสิ่งแปลกใหม่

 

การหมดพลังมาจากการที่เราขังตัวเองไว้ในความคุ้นเคยหรือความเคยชิน เราต้องลองฝืนตัวเองก้าวออกมาบ้าง การท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในวิธีข้ามความเคยชินตามธรรมชาติ แต่การไปเที่ยวเพียงเพื่อเปลี่ยนที่กิน ที่นอน ย่อมไม่เพียงพอ ต้องเปิดรับพลังและโอกาสเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วย

 

ยิ่งเราขังตัวเองอยู่ในเขาวงกตแห่งหัวใจ ซึ่งมีความเชื่อเดิมๆ เป็นกำแพงโอบล้อมจิตใจเรามากเท่าไร เราก็เหมือนขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนอน พลังที่ควรมีก็เสื่อมหาย เฉื่อยชา

 

ออกมาจากเขาวงกตของตนเอง อย่าปิดกั้นสิ่งดีๆ ในตน ย้อนมองความสำเร็จและฝึกชื่นชมตัวเอง แม้ไม่มีใครชมเรา แต่สิ่งที่มีคุณค่าไม่จำเป็นต้องมีคนเห็นก็ได้ ลองบอกตนในใจ “ฉันชื่นชม…” ในตัวเอง

 

บางทีคนเราก็หมดพลังเพราะผิดหวังจากสิ่งที่สำคัญ ทั้งๆ ที่เรื่องอื่นสำเร็จมากมาย แต่พออย่างนั้นไม่ได้ดั่งหวัง แรงใจก็พัง ขอให้เราเรียนรู้จากรถยนต์ ในเมื่อน้ำมันกำลังหมดลง เราก็ต้องหาพลังงานทดแทน หรือในเมื่อมีแหล่งเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ทำไมเราต้องยึดติดอยู่กับเชื้อเพลิงเดียว เพราะหากมันหมดลง หรือไม่ได้ดังต้องการ เราจะขับเคลื่อนชีวิตต่อไปอย่างไร

 

คุณค่าแท้ของเราไม่ใช่อยู่ที่เชื้อเพลิง แต่เป็นการมีชีวิต เป้าหมายที่ฝันใฝ่ และอื่นๆ อีกมาก เชื้อเพลิงเป็นแค่ทางเลือก แล้วเราไม่ควรฝากฝังมันไว้กับสิ่งภายนอกตัวเกินไป หาไม่แล้วเราก็ขาดการพึ่งพาตนเอง

 

อย่ายึดติดว่าเราจะไปต่อได้ เพราะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น พวกเขาเป็นแค่ทางเลือก สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงทางเลือกที่ให้พลังกายและใจแก่เราได้ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เข้าปั๊มน้ำมันแห่งนี้ไม่ได้ ก็ยังมีอีกหลายปั๊มรออยู่ตรงหน้า พลังงานไม่พอไปถึง เรายังมีเรี่ยวแรงและคนมีน้ำใจคอยช่วยเหลือผลักดัน

 

รู้จักปลุกพลังตัวเราให้เหมือนกับการตั้งนาฬิกาปลุก ปลุกกายใจจากภาวะห่อเหี่ยวขาดพลัง ปลุกตัวเราจากความไม่รู้ตัว ปลุกตัวเราจากการยึดติดที่บั่นทอนตนเอง ตั้งนาฬิกานั้นไว้ที่ใจ ด้วยความคิดความเชื่อใหม่ ทำกิจกรรมสร้างพลัง และด้วยสิ่งอื่นๆ แล้วอย่าให้อะไรมาบั่นทอนพลังชีวิตอันมีค่านี้

 

เนื้อหาภาคสอง

กฎแห่งความสุข 6

 

#กฎแห่งความสุข 6
“ ความคิดเป็นเข็มทิศหรือถังขยะ ”

 

ความสุขที่ยั่งยืนและแม้แต่ความสุขในท่ามกลางช่วงเวลาอันเลวร้าย เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อเราสร้างปัจจัยที่เกื้อหนุนให้เกิดขึ้น

 

ปัจจัยหนึ่งที่ก่อเกิดผลลัพธ์ความสุขคือการลงมือทำ แต่เบื้องหลังการลงมือกระทำก็ย่อมมาจากความคิดและความรู้สึกในตัวเราเป็นปัจจัย

 

ชีวิตมองมุมหนึ่งก็ เหมือนโต๊ะสนุกเกอร์ สิ่งที่เราทำนั้นคือการแทงลูกหนึ่งให้พุ่งชนลูกอื่นๆ จนกระแทกลูกเป้าหมายให้ลงหลุม ชีวิตเป็นเช่นนี้เพราะเราสามารถลงมือทำอย่างดีที่สุดได้ แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรอยู่ที่ลูกคิวสีต่างๆ บนโต๊ะ ยากแท้ที่จะพยายามแก้ไขปัจจัยต่างๆ ภายนอกมากมายให้ทุกสิ่งหนุนให้ได้ดั่งใจ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการก้มแทงลูกหนึ่งให้ได้องศาที่ถูกต้อง

 

การแทงลูกคิวคือการลงมือทำ ส่วนทิศทางและองศาคือมุมมอง การคิดวางแผน การสังเกต และพลังที่แทงเข้าไป นั่นคือความคิดและความรู้สึก ผลลัพธ์ของการแทงหนึ่งครั้งจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับมุมมองและความคิดความรู้สึกของตัวเรา

 

หากสิ่งที่อยู่ในใจเหล่านั้นเป็นดั่งเข็มทิศที่ชี้ตรงไปยังความสุขอย่างถูกต้อง การลงมือทำแต่ละครั้งในชีวิตย่อมนำเราไปสู่ความสุขอย่างไม่พลาด แม้เราไม่อาจควบคุมทุกปัจจัยในการใช้ชีวิตก็ตาม เหมือนเรือที่แล่นโล้ฝ่าเกลียวคลื่น คนเดินเรือไม่อาจควบคุมชะตาฟ้าอากาศ แต่หากมีเข็มทิศที่ชี้ถูกแล้ว ย่อมนำชะตาเรือหรือชีวิตไปสู่ฝั่งได้ไม่หลงทาง

 

บ่อยครั้งที่คนเราในยุคนี้จะพยายามดูแลจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิต ขวนขวายให้ได้ดั่งที่ต้องการ แต่ไยไม่มีความสุขเอาเสียเลย หรือมีสุขแต่ก็ไม่อาจแน่ใจว่านี่เป็นสุขแท้ เพราะระหว่างพวกเขากำลังเดินเรือชีวิต กลับหลงลืมว่า เบื้องหลังการกระทำเหล่านั้นมีความคิดและความรู้สึกเบื้องหลังคอยชี้นำและผลักดัน

 

ไม่รับรู้ไม่พอ แต่ไม่ได้ตรวจสอบด้วยว่า เข็มทิศนั้นชี้ตรงไปยังทิศที่ถูกหรือไม่ หรือหมุนคว้างหาทิศทางไม่ได้เลย

 

เรือชีวิตจึงแล่นไปไม่ถึงฝั่งเสียที หรือล่มจมเอากลางทะเล

 

ความคิดและความรู้สึกในใจเราเป็นพลังขับเคลื่อน ทุกสิ่งที่คิดเป็นผลกระทบต่อเนื่องทั้งต่อจิตใจ ร่างกาย และการใช้ชีวิต ผลเหล่านั้นก็สืบเนื่องให้เกิดความสุข ความทุกข์ และเหตุการณ์ต่างๆ เปรียบความคิดเป็นเหมือนการเล่นสนุกเกอร์ก็ได้เช่นกัน หนึ่งคิดก็ลิขิตใจและชีวิตได้มหาศาล เหมือนการแทงลูกคิวหนึ่งครั้งที่ส่งผลไปทั่วโต๊ะ

 

แต่เราประมาทสิครับ เราส่วนใหญ่จะประมาทกัน ปล่อยให้เข็มทิศในใจคอยกำกับชี้นำเราอย่างไม่ได้ดูแล พอมีความคิดเกิดขึ้นแล้วเราก็ปล่อยให้มันปรุงแต่งไปต่างๆ นานา เป็นความคิดอันนั้นอันนี้ ความรู้สึกมากมี หากคิดไปทางลบร้าย ปลายทางก็ย่อมร้ายดั่งเหตุ เหมือนแม่น้ำที่ต้นสายเน่าหรือแห้งขอด ปลายทางจะเหลืออะไรครับ

 

ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร อยู่ที่เราคิดอย่างไร และดูแลความคิดอย่างไรด้วย

 

หากเราปรารถนาให้ชีวิตเป็นสุข เราต้องกลับมามองที่การคิด การคิดที่เราปรุงแต่งอยู่เรื่อยๆ นำเราไปสู่สุขหรือทุกข์กันแน่

 

บางคนตอบอย่างเต็มใจว่าเขาต้องการความสุข แต่ไยจึงเก็บเอาความคิดลบมากมายใส่ไว้ในจิตใจเหมือนกับเป็นถังขยะ

 

สิ่งที่เราคิด พูด และทำ ไม่ได้หายไปในอากาศธาตุ แต่เป็นการแทงลูกคิวครั้งแล้วครั้งเล่า คิดลบ พูดลบ และทำสิ่งที่บั่นทอน เหล่านั้นก็ไม่ได้ลอยไปไกล แม้เราพูดหรือคิดลบต่อผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นก็กระทบกระทำกันในจิตใจตัวเราเองนี่แล

 

การคิดลบในใจมากๆ ซ้ำกันครั้งแล้วครั้งเล่า เปรียบเราหมักหมมขยะไว้ในบ้าน บ้านในที่นี้ก็คือจิตนั่นเอง ลองคิดดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้นหากเราเก็บขยะที่เน่าเสียได้ไว้ในบ้านนานๆ มันก็เหม็นเน่า ทำให้บรรยากาศในบ้านไม่ดี ใช้ชีวิตก็ไม่มีความสุข ป่วยได้ง่ายเพราะเชื้อโรคและการหมักหมมนั้น จิตใจ ร่างกาย และชีวิตก็มิแตกต่าง หากเราหมักหมมความคิดลบไว้มากเท่าไร โอกาสที่เราจะแย่และเป็นทุกข์ก็มีมากเท่านั้น

 

การคิดลบ การบ่น การเหน็บแนม และการจ้องประทุษร้าย คือรูปแบบหนึ่งของการคิดลบ ย่อมทำให้ใจเสื่อมเสีย แล้วเราจะมีความสุขได้อย่างไรเมื่อบั่นทอนตนเองเช่นนี้อยู่

 

ชีวิตหากเหมือนการเดินเรือ เข็มทิศที่สมบูรณ์ย่อมพาไปถูกที่หมาย การละความคิดลบหรืออาจเรียนในพุทธว่าละการคิดในทางอกุศลที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ คือการรักษาเข็มทิศให้สมบูรณ์ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

 

ส่วนการฝึกรู้เท่าทันความคิด รู้ยับยั้งไม่ให้ตนเองเผลอคิดเรื่อยเปื่อย เหล่านี้คือการเก็บรักษาเข็มทิศไม่ให้ชำรุดเสียหาย แต่เราจะฝึกได้อย่างไร นี่เป็นคำถามสำคัญ

 

สำรวจตรวจสอบความคิดในหัวใจอยู่สม่ำเสมอครับ เมื่อเราคิดแบบไหนมาก เราก็จะเคยชินที่จะคิดแบบนั้น และเป็นอย่างที่คิด เมื่อเรารู้แล้วว่าการคิดแบบที่ผ่านมาทำร้ายตัวเองอย่างไร เราก็ต้องฝึกคิดใหม่ แรกๆ จะดูยากครับ อาจรู้สึกว่าไม่ทันบ้าง เผลอคิดลบอีกแล้ว หรือความคิดใหม่มันไปขัดแย้งกับความคิดเดิม

 

ต้องทำซ้ำ ต้องฝึกฝน ครับ ด้วยความคิดเก่าๆ มันทับถมหมักหมมมานาน เพราะเกิดจากการคิดและทำแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจะปลูกฝังความคิดใหม่ ก็ต้องใช้เวลา ความอดทน และการทำซ้ำ พลาดบ้างเผลอบ้างอย่าเพิ่งคิดลบตอกย้ำ ฝึกสติช่วย อย่าจำกัดตนเองอยู่ในความคิดที่ปิดกั้น เช่น ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันไม่ค่อยมีสติเพียงพอหรอก เหล่านั้นไม่ใช่ความจริง แค่เป็นข้อสังเกต เป็นอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน

 

มองให้เห็นโอกาสและให้โอกาสตนเองได้ลงมือทำ การคิดและการลงมือทำเพื่อชีวิตเหมือนการเล่นสนุกเกอร์ เราเลือกเองว่าจะก้มลงแล้วปล่อยเจ้าลูกนั้นไปอย่างไร ถ้ามุมนี้แทงเท่าไหร่ก็พลาด มันก็ยังมีมุมใหม่ๆ ให้เราลองลงมือทำอยู่เสมอ

 

เข็มทิศที่สมบูรณ์และมั่นคงย่อมชี้ตรง แต่ชี้ถูกหรือไม่ อยู่ที่เราดูแลความคิดให้วางลงบนฐานใดและถูกอะไรเหนี่ยวนำไปในทางที่ผิดหรือไม่ เข็มทิศหากมีแม่เหล็กหรือสนามแม่เหล็กมาดึงดูดหรือมาเหนี่ยวนำแรงก็ทำให้ชี้ผิดหรือเสื่อมเสียหายได้ ความคิดในตัวเราถูกเหนี่ยวนำด้วยอะไร จึงเป็นคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง

 

บางคนเข็มทิศในจิตใจถูกเหนี่ยวนำไปกับคนอื่นๆ ได้ง่าย เพราะไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง และต้องอยู่กับสถานการณ์ที่คอยติดตามคนอื่นไปเรื่อยๆ เหล่านี้ก็ทำให้ผิดทาง เพราะเราไม่ได้กลับมาตรวจสอบเป้าหมายที่แท้จริงของตนเอง เหมือนบางคนพยายามตอบสนองความรู้สึกและความต้องการคนอื่นมาก จนลืมความรู้สึกและความต้องการของตนเองไป

 

บางคนเข็มทิศในจิตใจก็มีกระแสสังคมมาเหนี่ยวนำชักจูง นี่ก็เพราะยังไม่เห็นคุณค่าแท้ในตนเอง จึงขวนขวายเอาสิ่งที่สื่อและกระแสส่งเสริมว่ามีคุณค่า นำมายึดเหนี่ยวจิตใจ เข็มทิศในตัวเราจึงหมุนคว้างตามสิ่งเร้า จนกว่าจะหันกลับมายอมรับและชื่นชมตนเองอย่างที่เป็นจริง และรู้นำศักยภาพในตนเองมาใช้อย่างเหมาะสม

 

และอีกมากมายหลายคนที่เข็มทิศของเขา ต่างถูกเหนี่ยวนำด้วยความอยากไม่มีสิ้นสุด นี่ก็ทุกข์ยาวนานครับ หลายคนเข้าอบรมเกี่ยวกับพลังจิตและการบ่มพลังความคิด ปลุกพลังกันมากมายเพื่อไต่เต้าไปหาความสำเร็จที่สุดยอด แต่น้อยรายที่จะรู้สึกพึงพอใจในตนเอง บ้างก็สับสนในคุณค่าของชีวิต มาปรึกษาและบำบัดกับผมก็มี เพราะเข็มทิศในจิตเรรวนถูกบงการด้วยความอยากได้ อยากเป็น และอยากไม่เป็น เรียกว่า “ตัณหา” อย่างนี้แล้ว เรือชีวิตก็ลอยไปตามภาพมายาปรุงแต่งขึ้นไม่สุดสิ้น เหมือนลอยลำในทะเลปีศาจ

 

ถ้าเราปล่อยให้ความอยากครอบงำจิต ชีวิตก็ไม่อาจสุขแท้ เพราะธรรมชาติแห่งความอยากเป็นเหมือนทะเลที่ไม่มีวันเต็ม ยิ่งเติมยิ่งรู้สึกขาดแคลน และหากคนใดมีเข็มทิศชีวิตถูกเหนี่ยวนำด้วยการยึดมั่นถือมั่นแล้ว เข็มทิศนั้นก็พร้อมที่จะหันเหทิศทางเพื่อให้เรือลำน้อยเวียนว่ายอยู่ในกรอบที่ยึดติด เราก็ไปไม่ถึงฝั่งเสียทีเช่นกันครับ

 

ดูแลความคิดของตัวเอง ให้ความคิดนั้นเป็นปัจจัยที่พร้อมเกื้อหนุนให้เกิดสิ่งที่ดีและเป็นความสุขที่แท้แก่ตน ไม่ใช่ถมทับความทุกข์ หรือฉีกรอยรั่วหัวใจให้กว้างขึ้น หมั่นนำออกมาตรวจสภาพและเก็บรักษาไว้อย่างดี

 

ฝั่งไกลเพียงใด ก็มิใช่อุปสรรคเลย และแม้เจอพายุน้อยใหญ่ระหว่างทาง เข็มทิศในจิตก็พลิกมุมมองหาช่องผ่านพ้น อย่าลืมครับ อย่ามัวแต่มองลูกกลมๆ บนโต๊ะสนุกเกอร์ชีวิต จนลืมมองลูกตรงหน้าที่เรากำลังจะก้มแทง

 

 

#กฎแห่งความสุข 7
“ ตั้งนาฬิกาชีวิตแบบไหน ”

 

หลังจากสอน “ห้องเรียน พลังแห่งจิต” รุ่นที่ 4 (ปัจจุบันมากกว่า 20 รุ่นแล้ว) สำเร็จลง ผมมีโอกาสเดินทางต่อไปยังจังหวัดลพบุรี เดินขึ้นก้าวขั้นบันไดสามพันกว่าขั้น สู่วัดบนยอดเขาสูง

 

ผมเองไม่ใช่คนออกกำลังกายมากนัก ร่างกายท้วมมากกว่าจะคล่องแคล่ว แต่ก็ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนั่งพักเลยตลอดสามพันกว่าก้าวทั้งขาขึ้นและขาลง ซ้ำแล้วก็ยังขึ้นลงบางช่วงบางตอนเพื่อให้คนรักได้หยุดพัก แถมแบกสัมภาระแทนเธอที่ไม่ยอมวางไว้ที่รถอีกต่างหาก ทำให้คนรอบข้างแปลกใจ ทั้งที่รู้กันว่าผมไม่ได้แข็งแรงขนาดนี้

 

ก้าวแรกผมก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะขึ้นมาถึงยอดบนนี้ไหม หรือเมื่อไหร่จะถึง ผมแค่ก้าวไปทีละก้าว หายใจทีละครั้ง

 

ต้องขอบคุณพ่อผม ท่านสอนวิธีหายใจเวลาวิ่งออกกำลังกาย ให้ทั้งผมและแม่ซึ่งไม่ค่อยออกกำลังกายนักในตอนนั้น แต่ตอนนี้แม่แซงผมไปหลายกิโลเมตรแล้ว เคล็ดลับก็แค่เพียง หายใจสม่ำเสมอ

 

ชีวิตคนเราช่วงเวลายากลำบากก็เหมือนการก้าวขึ้นเขา เหนื่อย เพราะต้องลงแรงกาย แรงใจ และบางก้าวเดินก็ราวกับเป้าหมายไกลเสียจนไม่มีวันถึง หนัก แม้สิ่งที่เคยเบาๆ หรือง่ายๆ อย่างกระเป๋าสะพายที่คนรักผมแบกขึ้นมาด้วย บนพื้นที่เดินธรรมดาก็เบาสบาย แต่สร้างความหนักอึ้งอย่างยิ่งเมื่อก้าวขึ้นสูงจากพื้นล่าง ขั้นแล้วขั้นเล่า ในยามยากลำบากสิ่งที่เคยง่ายก็สร้างความหนักอกหนักใจแก่เราได้ไม่ยาก ใจที่เคยมีกำลังและอารมณ์ดีก็พลอยขุ่นมัวได้ง่ายยามชีวิตเครียดขึง

 

การขึ้นเขาหรือเดินทางท่ามกลางความลำบากสอนเราเอาชนะสิ่งเหล่านี้ด้วยการเอาชนะตนเอง แต่การเอาชนะตนเองนี้ก็มิใช่การบีบคั้นตน บากบั่นแต่ไม่บีบคั้น เราต้องเห็นความสำเร็จจากทุกก้าวที่เราขึ้นมาได้ เหมือนที่ผมยกตัวอย่าง การขึ้นสู่วัดบนเขาไม่ใช่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว แต่ประกอบด้วยความสำเร็จกว่าสามพันครั้ง ทุกก้าวคือเป้าหมาย

 

คุณค่าของการมีชีวิตก็เฉกเช่นกัน เป้าหมายปลายทางมิใช่เมื่อเราตายแล้ว แต่เป็นทุกขณะของการใช้ชีวิต

 

เมื่อผมเดินขี้นเขา ผมไม่ได้พักตรงจุดพักริมทางซึ่งมีอยู่ประมาณทุก 500 ขั้น ไม่ได้ดูแลจัดการตนเองและพักหายใจเมื่อถึงจุดดังกล่าว แต่ผมพักทุกขั้นและบริหารลมหายใจทุกก้าวเดิน

 

คนเราในยุคสมัยนี้ชีวิตมักขึ้นตรงกับปฏิทิน วันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดต่างๆ เสมือนจุดพักริมทาง หลายคนจะดูแลตนเองหรือให้รางวัลแก่ชีวิตก็เมื่อหยุดทำงานในช่วงเวลาพิเศษดังกล่าว คิดดูสิครับ เราต้องรอถึง 5 วันหรือมากกว่านั้นเพื่อผ่อนคลาย แต่ต้องใช้ชีวิตอย่างเครียดขึงมากกว่าที่ดูแลตัวเองเสียอีก

 

บางคนก็ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ที่มีความอึดอัดใจ ขุ่นมัว และโกรธอยู่บ่อยๆ รอเวลาที่ตนเองได้ก้าวออกมาที่นั่นเพื่อผ่อนคลายอีกครั้ง แต่แทนที่จะรู้จักผ่อนคลายและวางใจให้เป็นทุกช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ แม้ก้าวออกมาจากพื้นที่เดิมได้ ความเครียดสะสมก็ยังตามมารบกวน

 

แทนที่จะพักการเดินทาง แล้วพยายามปรับการหายใจให้ปรกติที่จุดพัก ผมดูแลการหายใจทุกก้าวที่เดิน เมื่อนั้นแล้วเท่ากับผมได้พักทุกๆ ขั้นบันได เพราะขณะที่ใส่ใจกับการหายใจให้พอดี ช่วงเวลาดังกล่าวที่ใจได้ละจากความเหนื่อยทางกาย มาเป็นสงบภายใน ความเครียดของกล้ามเนื้อก็ผ่อนคลายลง เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอทุกก้าวย่าง ก้าวเดินของผมก็เหมือนคลื่นน้ำเป็นแรงกระเพื่อม ส่งผมขึ้นสู่ยอดบนได้โดยไม่เหนื่อยเท่าใดนัก

 

ความสม่ำเสมอเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตแบบหนึ่งที่นำเราสู่ความสุขและความสำเร็จได้อย่างมั่นคง

 

ผมเองสอนเรื่องพลังจิต และการเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตได้ เพราะการทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ทำสิ่งที่สนใจอย่างอุทิศตัว แต่รู้พักรู้ปล่อย มีวินัยทั้งกว้างและลึก อย่างนี้ผมเรียกว่าใช้ชีวิตอย่างกลมกลืน

 

“วินัยแนวลึก” คือการทำสิ่งหนึ่งด้วยความพากเพียรและลงลึกอย่างถ่องแท้ แต่ไม่หยุดที่จะศึกษาในเรื่องดังกล่าวไม่หยุดนิ่ง ไม่ไขว่คว้าเกินจำเป็น รู้จักพอ และกระทำเนืองๆ ตลอดรอดฝั่ง หลายคนจะพลาดเรื่องนี้เพราะพอตั้งใจทำสิ่งหนึ่งแล้วเมื่อไม่สำเร็จหรือพบเจอความเบื่อก็จะทิ้งขว้างไป บางทีก็อ้างเหตุผลเพราะใจบอก “ไม่ใช่” เปรียบก็เหมือนคู่รักจำนวนมากที่อยู่กันได้ไม่นานก็เลิกรา เพราะไม่อาจทนข้อเสียกันจนสามารถพัฒนาซึ่งกันและกันได้

 

เรียกวินัยแนวลึกว่า “กัดไม่ปล่อย” ก็ได้เช่นกันครับ

 

ส่วน “วินัยแนวกว้าง” คือการใส่ใจดูแลด้านต่างๆ ของชีวิตไม่ขาดไม่เกิน แม้ว่าผมสนใจการพัฒนาตนเองผ่านการเขียนและการพัฒนาจิตแล้ว ผมก็ยังต้องดูแลการบริหารจัดการเงิน การประชาสัมพันธ์งาน การบริหารโครงการ ความรัก ความเป็นอยู่ที่บ้าน และอื่นๆ สิ่งนี้ต้องขอบคุณประสบการณ์การได้ดูแลจัดการโครงการตั้งแต่วัยหนุ่มน้อย ขอบคุณครูอาจารย์ที่หยิบยื่นโอกาส แม้ภาระจะหนักอยู่มากและล้มเหลวยิ่งกว่าสำเร็จ ก็ช่วยเพาะบ่มวินัยแนวกว้างให้แก่ผม

 

เปรียบภาพรวมของชีวิตเหมือนกับบ้านหลังหนึ่ง เราจะดูแลส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษได้ แต่ก็ต้องผลัดมาใส่ใจส่วนต่างๆ ของบ้านด้วยเช่นกัน รดน้ำต้นไม้แล้วหรือยัง จัดของอย่างไรให้ใช้ได้สะดวกมือและยามคับขันไม่ลำบากควานหา ค่าใช้จ่ายประจำเดือนค้างคาหรือไม่ ความสะอาดเป็นเช่นใด มีส่วนไหนที่หมักหมมความสกปรกอยู่หรือเปล่า

 

เราต้องทบทวนตนเองว่าชีวิตช่วงนี้ควรใส่ใจดูแลอะไรเป็นพิเศษ แล้วด้านอื่นๆ จะดูแลอย่างไร

 

การมีวิธีการจัดการที่ดีที่สุดไม่ใช่คำตอบครับ ต่อให้เราดูแลบ้านด้วยเครื่องมือที่ดีเลิศ แต่ทำแค่เดือนละหน แล้วบางช่วงเว้นนานไปสองสามเดือน นี่ก็ไม่ดีนัก

 

ตัวเราเช่นกันครับ ต่อให้เราเข้าคอร์สอบรมได้เทคนิคการดูแลตนเองอย่างพิเศษ แต่นานๆ หยิบมาใช้ที แล้วปล่อยปละชีวิตประจำวันไปโดยประมาท บางช่วงเวลาอาจสุขมากเป็นพิเศษ แต่ความทุกข์และปัญหาเก่าๆ ก็จะสะกิดรังควาน แบบนี้ยังเป็นการหนีความจริง ชีวิตของเราไม่ใช่มีคุณค่าตอนเข้าคอร์สอบรมเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าในวันหยุดหรือวันพักผ่อนเท่านั้น หรือมีคุณค่าเฉพาะบางที่ แต่ชีวิตเราคือทุกวัน และทุกเวลา

 

การอยู่ดีเป็นสุข หรือ Well-Being ถ้ามองให้ชัดก็เปรียบดั่งสภาพต้นไม้ เราจะใส่ปุ๋ยราคาแพงและรดน้ำอย่างดีในคราวเดียวและละเลยไปนาน ต้นไม้ก็ไม่โตเต็มที่ครับ รดน้ำเผื่อยาวๆ น้ำก็ท่วมและต้นไม้ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย อาจเฉาตายได้ด้วย การดูแลให้ดีที่สุดเป็นครั้งเป็นคราวไม่ใช่คำตอบครับ

 

กินอาหารเข้าสู่ร่างกายก็ด้วย ถ้าเราศึกษาเรื่องสุขภาพมาแล้วบ้าง คงทราบว่าการกินผิดเวลานั้นเป็นโทษแก่ร่างกาย การนอนไม่เป็นเวลาก่อทุกข์แก่ร่างกายระยะยาวมาก การใช้ชีวิตอย่างไม่กลมกลืนกับธรรมชาติเป็นผลเสียต่อตัวเรามากกว่า ยิ่งหากใช้ชีวิตเพื่อสนองกิเลสหรือความอยาก เราก็ยิ่งฝืนร่างกายและทำร้ายตัวเองมากเท่านั้น

 

การใช้ชีวิตอย่างอยู่ดีมีสุข คำตอบไม่ใช่วิธีการอันเป็นเลิศ แต่เป็นการอยู่อย่างสม่ำเสมอ หายใจอย่างสม่ำเสมอครับ เราจะรู้ว่าเมื่อร่างกายสมดุลแล้ว ความสุขเกิดขึ้นไม่ยากเลย

 

ย้อนกลับมาที่ตัวเอง เราใช้ชีวิตแบบไหนครับ

 

มีบทเรียนจากใครต่างๆ ที่แสวงหวังความสุขจากการกิน การดื่ม การเสพ การทำงานหนักหน่วง การไขว่คว้าสิ่งนอกตัวจนทำลายสุขภาพกาย ความสุขที่หวังได้ก็อันตรธานในอากาศ

 

ความสุขเกิดขึ้นไม่ยากเลย เมื่อเรารู้จักความสม่ำเสมอในการใช้ชีวิต ผมไม่ได้เป็นสุขเมื่อก้าวไปถึงยอดภูเขา แต่เป็นสุขทุกขณะที่หายใจได้เพียงพอไปพร้อมกับก้าวย่างที่ไม่ช้าและไม่เร็ว

 

ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ขั้นสูงเลยครับ แม่ค้าท่านหนึ่งบอกแก่ผู้ร่วมทางว่า ไปทีละก้าวก็พอ นี่แหละครับเคล็ดลับความสุขอันง่ายงาม ไม่ต้องใช้ปัญญาเป็นเลิศหรือเครื่องทุ่นแรงใดใด แค่ขึ้นไปทีละก้าวอย่างสม่ำเสมอก็พอแล้ว

 

ผมแวบมองเหลียวหลังเพื่อชื่นชมวิวสูงเป็นครั้งคราว เพื่อเติมใจด้วยความงดงามที่เราก้าวมาถึง และบางครั้งผมก็แหงนหน้ามองสูงเพื่อให้เกิดพลังใจไปให้ถึงยอดนั่น แม้หลายตอนยอดไม้จะบดบังไม่เห็นปลายทางเลยก็ตาม ผมก็ไม่รู้เลยว่าวัดบนยอดเขานั่นเป็นอย่างไรจนเมื่อขึ้นมาถึงแล้ว ขึ้นมาก็พบว่าไม่ได้สวยงามเหมือนวัดหลายแห่งที่เราเคยพบ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะความสุขไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง และไม่ได้อยู่ที่การเดินทางด้วย แต่อยู่ในความสม่ำเสมอที่ก้าวเท้าไปพร้อมกับลมหายใจ

การทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งก็เหนื่อยหนักมาก บางวันก็ราวไร้เวลาดูแลตนเอง หัวใจปุถุชนเร่งรัดกับเป้าหมายเป็นช่วงๆ ต้องคอยหยุด ต้องคอยเตือนตนเอง ในช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ ผมพบว่าตนเองมัวแต่ใส่ใจการสอนข้างนอกและการดูแลตนเองนอกบ้าน จนปล่อยให้ต้นไม้น้อยต้นหนึ่งเฉาลงอย่างน่าสงสาร เขาถือเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติให้ผมกลับมาสู่ความใส่ใจกฎความสุขข้อนี้อีกครั้ง

 

 

#กฎแห่งความสุข 8
“ อยู่อย่างยึด หรือ อยู่อย่างละ ”

 

ท่ามกลางทุ่งนา ใต้ถุนบ้านไม้ที่ไผ่สูงดั่งรั้วล้อม ชายวัยหกสิบเศษให้สัมภาษณ์ว่า

 

“ พี่รวยมากกว่ากระบวนกรค่าตัววันละห้าหมื่นเสียอีก ” อาจารย์ผมกล่าวยิ้มๆ นอนให้ลูกศิษย์นวดไปพลางระหว่างคุย

 

“ต่างประเทศมีแบบนี้ที่ไหน เสียเงินเสียทองกันทั้งนั้น ”

 

ผมถามแกแกมหยิกแกมหยอกว่ารู้สึกยากจนบ้างไหม แกตอบว่าไม่เลย

 

ถึงแม้จะคิดค่าตัววันละหมื่นเท่ากับผมผู้เป็นลูกศิษย์ แต่เอาเข้าจริงแล้ว มีเท่าไหร่ตามที่ให้ได้แกก็ยินดีไปสอน ไปบรรยาย ไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ ไม่เกี่ยงงอนหรือจุกจิกเรื่องรายได้ แม้เป็นวิทยากรอาวุโสผู้ริเริ่มการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาคนแรกๆ ของประเทศไทยก็ตาม ขณะที่ปัจจุบันมีการนำทักษะและองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้จัดอบรมราคาแพงเป็นจำนวนมาก

 

ผมยอมรับว่าการอยู่ใกล้แกเป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด ผมได้เรียนรู้เรื่องสังคมและการจัดกระบวนการเรียนรู้จากแกได้น้อยนิด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ไปกับการช่วยดูแลลูกและทำงานส่วนตน แต่สิ่งมีค่ายิ่งกว่าคือการได้ซึบซับวิถีชีวิตที่มุ่งสู่การละมากกว่าการยึด รวมทั้งความเป็นคนจริงที่เป็นเนื้อหนึ่งเดียวกับสิ่งที่สอนผู้อื่น มิใช่นักแสดงผู้มีลูกเล่นและคำพูดสวยหรูอย่างที่เราเห็นเกลื่อนในการอบรมต่างๆ

 

อาจารย์มิใช่คนชนบท คนที่สอนการเป็นอยู่เรียบง่ายไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านนอกคอกนา แกเป็นคนบางกอกแต่กำเนิด และยังคงอยู่บางกอก ย่านชานเมืองที่ไกลจากตัวเมืองมิกี่กิโลเมตร

 

หากเราให้ความสุขและความร่ำรวยเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของชีวิต เราต้องมีมากเพียงใดจึงเพียงพอ หากเรายึดว่าต้องมีเท่าใดต้องมากเท่าใดแล้ว ชีวิตจะมีความสุขแท้จริงหรือไม่

 

“ เอ็งเคยรู้จักคนพวกนั้นจริงๆ ไหม พี่รู้จักอยู่บางคน ชีวิตไม่มีความสุขเลย ”

 

การอยู่อย่างเรียบง่ายไม่ได้วัดกันที่มีหรือไม่มีอะไรที่ภายนอก อาจารย์ผมมีเครื่องอำนวยความสะดวกไม่น้อย มิว่าเครื่องทำน้ำอุ่นจากแสงอาทิตย์ ตู้เย็น เครื่องอบ เตาถ่าน โน๊ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน และอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ข้างในอย่างที่เราจะสัมผัสได้จากผู้ปฏิบัติเพื่อการละวาง คือความสงบเย็น และ การรู้จักละอยาก

 

ชีวิตคนร่วมสมัยอย่างเราอยู่ท่ามกลางสิ่งที่กระตุ้นเร้าให้ “อยาก” มากมายไม่สิ้นสุด ทั้งจากโฆษณาทีวี ป้ายตามทาง และกระแสสังคมยั่วยุให้เราอยากมี อยากเป็น และอยากไม่เป็นกันต่อเนื่อง เหล่านี้คือ กิเลสตัณหา

 

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของสิ่งเหล่านี้คือยิ่งเติมยิ่งใหญ่ ยิ่งได้มายิ่งไม่พอ เหมือนการกินครับ กินมากเข้าเราก็อ้วน อ้วนแล้วก็ต้องกินมากขึ้นอีก ต้องกินมากขึ้นเราก็ยากที่จะพอดีและตามมาซึ่งโรคอีกมากนัก

 

เมื่อชีวิตเราอยู่อย่างยึดและอยาก เราก็ป่วยเป็นโรคไขว่คว้ามาเติมเต็มไม่รู้จักหยุด มันก็เหมือนหนูติดจั่นที่ต้องวิ่งวนจนเหน็ดเหนื่อย ถ้ารู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างเหนื่อยเหลือเกิน เราลองตรองดูว่าเราเหนื่อยเพราะอะไร

 

ยิ่งเรายึดว่าจะต้องเป็นอย่างไรและมีอะไร เราก็ต้องสร้างเงื่อนไขมากำหนดชีวิตเรา ให้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อหวังจะมีความสุข แต่แล้วเงื่อนไขทั้งหลายนี่แหละครับที่เป็นกำแพงก่อเขาวงกตให้กับจิตใจ แทนที่เราจะสัมผัสความสุขได้ตรงไปตรงมา เราก็ต้องวิ่งวกวนกว่าจะพบความสุขใจ แต่มันก็พาเราหลงไปไกลจากคุณค่าแท้ของชีวิต

 

การยึดมั่นและความอยากเป็นสิ่งที่มาด้วยกันครับ ยิ่งเรายึดว่าชีวิตเราต้องรวยแบบนั้นแบบนี้ เราก็ยิ่งอยากได้เพื่มเติมเต็มตัวเองให้ได้อย่างที่ยึด คราวนี้ ยิ่งอยากเราก็ยิ่งยึดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นว่าเป็นของฉัน ต้องเป็นฉัน ยึดว่ามันเป็นคำตอบ และต้องเป็นอย่างที่เราคิด

 

ชีวิตง่ายหรือยากวัดกันที่สิ่งเหล่านี้ครับ เมื่อความอยากและความยึดมากเข้า มันก็ต้องมีเงื่อนไขมากำหนดตัวเราอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องจ่ายหนี้สินแต่ละเดือนแต่ละเดือน ก็ต้องทำงานหนักขึ้นอีกหากไม่พอใช้จ่าย แล้วแทนที่เราจะมีความสุขกับชีวิต เราก็เครียด ทุกข์เหล่านั้นคงมีผลไม่มากก็น้อยกับคนในครอบครัว รอยยิ้มที่อาจให้ได้ไม่ยากก็มีเงื่อนไขมาปิดกั้น

 

อยู่อย่างยึดก็ย่อมยาก ยิ่งอยู่อย่างอยาก ความสุขก็ยิ่งห่างไกล ความพอใจที่ได้ครอบครองบางสิ่งหรือเป็นอย่างที่ต้องการ มันอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ สักพักหนึ่งเราจะรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่า เพราะมันมีธรรมชาติที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้ความภาคภูมิใจในตัวเรามันก็ไม่ยั่งยืน พอรู้สึกขาดหายแล้วเราก็ยิ่งอยากเติมให้มันแลดูไม่พร่องอีกครั้ง

 

ตราบใดที่แก้วยังมีรูรั่ว เติมเท่าไรมันก็ไม่พอ เราก็ยิ่งทุกข์ไปกับความขาดแคลนที่ไม่มีสิ้นสุด

 

เรามีตัวอย่างของความสุขที่เกิดขึ้นเพราะการละอยู่มากครับ และตัวอย่างของความทุกข์ตรมที่เกิดจากความยึดมั่นและการอยากก็มีมากมายในสังคม

 

ความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากไม่มีเงื่อนไขต่างๆ มาปิดกั้นห้อมล้อมหัวใจ เห็นดอกไม้บานหน้าบ้าน ผมก็มีความสุขแล้ว ค่าไฟของเดือนที่ผ่านมาลดลงหนึ่งร้อยบาทผมก็พอใจมาก การยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายมิว่าสิ่งใด มันกำหนดเงื่อนไขหรือกฎที่แสนยุ่งยากให้กับชีวิตเรา มันปิดบังดวงตาเราจากความสุขอันเกิดจากการพึงพอใจตนเองและชีวิตอย่างที่เป็นจริง

 

การยึดมั่นว่าเป็นคนดีและคนเก่งก็ทำให้เราทุกข์และทำร้ายคนอื่นได้ง่ายๆ มันก็ยิ่งทำให้เราอยากทำดีอวดคนอื่น หรืออยากให้คนอื่นชื่นชมหรือเคารพตัวเรา หากไม่ได้มามันก็ก่อทุกข์ในจิตใจ แทนที่เราจะปล่อยให้ความดีในตนเองผลิบานอย่างดอกไม้เติมรอยยิ้มให้หัวใจตนและคนรอบข้าง เรากลับจับดอกไม้นั้นมาปักแจกัน มันก็เหี่ยวแห้งลงง่ายดาย

 

อยู่อย่างละคือการปล่อยวางจากกำแพงและเขาวงกตแห่งหัวใจ เพื่อมีชีวิตอย่างที่ควรมี เพื่อรักตนเองได้อย่างตรงๆ ละในที่นี้คือลดละจากความอยากและความยึดมั่นทั้งหลาย มิว่าเป็นสิ่งภายนอกหรือสิ่งที่อยู่ในใจ แม้ความดีและความเก่งของเราก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยให้เกิดขึ้น มีสิ่งที่ดีแต่ไม่ยึดให้เป็นดังที่เราต้องการ เราจะไม่ทุกข์เพราะเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตเราซับซ้อน

 

เราควรกลับมาพิจารณาดูการยึดติดของตัวเรา เพื่อให้เห็นโทษจากการยึดมั่นเพื่อที่จะละวางลงได้ ชีวิตของเราอยู่กับทุกข์ที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นอยู่เนืองๆ แต่เพราะใจไม่ได้หยุดพิจารณาและพยายามเติมเต็มอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ทันเห็นโทษของการยึดติด เมื่อไม่เห็นโทษแล้วก็ยากจะละวาง

 

อริยสัจสี่ในพุทธศาสนาจึงเริ่มจาก ทุกข์ เป็นข้อแรก เพราะเห็นทุกข์เราจึงอยากแก้ไขและลงมือทำเพื่อไปสู่นิโรธหรือภาวะที่ว่างจากความทุกข์

 

อีกข้อควรใส่ใจประการหนึ่ง เมื่อเรายึดมั่นอะไรไว้มากและยาวนาน มันก็ยากที่จะปล่อยไป ด้วยเพราะกลัวว่าเราจะไม่มีมันไม่ได้ เราจะอยู่ไม่ได้ เราขาดมันไม่ได้ กลัวว่าเราจะสูญเสียคุณค่าหรือสิ่งที่ดีในตนเองไป แต่นั่นเป็นเพียงเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้นเท่านั้น

 

มันไม่ได้ถูกกำหนดมาว่าเราจะต้องยึดสิ่งเหล่านั้นไปจนตาย มันเป็นแค่ความเคยชินจากการยึดมั่นที่ผ่านมาเท่านั้น เราเป็นได้มากกว่าที่เคยเชื่อ เรามีชีวิตและคุณค่าได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดมั่น เราไม่จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่ในเขาวงกต เราก็มีความสุขได้

 

ไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่เรายึดมั่นและอยู่กับความอยาก มีช่วงเวลาที่เราละสิ่งเหล่านั้นได้ ไม่ได้ยึดติดไม่ได้ยึดถือ มีอีกหลายช่วงเวลาที่เราหายใจเข้าโดยไม่ยึดมั่นว่ามันจะต้องไม่หายใจออก เราหายใจเข้าได้อย่างไม่มีเงื่อนไข เราหายใจออกได้อย่างไม่ยึดติด ชีวิตเราละอยากและยึดได้ เพราะเราเคยมีช่วงเวลาที่ว่างจากสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว

 

การที่เรามีมุมมองที่ถูกต้อง หรือ สัมมาทิฐิ คือการเห็นว่าการอยู่อย่างยึดนั้นทุกข์เพียงใด นี่เป็นก้าวแรกสู่ความสุขแท้

 

 

#กฎแห่งความสุข 9
“ รับมือการสูญเสียอย่างไร ”

ต้นไม้ย่อมผลิใบใหม่และอำลาใบเก่าปลิดร่วงครั้งแล้วครั้งเล่าลงบนลานดินทับถม ฤดูกาลหนึ่งผ่านไปเพื่อเปิดทางฟ้าใหม่แทนที่ การเปลี่ยนแปลงมีอยู่เสมอ ผ่านการล่วงลับเกิดดับไม่สิ้น

 

สิ่งที่ดีและคนที่เราผูกพัน หากเลือกได้ เราก็คงหวังให้พวกเขาและสิ่งเหล่านั้นคงอยู่กับเราตลอดไป แต่ทุกข์จากการพลัดพรากและการเปลี่ยนแปลงก็มิใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้เลย

 

ผมจำได้ลางๆ มีคนถามว่าใช้เวลานานเพียงใดกับการพลัดพรากที่แสนเจ็บปวด คำตอบ ณ ตอนนี้คือทั้งไม่มากและนานแสนนาน การพลัดพรากจากสิ่งที่สวยงามที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตเกิดขึ้นกับผม อย่างที่ไม่อาจบอกเล่าเหตุผลแท้จริงแก่ใครได้ คิดถึงช่วงเวลาที่เป็นสุขกับคนๆ นั้นคราวใด หัวใจก็อาลัยและเศร้า แต่มันไม่นานเมื่อกลับมาเห็นค่าของปัจจุบันอันเป็นอยู่ ความเศร้านั้นก็จางคลายไปแล้ว เราเลือกได้เพียงตัดสินใจให้ดีที่สุดและยอมรับผลที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นไปตามปัจจัยมากมาย

 

นับประสาความเศร้าเรายังพลัดพรากจากกันได้ ยังหายเศร้าได้เมื่อถึงเวลา ไยคนรักและสิ่งอันหวงแหนจะมิอำลาเมื่อถึงคราวต้องสูญเสีย

 

แม้มีความเจ็บเศร้า แต่ก็มิเคยนึกถึงสิ่งที่ไม่ดีของอีกฝ่าย เจ็บปวดเพราะใจยังยึดมั่น แต่การมองที่หน้าที่และคุณค่าของช่วงเวลาที่มีก็เป็นอุบายกำกับใจให้ยอมรับอย่างไม่ขัดขืน คิดถึงแต่ไม่โหยหา อาลัยแต่ไม่หวังย้อนเวลา

 

การเตรียมใจรับการสูญเสียเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การทำใจหลังการสูญเสียก็สำคัญมิแพ้กันในเมื่อเราเป็นคนธรรมดาผู้ยังมีรัก โลภ โกรธ และหลงอยู่ การเสียสิ่งที่มีเยื่อใยย่อมกระทบกระเทือนใจ

 

ผู้เรียนคนหนึ่งปรึกษาผมเกี่ยวกับหนทางดูแลตนเองและลูกที่ล่วงลับ การตัดสินใจให้แฟนทำแท้งเป็นสิ่งที่กัดกินหัวใจเขา การสูญเสียลูกนั้นเจ็บมากอยู่แล้ว แต่การที่เป็นคนเลือกให้อีกฝ่ายจากไปก่อนเวลาย่อมเจ็บมากกว่า

 

เขาสำนึกผิด เขากลับมาย้อนดูตนเองเห็นความผิดพลาดต่างๆ เริ่มเห็นคุณค่าในตนยิ่งกว่าแต่ก่อน กลายเป็นผู้มีน้ำใจ แม้ร่างเล็กผอมแต่หยิบยกข้าวของช่วยคุณหมอและอาจารย์มิเหนื่อยหน่าย แต่การแบกรับลูกที่จากไปแล้วไว้กับตัวทำให้เขารู้สึกหนักและมีภาระไม่สิ้นสุด

 

หลังผ่านการดูแลกายใจ ความรู้สึกผิดนั้นจางหายไปมากแล้ว แต่ยังคงรู้สึกรักและห่วงในฐานะลูก ผมจึงฟังแล้วแนะนำต่อว่า มิว่าลูกของพ่อแม่คนใด เราในฐานะผู้ให้กำเนิดย่อมมีหน้าที่ดูแลเขาส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นภาระของเขาเอง เป็นกรรมที่เขาต้องเรียนรู้และหาหนทางด้วยตนเอง หากเราผูกใจไว้หนาแน่นกับเขาเกินไป เราย่อมเป็นทุกข์ และลูกก็ย่อมเป็นทุกข์ตาม เมื่อเขาต้องทุกข์เพราะเราอีก เขาก็ย่อมเสียพลังที่ดีที่จะแก้ไขปัญหาและใช้กรรมในส่วนของเขา แง่หนึ่งเราช่วยเหลือเขาได้ ซึ่งบางทีก็ต้องช่วยเหลือห่างๆ ส่งกำลังใจและแผ่กุศลที่ดี เป็นพลังให้เขาเติบโต มิว่าทางใจหรือทางจิตวิญญาณ เขาจะมีหนทางของตนเอง เราก็เช่นกัน

 

แม้เป็นคนที่เรารักมากปานใด เมื่อถึงเวลาต้องแยกจาก อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ทั้งที่เรากระทำมาและอีกฝ่ายกระทำมา เราก็มิอาจหลีกเร้นได้ บางครั้งต้องคำนึงว่าทุกสิ่งมีหนทางอันเป็นไปของตัวเอง พระเจ้ามีแนวทางสำหรับทุกสิ่ง เราเองก็มีหนทางต้องเดิน

 

การจากลาและการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งของชีวิตสอนเราว่าไม่มีอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นของฉัน ไม่ใช่เป็นตัวตนอันเที่ยงแท้ และไม่มีอะไรที่แน่นอนดังใจหวัง การมิอาจทำใจรับความจริงเช่นนี้ย่อมก่อทุกข์และปมในใจตามมา มันอาจเจ็บเกินกว่าจะยอมรับมันได้ตรงๆ เราจึงหนีความจริงไปด้วยวิธีการมากมาย เพื่อทำให้ลืมบ้าง เพื่อรีบเติมเต็มให้คล้ายกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่สิ่งเหล่านี้ก็คือการหลอกตนเอง สุขที่ได้จากการหนีความจริงมิอาจเป็นสุขที่แท้จริงได้เลย

 

บางครั้งเราก็หลงระเริงไปว่าคนที่รักและสิ่งที่มีค่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน รู้ว่าต้องมีการพลัดพราก แต่คิดไปเองว่าคงอีกนาน นี่ก็เป็นการหนีความจริง และความจริงที่เราไม่ได้ยอมรับก็มักจู่โจมพรวดพราดชนิดที่เราไม่ทันตั้งตัว เพราะไม่ได้ตั้งใจใส่ใจ วันนี้เราอาจพูดไม่ดีหรือทำไม่ดีกับพวกเขา เราอาจใช้สิ่งมีค่าไปอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ธรรมชาติของกิเลสมักทำให้คนมองสิ่งนอกตัวและไกลตัวว่าสำคัญ และหลงลืมสิ่งใกล้ตัวหรือสิ่งที่มีอยู่

 

อย่างที่เรากล่าวกันว่ากว่าจะรู้ตัวก็เมื่อสาย หรือกว่าจะเห็นค่าของสิ่งที่มีก็ตอนที่สูญเสียไปแล้ว เราจะรอเช่นนั้นหรือไม่

 

การพลัดพรากมิจำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะสิ่งภายนอกตัวเท่านั้น แม้การงานและสิ่งที่ตนเองเป็นหรือมีก็มิแน่นอน วันนี้เรามีอวัยวะครบถ้วน วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจพบว่าตนเองมีก้อนเนื้อร้ายกัดกินข้างใน ที่เคยสามารถวิ่งหรือเดินไกลได้ก็ไม่อาจทำได้อีก วันนี้เราอาจทำงานหนักหน่วงหรือกินเอาสุขอร่อยปากเอาเป็นเอาตาย เพื่อพบว่าการปล่อยปละละเลยตนเองทำให้มีภาระหนักในอนาคต

 

หลายคนคิดเอาว่าจะแก้ไขพฤติกรรมที่บั่นทอนตนเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ เพราะมันยังไม่ทุกข์เท่าไร เพราะเชื่อว่าตนจะดูแลจัดการได้ กระทั่งผลร้ายจากความประมาทเกินกว่าจะแก้ไข ใครบางคนอยู่เติมเต็มใจใกล้เคียงกาย แต่เราไม่เคยดูแลด้วยรัก จนกระทั่งเขาหรือเธอล่วงลับไป ช่องโหว่ในความรู้สึกจึงตักเตือนแต่มันก็สายไปเสียแล้ว

 

วันหนึ่งเราเองก็จะเป็นผู้พลัดพรากจากไปจากโลกนี้ จากคนที่รักและบรรดาสิ่งทั้งหลายที่เคยยึดว่าเป็นของตน เรามีวันตาย แต่เราอยู่วันนี้เพื่อเตรียมตัวที่จะตายจากกันมากเพียงพอหรือยัง

 

การไม่เห็นคุณค่าตนเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างประมาท อยู่ไปวันๆ ทำร้ายตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เราไม่ทันได้ตระหนักว่าหากต้องตายลงแล้ว คุณค่าใดที่เราได้ฝากไว้บนโลกนี้ ภาระลำบากใดที่เราได้ทิ้งไว้ให้แก่คนที่ยังอยู่ หรือหากต้องสูญเสียสิ่งสำคัญหรือทุพพลภาพเราจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร การกระทำที่ไม่เห็นค่าของชีวิตวันนี้จะทำให้ตนเองและคนอื่นทุกข์ในวันหน้ามากแค่ไหน บางทีเราไม่ทันคิดเมื่อขณะใช้ชีวิตอย่างประมาท เพราะสติไม่พอ และเห็นคุณค่าในตนเองไม่พอ

 

ทุกสิ่งไม่ได้จากเราไปโดยสมบูรณ์ คุณค่าที่ก่อเกิดยามได้มีและเคียงข้างจะยังอยู่กับเราตราบที่เราเห็นคุณค่านั้น บางคนจากไปให้เราจดจำอีกนานแสนนาน และบางคนอำลาเพื่อให้เราเรียนรู้บทเรียนอันหนักอึ้ง ทุกการพบเจอสิ่งต่างๆ และการพลัดพรากมีแง่งามซ่อนอยู่เสมอ ผมพบว่าการพลัดพรากจากคนที่รักครั้งแล้วครั้งเล่าช่วยให้ผมวางความรู้สึกที่ยึดว่าตนเองสำคัญง่ายขึ้นทีละระดับ เราไม่ได้สำคัญถึงขนาดที่ทุกสิ่งจะต้องอยู่กับเราตลอดไป และไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องดีด้วยการอยู่ใกล้ๆ เรา จักรวาลมีหนทางให้เราทุกคนเรียนรู้เพื่อลดละวาง

 

ผมเคยถือว่าตนเองสำคัญยิ่งยวด อย่างไม่รู้ตัว แม้ทุกวันนี้ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังมีเหลืออยู่ แต่คราวคนที่ผมห่วงใยนักหนาได้ตีจาก คนแล้วคนเล่า มันสะทือนการยึดมั่นคุณค่าในตนเองจนแตกสลาย กว่าจะรู้ได้ว่าตนทุกข์เพราะการยึดมิใช่การจาก บทเรียนที่มีค่าอาจมาพร้อมราคาที่ใหญ่หลวง ราคาแห่งความทุกข์ แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ทุกข์เช่นนี้จึงตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลง

 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา สิ่งดีและไม่ดีใดใดย่อมมีวันต้องจบสิ้น แต่เราอยู่อย่างเตรียมพร้อมและสมค่าสมราคาแล้วหรือยัง

 

เราจะเลือกอนาคตเป็นคนผู้อมทุกข์ที่ย้อนมองอดีตแล้วได้แต่เพียงเสียดาย หรือจะใช้เวลาทุกวันเป็นดั่งสิ่งล้ำค่าที่สามารถหมดสิ้นได้เสมอ

 

แม้ลมหายใจก็ต้องอำลา เราหายใจเข้าเพื่อที่จะหายใจออก แต่ระหว่างนั้นมันมีค่านัก ลมหายใจเดินทางมาสู่เราเพื่อเติมโอกาสให้ได้ใช้ชีวิต

 

การที่ผมต้องตัดสินใจจากคนที่ผมรักที่สุดครั้งหนึ่ง ใจรู้สึกตัวว่าเสียดาย ผมเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งมากเวลาอยู่ร่วมกัน เรามีเวลาที่ยิ้มด้วยกันมากมาย แต่ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายต้องทุกข์ใจเพราะความเผอเรอของผมเองก็มีไม่น้อย การจากลาในครั้งนั้นนับป็นอีกปัจจัยที่น้อมนำให้ก้าวเดินบนเส้นทางละวางตนเอง

 

มองไปรอบตัวเราสิครับ มีอะไรบ้างที่จะคงอยู่ตลอดไป แม้แต่บุญกุศลในเนื้อในตัวก็ยังสามารถหม่นหมองหากยามใดกิเลสครอบงำใจ เราดูแลสิ่งรอบตัวด้วยความรักในปัจจุบัน หรือเพียงสนองความอยากเท่านั้น ลมหายใจเข้า ณ ตอนนี้ทำให้เรามีชีวิตหรือทำให้เราปล่อยปละชีวิต

 

การปล่อยวางไม่ใช่การปล่อยปละ การไม่ยึดมั่นไม่ใช่การไม่ดูแล อย่ารอเลย เวลาไม่เคยหวนกลับ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเป็นบทเรียนสุดท้ายก่อนละจากเราไปว่า อย่าประมาทเลย

 

หากตอนนี้เรายังมีชีวิตอยู่ นั่นคือโอกาสให้เราอยู่กับปัจจุบัน เมื่อเราเห็นคุณค่าลมหายใจในตอนนี้อย่างแท้จริง เราจะไม่เพียงอยู่เพื่อลมหายใจทิ้งขว้าง ความสุขจะไม่ใช่สิ่งที่ไกลห่างและไม่เป็นการเติมเต็มหัวใจอีกแล้ว แต่เป็นการอยู่อย่างมีค่าในตอนนี้

 

 

#กฎแห่งความสุข 10 “ . . . ”

 

ชีวิตเป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ เราหายใจอย่างมีความสุขได้เมื่อมีพื้นที่และช่องว่างอย่างสมดุล

 

การเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ต่างๆ เป็นข้อสำคัญมากที่เราจะใช้ชีวิตอย่างยอมรับหรือปิดกั้น มีผู้มาขอคำปรึกษาหลายท่านที่ยากจะพบความสุขใจเพราะเงื่อนไขมากมายในตนเอง คนสังคมเมืองปัจจุบันพยายามจัดการทุกสิ่งทุกอย่างจนตึงเครียด ความพยายามดังกล่าวมาจากกำแพงเขาวงกตในหัวใจ มิอาจเผชิญหน้าและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงๆ ก็พยายามจัดการมากเกินไป บ้างก็ดูแลน้อยเกินไป ความไม่พอดีก็ทำให้เกิดปัญหาหรือซ้ำทุกข์เลวร้ายลง

 

มีแม่บางท่านตึงเครียดกับสถานการณ์ครอบครัวด้านการเงินและการทำงานเลี้ยงดูบุตร ท่านก็พยายามจัดการควบคุมทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามที่ต้องการ แต่ความเครียดจากการพยายามมากเกินไปก็ทำให้บรรยากาศของบ้านอึดอัด มีปากเสียงกับคู่ครอง ดุลูกตลอดวันจนสภาพจิตเสียหาย ซ้ำร้ายท่านก็ยิ่งรู้สึกว่าทุกสิ่งไม่อาจรับมือได้เลย ทุกอย่างยิ่งแย่ลงแม้ทุ่มสุดตัว คนรอบข้างก็ดูเหมือนไม่เข้าใจ

 

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งครับของการรับมือกับชีวิตด้วยวิธีเพียรจัดการไปหมด จนไม่เหลือพื้นที่ใดๆ ให้แก่ความรักในบ้าน และไม่มีช่องว่างเพื่อให้ตนเองได้พักผ่อน ภาระชีวิตคือภารกิจให้แก้ไข แต่ไม่ใช่สัมภาระให้แบกรับ

 

ชีวิตเราส่วนใหญ่ทุกข์เพราะแบกรับมากเกินไป หรือไม่แบกรับเลย แต่ทั้งสองต่างเป็นการปิดกั้นตัวเอง จากความจริงที่ควรยอมรับและการอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่ที่ตัวเราครับ เราจะมีชีวิตอยู่ได้เมื่อเราเปิดกว้าง เพราะเปิดกว้างจึงหายใจเข้าและออกได้ ถ้าปิดกั้นเราก็ทุกข์และไร้ชีวิต

 

ชีวิตต้องมีพื้นที่ให้เติบโต ต้องเปิดกว้างเพื่อรับสายลมและแสงแดด หล่อเลี้ยงชีวิตเติบใหญ่ การเปิดกว้างทำให้เราไหลลื่นไหลไปตามปัจจัยต่างๆ เมื่อรู้จักผ่อนวางว่าตนเองเป็นใครและคนอย่างไร ไม่แบกตัวตนจนปิดกั้นชีวิต เราจะเห็นความเป็นไปได้อันกว้างใหญ่ โลกไม่ได้มีทางเดียวให้เราเลือกเดิน แต่มีพื้นที่กว้างให้เรามองเห็นและตัดสินใจ

 

ทั้งนี้การเปิดรับก็ต้องมีขอบเขตที่พอดี เราจึงเรียกว่า “พื้นที่” การเปิดกว้างมากเกินไปจนไม่มีหลักการในชีวิตหรือเอาตัวเองไปผูกพันกับทุกอย่าง นี่ก็เป็นการแบกรับแบบหนึ่ง

 

การรู้จักพื้นที่ชีวิตคือการรู้ขอบเขตว่าอะไรเราไม่ควรแบกรับและอะไรควรดูแลรักษา การใช้ชีวิตไม่ใช่หลักการแข็งทื่อ มิใช่เวทีละครให้เราหมายมั่นว่าตัวฉันเป็นแค่ไหน แต่เป็นสิทธิที่เราจะสร้างสรรค์และยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ โดยที่ไม่แบกรับมากเกินไปหรือใส่ใจหมดทุกประการ

 

การรู้ว่าตอนนี้เราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ และปัจจัยต่างๆ เป็นอย่างไร คือปัญญาที่มีสติอยู่กับปัจจุบัน คือหนทางสร้างเส้นทางเดินของชีวิตอย่างมีขอบเขตแต่เปิดกว้าง

 

บางอย่างที่ไม่ชอบใจย่อมต้องเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง เพราะมันไม่ได้ขึ้นกับหัวใจเราเป็นศูนย์กลาง หัวใจเรามิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่แรงโน้มถ่วงระหว่างกันน้อมนำปัจจัยต่างๆ ดลบันดาลเหตุการณ์ที่ชอบและชัง บางอย่างเราทำได้เหมือนก้มแทงลูกสนุกเกอร์ แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราไม่ได้ควบคุม นี่คือการเปิดรับครับ รู้ว่าในโต๊ะสนุกเกอร์นั้นเป็นอย่างไร มิได้ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง ก้มแล้วแทงไปตามนั้น เท่าที่เราสามารถและเห็นมุมว่าส่งแรงไปยังจุดนั้นได้

 

บางครั้งก็ต้องรู้วางเฉย แต่ไม่หลีกหนี เมื่อภาวะโต๊ะสนุกเกอร์เช่นนั้น มิอาจแทงลูกใดให้เกิดผลดีได้ ทำเท่าที่เราทำได้แล้วเปิดใจยอมรับความจริง ทุกข์อันเนื่องมาจากการยึดมั่นถือมั่นจะไม่เกิดขึ้น อาจมีทุกข์เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแย่ๆ มาหาเรา แต่เราจะไม่เจ็บซ้ำเพราะทำตัวเอง

 

การรู้ว่าเมื่อไรจึงพอดี มีขอบเขตแค่ไหนจึงพอ เราไม่อาจสรุปสั้นๆ เป็นข้อคิดได้หรอกครับ ต้องลงมือทำและเรียนรู้จากการตัดสินใจ เราอาจถูกบ้าง เราอาจผิดบ้าง ยอมรับผลไปตามนั้น ทำเท่าที่ทำได้ เห็นความจริงอย่างที่เป็น รู้และคาดหวังแต่ไม่ยึดติด

 

ในการทำงานเส้นทางนี้ผมผ่านอุปสรรคไม่น้อย และหลายอย่างเราไม่อาจยุ่งหรือควบคุมได้ ทั้งโดนใส่ร้ายและเพ่งเล็งจากครอบครัวคนที่เราบำบัดรักษาบ้าง วิจารณ์กล่าวหาในทางลบหลายหน กล่าวพาดพิงเพื่อยกการสอนของตนให้ดูดีกว่า ดูถูกเรื่องวัยวุฒิก็มี เอาเปรียบไม่จ่ายค่าเรียนหรือแฝงตัวสังเกตการอบรมแต่ไม่ให้ความร่วมมือก็มี หลายเรื่องครับ แต่เราไม่อาจแก้ไขหรือจัดการมันได้ พยายามป้องกันก็ป่วยการ โดยเฉพาะความไม่เชื่อมั่นหรือมุมมองเชิงลบของผู้อื่น เรากำกับจิตใจตนเองได้ นั่นเป็นของเขตของสิ่งที่เราพึงกระทำ ถ้ามัวแต่ก้าวก่ายความคิดผู้อื่น เราก็ย่อมยากหาความสงบใจ

 

การสอนและการให้คำปรึกษาที่ผ่านมาสอนผมให้รู้จักฟัง การยอมรับ รู้วางเฉย และทำไปตามสถานการณ์ เพราะมิเช่นนั้นแล้วผมและผู้บำบัดทั้งหลายจะแบกรับความทุกข์ของอีกฝ่าย จนทำร้ายตัวเอง คนรอบข้าง และทำให้ช่วยเหลือผู้อื่นได้ไม่เต็มที่ บางอย่างช่วยได้เราก็ทำเต็มที่ บางอย่างไม่ถึงวาระก็เพียงรับรู้

 

การเติบโตของชีวิตอื่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา เราเพียงหยดน้ำหรือมืออีกมือหนึ่งที่ช่วยกัน ท้องฟ้ารดน้ำต้นไม้แต่ไม่ถือว่าตัวเองเป็นเจ้าของ

 

ชีวิตตนเองก็ด้วยครับ บางหลักสูตรอบรมมุ่งเน้นให้ผู้เรียนนำศักยภาพที่ไร้ขอบเขตออกมา นำความมั่นใจ และความตั้งใจพัฒนาชีวิตเราอย่างที่ฝัน สิ่งเหล่านั้นดีครับ แต่เมื่อสุดโต่งเกินไป เราจะแบกรับไปหมดทุกสิ่ง หลอกตัวเองไม่ยอมรับความจริง ดังที่คนไข้บางคนมารับคำปรึกษากับผมได้ผ่านการอบรมแนวนี้มา บางท่านก็ขัดแย้งกับตนเองด้านคุณค่าของขีวิต

 

สิ่งที่สวยหรูมักจะดึงดูดเราได้ง่าย เพราะใจเราลึกๆ รู้สึกขาดแคลน พอพยายามถมเติมช่องว่างของชีวิต มันเต็มเสียจนเราอึดอัดและหายใจไม่ได้ นี่เรียกว่าไขว่คว้ามาแบกรับ คนที่มีหมดทุกสิ่งที่หวังไม่ได้มีความสุขเสมอไป

 

ชีวิตที่เต็มเปี่ยมจนไม่มีพื้นที่ว่าง ขอให้นึกถึงบ้านหลังใหญ่แต่รก และเต็มไปด้วยเงินทองและข้าวของมีค่าจนไม่มีที่นอนและนั่งเล่น บ้านหลังใหญ่แต่แทบไม่มีที่ว่างให้เราใช้ชีวิต ใครจะมีความสุขในบ้านแห่งนี้ การเติมเต็มจึงไม่ใช่คำตอบเดียวของชีวิต

 

การเว้นพื้นที่และการลดละ เป็นคำตอบที่เรามักหลงลืมกัน

 

บ้านที่มีของมีค่าและอาวุธป้องกันภัย ไม่ได้เป็นบ้านที่มีความสุขเสมอไป และมักไม่ค่อยมีความสุขแท้จริง ชีวิตที่เป็นเหมือนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราใฝ่หวังหรือไม่

 

คนในครอบครัวจะมีความสุขในบ้านหลังเดียวกันได้ ไม่ใช่ด้วยวิธีซื้อหาสิ่งดีๆ ใดเข้ามาเติมเต็ม แต่เป็นการให้พื้นที่แก่กัน และนำบางอย่างที่เกินจำเป็นออก เราพยายามเติมเต็มกันมากแล้ว แต่ความสงบกลับหาย ความพอใจกลับสูญเสีย

 

นึกถึงสิ่งที่เราหวังมากสิครับ แล้วคิดถึงว่าเมื่อได้รับมาแล้วมันเป็นสุขหรือทุกข์กันแน่ หากเป็นสุข มันใช่สุขแท้ที่ยั่งยืนหรือก่อความหนักและความคาดหวังต่างๆ

 

คำถามชุดสุดท้ายเพื่อให้เราลิขิตความสุขในชีวิต คือการเลือกคำถามด้วยตัวเรา ตัดสินใจเลือกอย่างเห็นคุณค่า เปิดกว้าง และมีขอบเขต

 

ให้กฎประจำใจและหลักการกำกับจิต เป็นประตูเปิดเราสู่ชีวิต มิใช่ปิดกั้นเราจากชีวิต กฎประจำชีวิตไม่ได้มีไว้ให้เรายึดมั่น แต่เป็นขอบเขตของการใช้ชีวิต กฎแห่งความสุขก็คือขอบเขตที่เราจะพาตัวเองดำรงอยู่อย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์

 

กฎประจำชีวิตมิจำเป็นต้องตายตัวหรือเป็นกำแพงที่แข็งแกร่ง อาจเป็นพื้นที่ว่างให้เราได้หายใจบ้าง ได้ลองก้าวออกมาจากความเคยชินบ้าง เพื่อให้ตัวเองได้ลองลดละสิ่งที่เคยยึด ให้เบาสบายและทดลองเป็นสุขจากการลด

 

การกลับมาตั้งคำถามแทนที่จะยึดมั่นในคำตอบ เตือนเราให้ยอมรับและเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างที่เป็นและเปิดรับพร้อมหาความเข้าใจมากกว่าที่เคย คำถามนั้นไม่จำเป็นต้องดีที่สุดหรือนำมาซึ่งคำตอบที่ดีที่สุด เพียงเราลืมตามองสิ่งต่างๆ รอบด้าน และก้าวไปด้วยการตัดสินใจ ความสุขจะไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอีกแล้ว

 

คอร์สนี้มีเนื้อหาไม่ได้มากมาย แต่สอนการให้พื้นที่กว้างแก่ตัวเราเองทุกคนได้เลือกมีความสุขด้วยตนเอง เพราะชีวิตคือความรับผิดชอบของตัวเราเอง

 

“หลังจากเรียนรู้มาถึงตอนนี้แล้ว ฉันจะตั้งคำถามหรือกฎแห่งความสุขใดให้แก่หัวใจตนและชีวิต

“หรือฉันจะเว้นพื้นที่ว่างไว้ สำหรับสิ่งที่รอการค้นพบในเส้นทางอันยาวไกลของชีวิต ด้วยใจที่เปิดกว้าง”

🥰 เรียนคอร์สนี้แล้วรู้สึกอย่างไร ทำกิจกรรมต่างๆ แล้วได้รับประโยชน์อะไรบ้าง … ขอเชิญแลกเปลี่ยนบทเรียน ความรู้สึก และสิ่งที่ได้รับจากการเรียนคอร์สนี้ เพื่อเป็นการสรุปการเรียนรู้ร่วมกัน

เมื่อเรียนจบแล้วสามารถขอรับไฟล์ใบประกาศได้ โดยสมทบค่าเรียนตามบริจาคทางบัญชีด้านล่าง และมีรายละเอียดดังนี้

 

  1. แบ่งปันสิ่งที่ได้รับและความรู้สึกจากการเรียนในคอร์สออนไลน์นี้ ในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแจ้งทางหลังไมค์ ไลน์ @khianpianchiwit หรืออีเมล dhammaliterary@gmail.com
  2. ส่งหลักฐานสนับสนุนค่าเรียนของคอร์สนี้ โอนผ่านบัญชีกสิกรไทย ชื่อบัญชี เรามีลมหายใจ โดย นาย อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม (Dhammaliterary) เลขที่ 222-8-49885-0
  3. ส่งหลักฐานมาทางหลังไมค์ ไลน์ @khianpianchiwit หรืออีเมล dhammaliterary@gmail.com
  4. ทางเราจะจัดทำและส่งไฟล์ใบประกาศให้ทางช่องทางที่ติดต่อ

 

Subscribe
Notify of
guest

2 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments