“มือพ่อมด”
ตอนที่ ๒ : ตื่นสู่แดนฝัน
___
“พวกเราเกิดมาในยุคที่กำลังตื่นจากความเป็นจริงเก่าๆ ที่สังคมเราเคยยึดถือ เป็นยุคที่ชวนสับสน สิ่งไหนดี สิ่งไหนเลว จริงลวง คุณค่าแท้คุณค่าปลอม ชีวิตและจักรวาลคืออะไร ความเชื่อมากมายผุดเกิดขึ้น หลักฐานวิทยาศาสตร์ใหม่หักล้างหลักการเดิม แต่คนเราจำนวนมากยังคงยึดถือหลักการที่ล้าสมัยแล้ว ขณะที่กระแสสังคมชี้ให้เราเดินไปในทิศทางหนึ่ง เรากลับรู้สึกเปลี่ยวเหงาและไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้สำคัญจริงๆ แล้วหรือ
“คนที่ปล่อยตัวตามกระแสโลกหรือคนที่ตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตแบบปัจจุบันย่อมสับสนได้ไม่น้อยกว่ากัน ถ้าเราเกิดหลังจากนี้เราจะได้เห็นการล่มสลายของอารยธรรมซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรการเกิดดับ บริโภคนิยมทุนนิยมเติบโตขึ้นมาสูงสุดและกำลังกัดกินตนเอง เพราะทรัพยากรโลกกำลังร่อยหรอลงในอัตราเร่งกว่ายุคใดใดที่ผ่านมา แต่พวกเราเกิดในช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่เหมือนยืนอยู่ตรงทางแยก ใครจะเลือกไปทางใด นี่คือยุคก่อนการเปลี่ยนแปลง
“ย้อนกลับมาที่ตัวเรา คนที่ต้องการค้นพบตัวเองให้มากกว่าที่เป็น ต้องการเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง พวกเราต้องกลับมาย้อนฟังเสียงที่ไม่เคยฟัง หยั่งเห็นความจริงที่ละเลย คิดทบทวนความเชื่อที่ดูเหลวไหล ย้อนมองตัวตนที่เราคิดว่าไม่ใช่ เมื่อนั้นเราจะตื่นจากความจริงที่เราเคยเชื่อมั่น อยู่ในสิ่งที่เหมือนความฝัน แต่เป็นความจริงที่ยิ่งกว่า…”
ชายในชุดเสื้อคอปกสีขาว กางเกงชาวเลน้ำตาล นั่งกล่าวในวงสนทนา หนุ่มผู้ใฝ่เรียนพยักหน้าฟังและใคร่ครวญตาม
หลังการอบรมสิ้นสุด เขาเดินเข้าไปขอคุยกับบุคคลท่านนั้น เสวนาพาทีเกี่ยวกับชีวิตและข้อสงสัยจากคำพูดปิดท้าย ก่อนจะเล่าสิ่งที่พบเจอในช่วงหนึ่งเดือน ชายท่านนั้นกล่าวตอบด้วยเสียงนุ่มทุ้ม หนุ่มน้อยรู้สึกเหมือนกำลังนั่งสนทนาในบรรยากาศที่เย็นสบาย ท่าทีชายคนนั้นเหมือนท้องทะเลที่รองรับคำพูดใดใดจากเขาไปหมดสิ้น ก่อนจะคืนกลับเหมือนคลื่นทีละวรรค ทีละประโยค ชัดเจนและตรงใจ
“ครูครับ ผมรู้สึกว่าตั้งแต่เพื่อนคนนี้กลับมา ผมรู้สึกชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป รอบๆ ตัวดูแปลกไป”
ครูพยักหน้า บอกเบาๆ ว่า “มันเป็นสัญญาณ มันเป็นสัญญาณ”
“ผมไม่ได้คิดกับเพื่อนคนนี้มากไปกว่าเพื่อน แต่ผมฝันถึงเธอ มันมีเสียงแปลกๆบอกให้ผมทำตาม พอครูพูดถึงให้ฟังเสียง เลยนึกอยากถามครับ”
ชายผู้อยู่เบื้องหน้าเขา โน้มตัวมาข้างหน้าอย่างสนใจ เอ่ยถาม “ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อย ความฝันนั้นเป็นอย่างไร”
…
อัจจิมาไม่ได้เข้าเรียนคาบบ่าย โยเพิ่งทานข้าวกับเธอเมื่อตอนมื้อเที่ยงก่อนเธอจะขอตัวไปทำธุระส่วนตัว นึกว่าจะตามมาเข้าห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับครูธวัชชัย แต่แล้วเก้าอี้ตัวนั้นก็ว่างเปล่า ห้องน้ำไร้วี่แวว
หลังจากโยจดบันทึกการบ้านและรายงานวิชาวิทยาศาสตร์ตรงหน้าหลังสมุดเสร็จ เธอก็เดินออกจากห้องชั้น ม.๑/๑ เดินพลางกวาดตาดูแต่ละห้องเรียน จากชั้นบนลงชั้นล่าง แล้วเดินเลียบสระบัว ซึ่งกึ่งกลางมีรูปปั้นนางยักษ์จากโบราณคดี ดอกบัวร่วงโรยรามีแต่ใบบานสลอน เธอขึ้นบันไดเจ็ดขั้นก่อนผลักประตูกระจกห้องสมุด
“คืนและขอยืมต่อค่ะ” ยื่นหนังสือสองเล่มให้เจ้าหน้าที่หลังโต๊ะไม้ พร้อมส่งบัตรนักเรียน นาม “เด็กหญิงมนสิการ ไตรพัชรโสภณ”
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ส่องบาร์โค๊ด ลงทะเบียนการหยิบยืมหนังสือ โยกวาดตามองโต๊ะอ่านหนังสือแต่ละตัวในห้องอากาศเย็นช่ำ ไม่พบเพื่อนร่วมห้องของเธอเลย
เธอรู้สึกเป็นกังวลใจ เพื่อนคนนี้มักชอบแยกตัวจากคนอื่น ไม่ค่อยปริปากยามมีปัญหาเกิดขึ้น ขาดเรียนบ่อยครั้ง อันที่จริงเธอก็ไม่ชอบอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากด้วยเช่นกัน นิสัยไม่ชอบเสียงดังและงานรื่นเริงต่างๆ หลงใหลหนังสือมากกว่าการเที่ยวห้างสรรพสินค้าเหมือนเด็กคนอื่นๆ และชอบอ่านชอบคุยกันในเรื่องยากอย่างหลักธรรม ประวัติศาสตร์ยุคเก่า ชีววิทยาและฟิสิกส์ซึ่งเป็นเนื้อหาของวิชาชั้นมัธยมปลาย ด้วยความที่ตรงกันเช่นนี้ เธอกับเพื่อนจึงสนิทกันมากกว่าคนอื่นในห้องเดียวกัน
โยก้าวไปด้านหลังโรงเรียน ผ่านสนามฟุตบอล มุ่งสู่อาคารพลศึกษาและดนตรี เพื่อส่งการบ้านวิชาดนตรีที่คัดเขียนโน๊ตเพลงไว้ในสมุดเรียน สายลมของกุมภาพันธ์พัดใบต้นมะขามระริกไหว เธอเลี้ยวผ่านอาคารคหกรรมหลังน้อย ติดกันนี้คืออาคารจุดหมาย ด้านข้างมีพืชพันธ์น้อยๆ งอกงามจากฝีมืองานกลุ่มเด็กนักเรียนชั้น ม.๓
ท่ามกลางแปลงเกษตรนั่นเอง เพื่อนที่เธอตามหากำลังนั่งยองๆ ก้มมองในแปลง โยค่อยย่ำย่างบนดินทางเดินของสวนผักกาด
“ซันทำอะไรน่ะ” เธอร้องทัก
ปลายนิ้วของเพื่อนมีผีเสื้อปีกส้ม มีขอบและจุดดที่ปีกทั้งสอง เกาะค้างและเผยอปีกน้อยๆ ซันช้อนเจ้าตัวเล็กนี้ขึ้นมาจากใบผักกาด
“คุยกับผีเสื้อ” ซันตอบ ดวงตายิ้มให้
“ทำไมไม่เรียนคาบบ่ายล่ะ วิทยาศาสตร์ครูเพิ่งให้สอบไปนะ วิชานี้เธอชอบนี่นา” โยนั่งยองๆ ข้างเพื่อน มองเจ้าปีกงาม
“เบื่อๆ น่ะ เลยอ่านหนังสือเองที่ห้องสมุด ครูก็สอนตามหนังสืออยู่แล้ว อ่านเองก็ได้” ผีเสื้อขยับปีกตอบรับ เหมือนกำลังฟังทั้งสองคุย
“เธอว่าเรียนจบจะเรียนต่ออะไร ชีวะไหม” เพื่อนพยักหน้าตอบคำถามของโย
“ฉันก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง แต่ก็ยังมีเวลาคิดอีกห้าหกปี”
ซันหันหน้ามามองหนังสือสองเล่มในมือของโย “เธอก็ชอบหนังสือนี่”
“ฉันชอบอ่านเพราะมันมีความรู้น่าสนใจ ตื่นเต้นดี แต่ก็ไม่ได้อยากเรียนมนุษยศาสตร์ ฉันว่านิติศาสตร์ก็น่าสนใจ”
เพื่อนเธอทำตาโต มือขวาที่ว่างอยู่จับขยับแว่นตา
“นักกฏหมาย จะเป็นทนายหรอ”
“มั้งนะ ไม่แน่ใจ” โยมองเด็กชายอีกคนที่กำลังเดินมาทางสวนจากข้างอาคารคหกรรม “เพื่อความยุติธรรมของสังคม ทำให้มันเป็นระเบียบ ฉันก็ว่าชอบนะ”
อัจจิมา ถอนหายใจ ผีเสื้อขยับปีกบินหนี ราวตกใจ
“ใครจะให้ความยุติธรรมแก่ชีวิตแบบฉันได้ล่ะ โย หรือฉันควรโทษว่ามันเป็นกรรมของฉันดี”
ปีกส้มดำกระพริบพรายลอยขึ้นเหนือศรีษะของทั้งสอง บินวนๆ มายังโยที ซันที แล้วบินไปยังแปลงด้านท้ายของสวน สายลมกุมภาพันธ์โบยบินติดตาม ไม่มีใครพูดอะไรครู่หนึ่ง
“มันจะเป็นยังไงหากสิ่งที่ครูบอกเราในห้อง หนังสือเรียนสอนเรา มันผิด หากมันผิดเราจะรู้ได้ยังไง ครูบอกว่ามันถูกต้องแล้ว มันเป็นความจริงแล้ว แต่เราจะรู้ได้ยังไง ถ้าที่ผ่านมามันผิดล่ะ” ซันถาม
มนสิการขบคิด บางทีมันก็ไม่ง่ายที่จะชี้ชัดว่าสิ่งใดคือความจริงกันแน่ “อาจจะต้องพิสูจน์ได้ มีหลักการรับรอง”
“ถ้าไม่มี แสดงว่ามันโกหกหรอ โย แต่ถ้ามีแล้วมันขัดกันล่ะ” ซันหยุดและเงียบลง เพื่อนตั้งใจฟัง บางสิ่งข้างในเธอกำลังพยายามแหวกม่านดวงตาและริมฝีปากที่เริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อยออกมา “เขาว่ากันว่าบาปกรรมหากลูกทำไม่ดีต่อพ่อแม่ ต้องตกนรก แล้วถ้าพ่อแม่ทำไม่ดีต่อลูกล่ะ ไม่เห็นมีหนังสือใดสอนเลย หรือพ่อแม่ไม่เคยทำร้ายลูก”
ตะวันคล้อยต่ำลงช้าๆ ไม่มีใครทันสังเกต เงาเด็กหญิงทั้งสองขยายยาวขึ้น ร่มไม้ต้นมะขามโบกมือเรียกแต่ไกลๆ โยไม่รู้จะตอบคำแก่เพื่อนอย่างไรดี กระทั่งเด็กชายที่ชายเสื้อสอดใต้เอวกางเกงข้างหนึ่งปล่อยปรกขากางเกงสีดำข้างหนึ่งเดินมายังพวกเธอ
“ซัน น้ำแดงหมดนะ เอานี่มาแทน” เด็กชายยื่นแก้วน้ำใส่น้ำแข็งและน้ำอัดลมสีเขียวให้ซัน โยประหลาดใจ
“นี่นายอยู่ห้องสองนี่นา รู้จักซันด้วยหรอ” โยทักถาม
“เอ้ารู้ด้วยหรอ เรายังไม่รู้เลยว่าเธออยู่ห้องไหน” เด็กชายสงสัย
“มันแน่อยู่แล้ว ฉันจำหน้าได้ทุกคนใน ม.๑ ก็ตอนประชุมทุกวันศุกร์ ทุกห้องก็มาเข้าแถวด้วยกันในห้องประชุมอยู่แล้ว นายมักนั่งใกล้กับเพื่อนตัวอ้วนๆ ท้ายๆ แถวห้องสอง” มนสิการอธิบาย เพื่อนใหม่อึ้งเล็กน้อยในนิสัยเก็บข้อมูลละเอียด “ถ้านายไม่มัวหลับตอนประชุม บางทีนายอาจเห็นหน้าฉัน”
“เรานั่งหลับตาคิดอะไรเพลินๆ ต่างหาก มันเป็นช่วงเวลาที่น่าคิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เขาแก้ตัว
ซันยิ้มๆ ดูดน้ำสีเขียวจากหลอด แล้วยกแก้วเอาหลอดเขี่ยน้ำแข็งเข้าปาก ขบเคี้ยวก้อนแข็งเปราะเย็นๆ
“นี่พจน์ รู้จักกันตั้งแต่เด็ก เคยเกเรอยู่แถวๆ บ้าน ตอนนี้เป็นลูกน้องฉัน และนี่โย อยู่ห้องเดียวกัน” ซันแนะนำให้กับเพื่อนทั้งสอง
ผีเสื้อบินกลับมาแล้ว …
…
เวลาการศึกษาเล่าเรียนในชั้นมัธยมจวบจนถึงมหาวิทยาลัยนับสิบปี ล่วงเลยราวความฝัน สิ่งต่างๆ ทั้งหลายมาหยอกล้อให้เราเพลิดเพลินตื่นเต้น ก่อนโบกโบยบินจากไป ความสนุกท้าทายกลายเป็นความซ้ำซากจำเจ การเรียนนิติศาสตร์ที่เคี่ยวข้นให้จดจำข้อจดหมายนานาชนิดผ่านพ้น ชีวิตทำงานฝ่ายกฏหมายของบริษัทว่าความหนึ่งปีก็ล่วงเร็วราวไร้ความหมาย
เพียงหนึ่งปีกับอาชีพตามสาขาวิชาอุดมศึกษาที่สำเร็จ โยลาออกและผันเส้นทางกลับมาหาหนังสือ ด้วยความสนใจอ่านหนังสือแต่เด็กและความละเอียดถี่ถ้วนพามาเป็นลูกจ้างในกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ขนาดย่อม เธอรู้สึกว่าชีวิตเหมือนเพิ่งได้เริ่มต้น แต่มันเป็นชีวิตจริงๆ แล้วหรือที่เริ่มต้น หากที่ผ่านมาราวกับเพียงความฝันวันวัยเยาว์ แต่ความจำเจน่าเบื่อหน่ายท่ามกลางกระดาษ ไฟล์งานนับร้อยในแต่ละวัน และงานด้านนั้นด้านนี้ในสำนักงาน สิ่งเหล่านี้คือชีวิตจริงๆ ของเธอแล้วหรือ
หนึ่งวันของเธอคือการนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ตรงหน้ามีจอคอมพิวเตอร์ไว้ทักทายและถกเถียงความคิด ตัวอักษรนานาของผู้อื่นเลื่อนขึ้นลงผ่านหน้ากระดาษเสมือนจริง ก่อนจะขีดวง ขีดฆ่า อ่านซ้ำและอ่านเพิ่มกับบทความต้นฉบับต่างๆ บนกระดาษของจริง รับฟังคำสั่งจากบรรณาธิการอำนวยการ ประสานงานกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ในอาคารขนาดสี่ชั้นและภายนอก ถ้อยคำต่างๆ ราวกับเลื่อนผ่านสายพานมาหาเธอเพื่อให้เธอคัดแยกแล้ววางมันลงบนสายพานหลากสาย ก่อนจะต้องวิ่งไปจัดการอีกส่วน อีกส่วน และอีกส่วน แล้ววิ่งกลับมาจุดเดิม
ความสนุกยามอ่านหนังสือหายไปไหนนะ…โยนึกสงสัย ถอนหายใจยาว รู้สึกเมื่อยหลังเส้นตึง ข้อความนับร้อยบรรทัดราวกับเขาวงกตชวนคลื่นเหียน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะโต๊ะ ดังปลุกเธอจากภวังค์
“ค่ะพี่สุ” โยหันหน้าหมุนตัวพร้อมเก้าอี้ติดล้อ พี่สุมองผ่านแว่นใสกำปั้นยังค้างอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ ในมืออีกข้างถือหนังสือเล่มเขียว ผลงานใหม่ของสำนักพิมพ์
“เอ้ารับนี่ไป ผลงานของเธอ” พี่เลี้ยงผู้คอยประคับประคองการทำงานของเด็กรุ่นใหม่อย่างโย ยื่นหนังสือมาให้ โยยิ้ม รีบรับและยกมือไหว้
“มันน่ายินดีนะ พี่รู้ว่าเธอตั้งใจกับเล่มนี้มาก แต่มันมีปัญหา พี่ฐาต้องการพบด่วน” พี่สุบอก ประโยคหลังพยากรณ์เมฆฝนตะคุ้มแต่ไกล รอยยิ้มของเธอพลันกลายเป็นความกังงล “เอาหนังสือเล่มนี้ไปด้วย”
โยหายใจเข้าลึก …มันอาจไม่ร้ายแรงมาก… พยายามมองแง่ดี เธอจัดเสื้อตัวเองให้เรียบร้อย แล้วเดินจากโต๊ะของตน ขึ้นบันไดสู่ชั้นสาม ในห้องกระจกที่ติดฝ้า บรรณาธิการอำนวยการรอเธออยู่
พี่ฐานั่งอยู่หลังโต๊ะสีขาวตัวยาว มีกระดาษกองหนึ่งตั้งด้านข้างมือขวาซึ่งกำลังเขียนลายเซ็นบนหนังสือสัญญาบางอย่าง ก่อนจะช้อนสายตาเหนือกรอบแว่นที่ขยับลงมาตามสันจมูก พี่ฐาผายมือให้โยนั่งลงที่เก้าอี้ แล้วถอดแว่นออก
“เปิดหน้าที่สามสิบแปดสิ” หัวหน้าชี้ที่หนังสือเล่มเขียวในมือเธอ
มนสิการรีบทำตาม เปิดหน้านั้นแล้วไล่สายตาอย่างรวดเร็วไปตามบรรทัดทั้งหมด ไม่พบคำสะกดผิดใดใด
“น้องเป็นคนละเอียด คุณสมบัตินี้แหละที่ทำให้เลือกเข้ามา ทั้งๆที่มีคนมีประสบการณ์ยื่นใบสมัครมาในเวลาใกล้เคียงกับน้อง” พี่ฐาเงียบเว้นจังหวะครู่หนึ่ง โยรู้สึกอึดอัดราวกำลังถูกตีด้วยความเงียบชั่วอึดใจ
“เรื่องพิสูจน์อักษร ทำได้ดีมากแล้วเล่มนี้ แต่ที่บกพร่องอย่างร้ายแรงคือ ไม่ได้เช็คว่าเป็นต้นฉบับล่าสุดที่ปรับแก้ใหม่”
โยรีบอ่านหน้านั้นซ้ำ มโนนึกจำได้ว่าต้นฉบับใหม่ที่เสนอแนะร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการกับนักเขียนมีการแก้หน้านี้และหน้าอื่นอยู่ ๓ จุดแล้วเนื่องจากความผิดพลาดชื่อการวิจัยที่อ้างอิงถึง
เธอกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น รู้สึกว่าความผิดครั้งนี้มีปัญหาเกินกว่าจะขอโทษเพียงอย่างเดียว
“รับคำขอโทษได้ยากสำหรับเรื่องนี้ ดีแล้วที่เราไม่ทันได้ส่งสายส่งจำหน่าย แต่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อพิมพ์ใบแก้แนบทุกเล่ม สุเสนอความเห็นว่าให้เขียนเนื้อหาเพิ่มเติมลงในหน้าเว็บไซต์แทน”
“ดีค่ะ หนูเห็นด้วยเลย” โยแสดงความเห็น
“นี่มันไม่ใช่หน้าที่เธอมาออกความเห็นกับเรื่องนี้” พี่ฐาขึ้นเสียงเล็กน้อย แต่เท่านี้ก็สะกดให้โยต้องก้มหน้านิ่ง “เธอรู้สึกอย่างไร”
“มันต้องแก้ไขและต้องดีขึ้นกว่านี้ค่ะ” โยตอบ
ผู้หญิงวัยเกือบหกสิบตรงหน้าเธอส่ายหัว หยิบเอกสารสัญญาใส่แฟ้มแล้ววางมันลงตรงตระกร้าบนลิ้นชักข้างกาย
“พี่ถามความรู้สึก” เอ่ยถามก่อนหยิบเอกสารที่เย็บหัวมุมด้วยกระดาษพับและลูกแม๊กสีแดงแวววาววางไว้ตรงหน้าตน “ช่วงเดือนกว่าๆ มานี้ งานน้องต้องถูกส่งกลับไปแก้บ่อยหน อย่างล่าสุดที่บอกตรวจสะกดคำเรียบร้อยแล้วแต่ยังผิดเป็นสิบจุด พี่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เธอไม่รู้จะตอบคำถามเชิงข้อสังเกตนี้อย่างไร ได้แต่นิ่งเงียบ ใจพยายามทบทวนเหตุการณ์ชีวิตช่วงนี้
“มีงานต้นฉบับใหม่เสนอมา ให้สุพาเธอไปคุยกับนักเขียนเย็นวันนี้ สำหรับหนังสือเล่มนี้ทางพี่จะแก้ไขอย่างที่ว่า เพราะมันไม่อาจเสียต้นทุนหรือแก้ไขสิ่งที่มันเสร็จสิ้นไปแล้วได้ ชีวิตก็อย่างนี้ น้องต้องเรียนรู้ไว้” บรรณาธิการใหญ่ของสำนักพิมพ์พยักหน้าและวาดมือให้ออกไปจากห้องได้ โยยกมือไหว้ก่อนเปิดประตูห้อง
“ถ้าจะมีบทลงโทษอะไร พี่ขอคิดอีกที แต่คงต้องมี”
เธอนั่งเก้าอี้ตัวเก่า เรี่ยวแรงมลายหาย เธอเอื้อมพาหนังสือเล่มเขียวในมือ สอดเข้าในลิ้นชักเหล็กสีเทาเข้ม
สิ่งที่เป็นจุดแข็งของเธอ ศักยภาพที่เคยเชื่อมั่นซึ่งพาเธอเข้ามาทำงานที่นี่ได้ กลับเป็นสิ่งที่ถูกตำหนิและผิดพลาดอย่างร้ายกาจในวันนี้
เกือบสามปีแล้วสำหรับงานผู้ประสานงานกองบรรณาธิการ เธอเคยเชื่อมั่นว่านี่คงเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับเธอ อย่างน้อยก็มากกว่างานด้านกฏหมาย พ่อแม่ผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทักท้วงอยู่เสมอ ทำไมเธอถึงไม่เรียนต่อปริญญาโทหรือเลือกงานที่มีความก้าวหน้ากว่านี้ จนถึงวันนี้เธอไม่อาจตอบได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่าเธอมีความสุขกับสิ่งที่เลือกนี้หรือไม่
…ฉันเคยพูดยืนยันว่าฉันจะทำงานนี้ ฉันเหมาะกับงานหนังสือ ฉันเคยบอกพ่อแม่ ยืนยันซ้ำหลายครั้งหลายหน แต่ถ้าหากมันไม่ใช่ล่ะ ฉันจะถูกซ้ำเติมจากท่านมากเท่าใด…
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะจากโต๊ะริมประตูเรียก “ไปกันโย ต้องฝ่ารถติดแถวประตูน้ำไปที่หอศิลป์ฯ” พี่สุเรียก นิ้วแกว่งกุญแจรถ โยผลุกผลันลุกขึ้น มือซ้ายไปปัดกองเอกสารบนโต๊ะแผ่กระจายและบ้างตกลงบนพื้น
เอกสารการเงิน ต้นฉบับเล่มล่าสุด และโน๊ตบนกระดาษรีไซเคิ้ลปะปนกัน โยรีบหยิบขึ้นมารวบเป็นตั้งแล้ววางไว้บนโต๊ะ มือขวาก็พลัดไปโดนขอบโต๊ะขูดไปรอยตรงหน้ามือใต้หว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ เลือดแดงซิบซึมในร่องแผล ตามองเอกสารปะปนในกองเดียวกัน ใจอยากจัดเรียบเรียงให้เข้าที่ แต่พี่สุเรียกแล้วให้เตรียมออกเดินทาง
โยหยิบกระเป๋าถือ สอดเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะ ออกจากอาคารสำนักพิมพ์ “ปิติกมล” มาสมทบกับพี่สุที่รถสีเงินซึ่งจอดอยู่ริมทางเท้า เธอนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ ดูแผลบนหลังมือที่ยังแสบน้อยๆ ก่อนพลิกดูหน้าปัดนาฬิกา
“นัดกับใครไว้หรือเปล่า” พี่สุคนขับถาม พลางหมุนพวงมาลัยออกตัวรถมาด้านในเลน
“มีกับเพื่อนคนหนึ่งค่ะ นัดไว้จะดูหนังกันตอนเย็น แต่เลื่อนได้ค่ะไว้หลังคุยจบแล้ว เผอิญนัดกันที่ห้างใกล้ๆ” โยตอบ หยิบสมุดโน๊ตเล่มเล็ก จดย่อและขีดฆ่าภารกิจประจำวัน
รถเคลื่อนตัว หยุดนิ่งรอที่แยกไฟจราจร รถแต่ละคันทำหน้าที่เชื่อฟังสัญญาณจากดวงไฟบนป้าย
…หากฉันออกจากงาน เชื่อฟังพ่อแม่เรียนปริญญาโทต่อ มันจะเป็นอย่างไร…
มนสิการมองเหม่อที่ถนนฝั่งด้านซ้าย มองหมู่รถโลดแล่น ถามไถ่ตนเองในใจ ทั้งๆที่งานไม่ใช่จุดยุ่งเต็มภาระเหมือนบางช่วงที่ผ่านมา แต่ไยรู้สึกไม่อาจจัดการอะไรได้เลย ภาพท้องถนนตรงหน้า เปรียบเหมือนชีวิตตอนนี้ แง่หนึ่งรถราทั้งหลายคือภาระและสิ่งที่วิ่งวนเข้ามาในใจ มันยั้วเยี้ยวุ่นวาย แม้จะห้ามใจและคุมใจเหมือนตั้งเสาสัญญาณไฟแดงไว้กลางอก เสียงครืนเครื่องยนต์และไอเสียจากรถต่างๆ ก็มิเคยหยุดนิ่ง เธอรู้สึกไม่แน่ใจแล้วว่าการทำสมาธิภาวนาที่เธอสนใจมาตั้งแต่มัธยมต้นจะมีประโยชน์อะไรแท้จริงนอกจากความสงบชั่วคราว
แง่หนึ่ง เธอก็เหมือนรถคันหนึ่ง เครื่องยนต์ที่ภาคภูมิมันส่งเสียงผิดปรกติ คล้ายกำลังบอกเธอว่า ไม่ว่าโลดแล่นแบบเก่าได้อีกแล้ว
นึกขึ้นได้ว่าต้องบอกเลื่อนนัด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโปรแกรมไลน์เขียนข้อความ
“ต้องคุยกับนักเขียนที่หอศิลป์ น่าจะเลตสักชั่วโมงนะ ขอโทษทีจะรีบไป” โยกดส่งข้อความหาพจน์
…
ควันกาแฟคั่วบดผ่านไอน้ำแรงดัน กรุ่นกลิ่นไอจากแก้วเซรามิกบนโต๊ะเห็นเป็นสายสีเงินจางๆ เอสเปรซโซ่สองแก้วให้รสเข้มขรึมทั่วลิ้นและกลิ่นกล่อมใจว้าวุ่นจากการเดินทางให้สงบลง ทั้งสองมาถึงก่อนเวลานัดสิบห้านาที จับจองเก้าอี้ในร้านกาแฟชั้นหนึ่งของหอศิลป์ โยไม่ใช่นักดื่มกาแฟแต่ลองเชื่อคำแนะนำของพี่ผู้ร่วมงาน
“พี่สุเคยเบื่องานที่ทำไหมคะ” เธอถาม
นักดื่มกาแฟตัวยงตอบ “อื้ม” รับคำ แล้วจิบกาแฟช้าๆ “มีสิ ช่วงเวลาเบื่อ”
“เคยคิดเปลี่ยนงานจากตอนนี้หรือสงสัยเป้าหมายชีวิตบ้างไหม” รสชาติยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกขมติดปาก
“บางทีก็อยากเดินทางไปไกลๆ นะ พี่ก็ทำงานมาสี่สำนักพิมพ์แล้ว ที่นี่อยู่นานสุด เคยคิดๆในใจว่ายังมีงานอื่นที่เราทำได้กว่านี้ไหม แต่พี่ก็ไม่เห็นว่าตัวเองทำอะไรได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ มันก็เรื่อยๆ โอเค” พี่สุตอบ มือยังจับหูถ้วยกาแฟ
“ก็แอบมีนะ โมเม้นที่อยากออกไปหางานใหม่ๆ อาชีพอิสระบางอย่าง แต่พี่ก็ไม่คิดว่ามันจะไปรอด ยิ่งเสี่ยงตกงาน ทั้งที่มีงานที่ดีและพอเหมาะกับตัวเองแล้ว”
ฟังแล้ว โยก็คิดคำนึงเกี่ยวกับตนเอง บางทีช่วงเวลาชีวิตที่ยังนิดน้อย อาจพอยังมีเวลาค้นหา แต่สิ่งหนึ่งที่เธอเห็นก็บอกว่า หลายครั้งแม้ยามอายุล่วงวัยมากแล้ว ชีวิตก็ยังเวียนวนกับกิจวัตรและการงานอย่างไม่แน่ใจคุณค่า แต่เธอเองจะมีชีวิตยืนยาวเพียงใด ใครล่วงรู้ได้
โทรศัพท์ของพี่สุดังขึ้น บอกแก่ปลายสายว่ารอในร้านกาแฟชั้นหนึ่งแล้ว ครู่หนึ่ง ผู้หญิงในชุดเสื้อยืดสีเขียวฟ้าและกระโปรงหลากสีก็เดินมาตามมือที่โบกเรียกของพี่สุ
“รอนานไหมคะ” เธอทักทายผู้ร่วมโต๊ะ “ชื่อเมย์ค่ะ เป็นผู้ช่วยของอาจารย์วิชา วัฒนาวิน เจ้าของต้นฉบับค่ะ”
คุณเมย์หยิบซองน้ำตาลจากย่ามสะพายใหญ่ที่มีสีสันคล้ายกับกระโปรงของตนออกมาวางบนโต๊ะ แล้วค่อยๆ ดึงเอกสารข้างในออกมา
“อยากขอแนะนำอาจารย์ผู้เขียนนิดหนึ่งค่ะ ท่านเป็นอาจารย์สอนด้านสมาธิและจิตบำบัด โดยอ้างอิงการฝึกปฏิบัติทางพุทธศาสนาร่วมกับจิตวิทยาแนวลึกสมัยใหม่ ลูกศิษย์ลูกหาท่านตั้งฉายานามอาจารย์ว่าเป็นพ่อมดแห่งศัตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ไม่แน่ใจพอคุ้นๆชื่อท่านหรือเคยอ่านงานเขียนท่านไหมคะ”
พี่สุส่ายหัว โยจำชื่อพ่อมดได้จากคำบอกเล่าของพจน์ กำลังจะออกปากบอก พี่สุก็พูดขึ้นเสียก่อน
“บังเอิญผู้ใหญ่กรรมการที่ปรึกษาแนะนำมาค่ะ เข้าใจว่าท่านน่าจะเคยเรียนหรือรู้จักกัน”
“ดีเลยค่ะ ครั้งนี้อาจารย์ไม่ได้มาเพราะอยู่ในช่วงเข้าเงียบภาวนาอยู่” คุณเมย์หมุนต้นฉบับมาให้ทั้งสองอ่าน พร้อมแนะนำเพิ่มเติม “หนังสือเล่มนี้อาจารย์ตั้งว่า ตื่นในแดนฝัน เป็นเกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณของชีวิตที่พยายามปลุกเราให้เข้าใจสิ่งที่ชีวิตต้องการสื่อสาร”
โยตาลุกวาว “ชื่อน่าสนใจจังค่ะ ทำไมถึงใช้คำว่าแดนฝันล่ะคะ”
“แดนฝัน อธิบายง่ายๆ ก็คือชีวิตเราของเราแหละค่ะ ที่ใช้ชีวิตกันไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ตระหนักรู้ เหมือนกับคนเดินละเมอ แต่ก็มีความหมายอื่นด้วย แดนฝันยังหมายถึงปรากฏการณ์พิเศษและเหตุการณ์ที่พยายามปลุกตัวเรา เหมือนกับหลงทางเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ แต่ที่จริงก็คือชีวิตเราธรรมดาๆ แหละค่ะ แต่มีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้เคยเข้าใจซ่อนอยู่”
ชื่อหนังสือและแก่นสารเนื้อหาช่างน่าสนใจ มันเหมือนกับข้อความที่กำลังกระตุ้นความเข้าใจใหม่ๆ ของโยให้เกิดขึ้น แม้เพียงได้เห็นชื่อและเนื้อหาย่นย่อเท่านั้น
“ไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องอย่างนี้เลย” พี่สุเอ่ย “แล้วทำไมถึงเรียกพ่อมดกันล่ะ”
“อืม เมย์ว่า อันนี้คงต้องให้เราทั้งสองลองเข้าอบรมหรือเจออาจารย์น่าจะเข้าใจนะคะ อ้อ อาจารย์วิชาฝากเรียนว่าจะขอเชิญทางทีมงานสำนักพิมพ์เข้าร่วมอบรมในเดือนหน้าด้วยค่ะ เพื่อจะเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น อาจารย์ไม่คิดตังค์ค่ะ” คุณเมย์ชักชวน ดวงตามีประกายรอยยิ้มตลอดเวลา โยรู้สึกยิ้มไปกับแววตานี้ด้วย
“เราจะลองอ่านต้นฉบับนี้ และเสนอพี่ฐา บรรณาธิการอำนวยดูนะคะ ส่วนคนนนี้น้องโย เป็นผู้ประสานงาน จะช่วยอ่านต้นฉบับและติดต่อกับทางคุณเมย์นะคะ” พี่สุจิบกาแฟต่อ คุณเมย์หันไปทางโย ยิ้มทักทาย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะโย” ทั้งสองทักถามกันเกี่ยวกับการเรียนและการทำงาน โยประหลาดใจเล็กๆ ที่พี่คนนี้จบจากคณะนิติศาสตร์ด้วยเช่นกัน
“แหม คนเรามันก็หลงผิดกันได้ แฮะๆ” คุณเมย์ขำน้อยๆ แก้มแดงเล็กๆ “กว่าพี่จะรู้ตัวว่าเกลียดงานกฏหมายมากขนาดไหนพี่ก็ทำไปเกือบสิบปี” คราวนี้ขำดังขึ้นอีก
“แล้วมาเจออาจารย์วิชาและทำงานกับท่านได้ยังไงคะ” มนสิการถามต่อ
“เรื่องมันยาวนะ แต่เล่าสั้นๆ ก็คือ พี่ขับรถหลงทางเข้าไปในสวนที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ แล้วรถมันดันตายตรงนั้น ระหว่างพยายามซ่อนแบบงูๆปลาๆ คำพูดที่อาจารย์สอนคนอื่นมันโดนใจพี่ นับตั้งแต่นั้นพี่ก็ตาสว่าง” เล่าไปขำขันตัวเองไปพลาง
ไอกาแฟจางหายจากโต๊ะ ผู้น้อยที่สุดในวงคุยยังรู้สึกอยากรู้เรื่องต่อ แต่พี่ทั้งสองรวมทั้งตนเองก็มีนัดธุระต้องไปต่อแล้ว
โยได้นามบัตรจากคุณเมย์มา มีชื่อองค์กรที่ทำงานอยู่ในนั้น “สถาบันการุณยพร”
…
แสงไฟของทางเดินมืดลง สองเท้าก้าวอย่างเร่งร้อน ผลักประตูรายทางสองฝั่งไม่พบเงาใคร
คนที่ตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่ เดินจนสุดทางเดินแล้ว มีบันไดทอดลงลึกเบื้องต่ำ ค่อยก้าวลง ก้าวลง แต่ละขั้นบันได เขารู้สึกถูกกลืนหายไปในบรรยากาศสลัว
กระทั่งพบตนเองอยู่ในโรงเรียนเก่า อาคารสูงตระหง่านเบื้องหน้า ฟ้าทึบเทา บรรยากาศคล้ายยามย่ำค่ำสมัยเรียนจับกลุ่มกับเพื่อนพ้องหลังเตะฟุตบอล
พจน์แหงนหน้าขึ้น มองแต่ละชั้นเผื่อพบใครอื่น แล้วเสียงทักถามก็ร้องเรียกสะกิดด้านหลัง
“เพื่อนไม่อยู่หรอ ยืนอยู่คนเดียว” พจน์หันหน้ากลับไป เห็นชายร่างเล็กตัวผอม สวมเสื้อชมพูและกางเกงขาสั้น ผมสั้นมีแต่ตอผมงอก ยืนยิ้มให้
“ใกล้จบแล้วใช่ไหม” ชายคนนั้นยังว่าต่อ ก่อนเดินไปเปิดน้ำก๊อก ไหลไปตามสายยาง เขาจับปลายขึ้นฉีดล้างหน้าล้างแขนขาตนเอง
ชายหนุ่มถาม “เห็นเพื่อนผมไหมครับ เป็นผู้หญิง สูงพอๆ กัน”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบโต้ แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำความสะอาดตนเองต่อ พจน์จึงเดินขึ้นอาคารเรียนผ่านบันไดที่แผงกั้นเหล็กลดลงจากด้านบนมาครึ่งหนึ่ง ชายหนุ่มร้องเรียกชื่อเพื่อน หันซ้ายขวามองระเบียงทางเดิน ก่อนขึ้นอีกชั้น กวาดตาหาและเรียก ก่อนขึ้นอีกชั้น เห็นประตูห้องหนึ่งเปิดอ้าไว้
“ซัน” พจน์ตะโกน “อยู่ไหมซัน” เขาวิ่งไปยังห้องที่เปิดประตู มองเข้าไปด้านใน เห็นเธอยืนอยู่ปลายเตียง ผู้หญิงคนหนึ่งนอนซูบผอมอยู่บนเตียงนั้น ดวงตาปิดสนิท
เขาสัมผัสที่หัวไหล่ขวาของเพื่อน เธอหันหน้ามาหาเขา น้ำตาไหลรินเป็นทางบนใบหน้า ซันแบมือสองข้างให้เขาดู
“ดูสิ ฝ่ามือของฉันมีแผลด้วย”
พจน์ผงะ ปล่อยมือจากหัวไหล่ รู้สึกถูกสะกิดแรงๆ ที่ไหล่ตนเองหลายๆ ครั้ง จนดวงตาเปิดขึ้น แสงสว่างจากเพดานห้างสรรพสินค้า แสบตา
“มานอนอะไรตรงนี้ฮะ” โยปลุก ปล่อยมือจากไหล่ของเขา “โทษทีที่ปล่อยให้รอนาน”
“อ้อ ไม่เป็นรายยย” พจน์หาวยาว น้ำตาซึม รู้สึกมึนงงหลังตื่นจากฝัน เหลียวซ้ายขวาเห็นตนเองลงมานอนบนพื้นข้างเก้าอี้
“อุตส่าห์นอนตกเก้าอี้แล้วหลับต่อได้ ศิษย์ของทัศน์แหงๆ” โยแซว กดเปิดหน้าจอโทรศัพท์ดูเวลา “เราต้องรีบแล้วล่ะ”
ทั้งสองเดินขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นบนสุด โรงภาพยนต์ของแทบทุกห้างสรรพสินค้ามักอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร ต่างแหงนหน้ามองรายการและเวลาเข้าฉายของแต่ละเรื่องชั่วครู่หนึ่ง ก่อนเดินต่อแถวบนพรมที่กั้นด้วยเชือกแดงเป็นทางเลี้ยวซ้ายขวา
“เสียดายไม่ได้ดูกับซัน ไม่งั้นคงได้ฟังเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือสปอยด์ต่างๆ ประกอบ” โยเอ่ย พจน์นึกถึงฝันเมื่อสิบห้านาทีที่ผ่านมา ความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ฝันเริ่มเลือนลาง
“ค่ายนี้เราไม่แน่ใจคุณภาพนัก ดูกี่เรื่องก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่” พจน์วิจารณ์ มองชื่อหนังในตั๋ว
“เสียงวิจารณ์ดีนะ ค้นข้อมูลมาแล้ว ทำมาจากหนังสือเหมือนแฮรี่น่ะแหละ แถมเจนนิเฟอร์แสดง ฉันสนใจตรงนี้ล่ะ”
“แหมนี่ดูเพราะนักแสดงอีกคนใช่ไหม” เว้นชื่ออีกคนไว้ในฐานที่รู้กัน พจน์เงียบไปครู่หนึ่ง ยังคงนึกถึงความฝันและเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อน
โยกับเพื่อนนั่งเก้าอี้ตัวโตปล่อยให้ร่างจมในฟูกนิ่ม วางแก้วน้ำและถุงขนมบนโต๊ะระหว่างกัน ยังมีเวลาก่อนเข้าโรงอีกเล็กน้อย
“เสียดายนะครั้งนี้มีแค่สองคน ที่เหลือไม่ได้มา” โยบ่นเสียดาย
หลังจากเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อน เพื่อนทั้งห้าคนก็ตกลงกันว่าจะนัดเจอเดือนละครั้ง ครบทุกคนหรือไม่ก็ได้ เพื่อเปิดวงคุยและรับฟังเกี่ยวกับชีวิตและสิ่งสำคัญต่างๆ พจน์นำความรู้จากที่เรียนมาในการอบรม แนะนำกับเพื่อนๆ ว่า การมีพื้นที่รับฟังที่ปลอดภัย เป็นส่วนสำคัญต่อการเติบโตของทุกคน และเป็นที่หล่อเลี้ยงความเชื่อใจในคุณค่าของตนเองให้เติบโต
“ป่านนี้ซันคงขับรถลงไปถึงนราธิวาสแล้วมั้ง” พจน์เอ่ยขึ้น โยยิ้มตามีประกาย คิดถึงเพื่อนคนเดียวกันในใจ
“ดีนะ ซันได้เดินทางคนเดียวไปตามใจชอบบ้างก็ดี คงโดนที่บ้านบังคับมามาก ฉันยังอยากมีอิสระแบบนั้นบ้าง”
พจน์หยักหน้า ภาพวงคุยของเพื่อนทั้งห้าคนเมื่อเดือนก่อนปรากฏขึ้นข้างใน มีดาวที่รีบตื่นจากที่นอน โทรศัพท์ร้องเสียงดังตกใจที่ตัวเองเผลอหลับนาน มีทัศน์ที่เสียสละเวลางานถ่ายภาพรีบตามมาสมทบ มีโยที่ตอบรับทันทีที่เขาถามในโปรแกรมไลน์ หลังจากได้คุยกับซันเมื่อเธอร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง และยอมเปิดประตูรถออกมาเล่าเรื่องราว
ได้ฟังความรู้สึกของเพื่อน เปิดอกรับเข้ามาสัมผัสหัวใจ น้ำตาน้อยๆ ของเขาก็รินหลั่งลงมา เพื่อนคนอื่นก็ได้ทบทวนชีวิตของตนไปพลาง หนึ่งเรื่องราวและการรับฟังที่แวดล้อม เปิดประตูสู่การเดินทางใหม่ของชีวิตทุกคน
“วันนี้ ฉันก็คิดนะ ว่าตนเองทนเรียนมาตั้งนานได้ยังไง โดยที่แทบไม่ได้เอามาใช้เลย นอกจากคำว่าจบปริญญาตรี” โยพูด เปลี่ยนเรื่องใหม่ “ช่วงนี้ฉันก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นักเลยว่ามันถูกต้องดีแล้วกับชีวิตที่เป็นอยู่”
เงียบครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “แล้วนายเคยคิดเรียนต่อ ป.โท ไหม”
เพื่อนชายส่ายหัวทันที “ไม่นะ ไม่เคยเลย”
“พ่อแม่ฉันบอกให้ไปเรียนต่อโทแทบทุกวัน คอยแต่บอกว่างานทั้งหลายที่ฉันเคยทำมันไม่ดี ฉันก็เคยเชื่อว่ามันใช่ จนกระทั่งช่วงนี้ ฉันรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจแล้ว หรือที่จริงควรเชื่อฟังพ่อแม่แล้วเรียนต่อ ป.โทกันแน่ เผื่อคงได้พบงานที่ใช่”
“เราก็เห็นเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเรียนต่อ ป.โท กันเยอะนะ เรียนจบแล้วก็ต่อกัน เห็นบทความบอกสถิติคนจบชั้น ป.ตรี ว่างงานเป็นแสน แต่มันคงไม่ได้แปลว่าจบสูงกว่าแล้วจะเจองานที่เหมาะสมต่อตัวเอง แค่มีโอกาสหางานได้เงินเยอะขึ้นเท่านั้น” พจน์เล่า
“หรือเพราะฉันยังอายุไม่มาก เลยสับสนแบบนี้ ที่จริงฉันก็รู้สึกกลัวเป็นฝ่ายแพ้ต่อพ่อแม่หากยอมออกจากงานที่เลือก แล้วเรียนต่อทั้งที่ปากบอกว่าไม่จำเป็น” เพื่อนเอ่ย ดวงตาเคร่งเครียด ดูเวลาในโทรศัพท์อีกครั้ง
“ไม่ใช่อายุน้อยหรอก เราไปอบรมมาก็เห็นคุณป้าวัยห้าสิบหกสิบยังสับสนกับชีวิตและตนเองได้เลย ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบทำอะไร” เล่าจากประสบการณ์ล่าสุด
“อบรมกับพ่อมดน่ะหรอ”
“เปล่า ลูกศิษย์อาจารย์พ่อมด ชื่อครูกรุณา ช่วงนี้ท่านให้ลูกศิษย์สอนแทน ได้ยินว่าไปเก็บตัวภาวนา”
“ฉันชักอยากไปอบรมบ้างแล้วสิ เผื่อเจอคำตอบอะไรบ้าง” โยเอ่ย หยิบของเตรียมลุก
“หรือไม่ก็มีคำถามมากกว่าเดิม ฮ่าๆ” พจน์ขำ เพื่อนทำหน้างงไม่เข้าใจ
“หมายความว่าไง”
เพื่อนยืนขึ้นตาม สะพายย่ามสีนวลคาดหัวไหล่ “หมายความว่า อาจพบคำถามสำคัญๆ ต่อชีวิต ที่อาจสำคัญหรือมีความหมายมากกว่าที่เคยถามตัวเองหรือไม่เคยถามเรื่องนี้มาก่อน ครูกรุณาบอกว่า คำถามที่ดีคือนาฬิกาปลุกในเวลาที่เหมาะสม”
โยได้วรรคเด็ด อยากจดบันทึกไว้แต่ไม่มีเวลา ได้เพียงรำพึงชื่นชมเพื่อนว่า “งานที่เธอทำนี่ดีเลยนะ ดูเธอมีความสุขดี แถมมีโอกาสได้เข้าอบรมดีๆ อีกด้วย”
“เราก็ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่อยากทำมากกว่านี้เหมือนกัน” พจน์เอ่ย โยทำหน้าประหลาดใจ “เป็นผู้ประสานมูลนิธิ คอยรับเรื่อง ติดต่อ เดินทางไปโน่นมานี่ ทำหลายๆ งานแม้แต่การออกงาน ก็ยุ่งกับเรื่องคนอื่นพอๆกันแหละ”
พจน์เห็นรอยแผลเป็นทางยาวบนหลังมือของโย เลือดซึมมากขึ้นเล็กน้อย เธอเห็นสายตาเพื่อน จึงตอบ “โดนขอบโต๊ะน่ะ” โยอธิบาย เข้าไปล้างมือในห้องน้ำแล้วออกมาสมทบ ทั้งสองเดินจากที่นั่งเข้าสู่โรงภาพยนต์หมายเลข ๖ นั่งเก้าอี้แถวค่อนข้างกลาง มีคนนั่งอยู่มากพอสมควร
ระหว่างภาพยนต์ตัวอย่างฉายก่อนถึงของจริง พจน์หันไปหาเพื่อนข้างกาย บอกเบาๆ ว่า “ขอมือหน่อยสิ”
“เห้ย คิดอะไรอ่ะ เพื่อนกันนะ” โยโวยวาย เกือบร้องเสียง เห้ย ดัง
“ไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้น จะลองใช้พลังรักษามือดู” ยื่นมือเข้ามาจับ
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เขิน” เพื่อนเอามือหลบมาประสานกันบนท้อง จู่ๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นในใจ เหมือนตนเองจะต้องดูแลหรือทำบางสิ่งบางอย่าง
แปลกใจกับตนเอง แล้วจึงเหวี่ยงแขนไปด้านข้างข้ามที่พิงแขน พจน์จับมือของเธอ กุมไว้นิ่งๆ “เรานึกว่าจะโดนตบนะนี่ เหวี่ยงมือมาอย่างนี้”
ผ่านตัวอย่างภาพยนต์ ๒ เรื่อง และโฆษณาสินค้าเสียงดังเสียงแสบแก้วหู อีก ๒ รายการ มือของเพื่อนชายกุมมือเธอไว้แนบนิ่ง อากาศในโรงหนังหนาวเกาะกุมกาย แต่มือที่จับเกาะกุมมือรู้สึกอุ่น โยหันจากหน้าจอมามองพจน์อยู่สองสามหน เห็นเพื่อนหลับตาแลตั้งใจ ก่อนที่เขาจะปล่อยมือเธอกลับสู่อ้อมตักตนเอง “เป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามเบาๆ
ในแสงกระพริบๆ จากหน้าจอขนาดใหญ่ พจน์เห็นเพื่อนส่ายหัว “ก็ยังแสบๆ นิดๆ เหมือนเดิม” พจน์ลูบมือตนเอง เขารู้สึกคันๆ นึกในใจว่าสงสัยต้องฝึกอีกมาก
โยเพิ่งรู้สึกได้ว่าตนเองเกร็งขา …เพราะพจน์จับมือหรือเปล่านะ เลยเกร็งแบบนี้ ก็ไม่ใช่นะ น่าจะตั้งแต่ตอนเข้ามานั่งแล้ว หนาวไหม ก็ไม่หนาวมากเท่าไรนะ… เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หรี่แสงลงให้สุดและปิดเสียง ดูเวลาและนึกสิ่งที่ต้องทำในใจ ก่อนจะมองมือของตนเอง
แผลไม่ใช่ปัญหา แต่มันว่างเกินไป
เธอผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ รีบจ้ำย่ำเท้าออกจากโรงภาพยนต์ที่ใกล้ฉายเรื่องแล้วมาข้างนอก เปิดกระเป๋าถือสีดำ มือรื้อค้นสิ่งของข้างใน ก่อนจะเดินกลับมายังโต๊ะเก้าอี้ที่นั่งคุยกับพจน์ ไม่มีซองเอกสารอยู่เลย
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” พจน์วิ่งตามมา ถามเสียงเหนื่อย
“ต้นฉบับหายน่ะ ฉันรับมันมาก่อนเจอเธอ มันอยู่ในซอง เธอเห็นฉันถือมาไหม”
เพื่อนชาย ค่อยๆ ทบทวน เริ่มจากตอนลืมตาเห็นโยเรียกปลุกตื่น จนถึงตอนนั่งคุยด้วยกัน เขาไม่เห็นหรือรู้ว่ามีซองเอกสารอยู่กับโยเลย “ไม่นะเพื่อน เราไม่เห็นเธอถือมา”
“แย่แล้ว ฉันจำได้ว่ารับมันกับมือแล้วถือออกมานะ แล้วก็รีบเดินไวๆ มาหาเธอ” โยพยายามนึก หลับตา ค่อยๆ นึกทบทวนเหตุการณ์ แต่เธอเห็นภาพหลายเรื่องสลับกันไปมาในห้วงคิด “ไม่รู้ว่าทำหล่นหรือลืมไว้ไหน”
โยออกเดินหา กลับมายังเก้าอี้ที่พจน์นอนตก ก้มดูรอบแล้วก็ไม่เห็นแม้ขยะสักชิ้น “เธอ ไปดูหนังก่อนได้นะ ฉันค่อยตามไป กลัวทำเธอเสียเงินเสียเวลา”
“ไม่เป็นไร ของสำคัญ หนังดูเมื่อไหร่ก็ได้ เธอลองทำสมาธิแล้วนึกให้ดีสิ แวะที่ไหนก่อนมาหาฉันหรือเปล่า” พจน์ช่วยเพื่อนนึก เขารู้สึกสั่นที่กระเป๋ากางเกง คงมีคนส่งข้อความมาหาทางโปรแกรมไลน์
มนสิการหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนออกมายาวๆ พยายามปลอบตนเองให้สงบเพื่อตั้งสมาธิ ก่อนเห็นภาพตนเองในใจ ยืนหน้าเคาร์เตอร์ร้านขายกาแฟเพื่อซื้อน้ำเปล่าแก้เปรี้ยวปาก บางทีอาจลืมวางไว้ตรงนั้น
คิดได้แล้วจึงรีบสาวเท้าลงชั้นล่างไปยังร้านกาแฟ มีคนต่อคิวห้าคน บนชั้นวางด้านหน้าโต๊ะรับสั่งน้ำ มีเพียงแก้วกาแฟและขนม
“ขอโทษะค่ะ” เธอก้าวมาข้างหน้าขัดจังหวะที่ลูกค้ากำลังยื่นเงิน “พอเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลไหมคะ หนูอาจลืมไว้ตรงนี้”
พนักงานหันหน้าถามกัน แต่ก็ส่ายหัว ไม่มีใครเจอ ความหวังที่จะพบได้ไม่ยากสั่นคลอนในใจโย เธอคิดไม่ตกเลยว่าหากไม่อยู่ที่นี่แล้วจะอยู่ในที่ใด ทำตกระหว่างทาง หรือลืมไว้ที่ร้านในหอศิลป์ฯ แต่หากลืมไว้ที่นั่น พี่สุคงเตือนเธอแล้ว
“ฉันจะโดนไล่ออกไหมนะ ถ้าทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้” โยรำพึง เพื่อนชายส่ายหัว จับไหล่เธอปลอบโยน
ทั้งสองพยายามเดินทวนเส้นทางที่โยรีบเดินมาหาพจน์ ตั้งแต่ในห้างฯ ออกมายังทางเท้าริมท้องถนนรถวุ่นวาย ยังไม่มีร่องรอยใดใด จนใกล้จะถึงหอศิลปะแห่งกรุงเทพฯ
ก่อนขึ้นสะพานลอยข้ามถนนสี่แยก ผีเสื้อตัวนิดสีเหลืองบินตัดหน้ารถสามสี่คันกลางถนน แรงลมปะทะทำให้มันบินเซ แต่ก็บินหมุนฉวัดเฉวียนข้ามมาได้ โยมองผีเสื้อตัวนั้นแล้วหันกลับมามองอาคารเบื้องหน้า หากเธอหาต้นฉบับไม่เจอ เธอคงต้องรีบโทรศัพท์ไปขอโทษพี่ทั้งสามคนและรับผิดชอบความผิดพลาดนี้
…แต่ทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับฉัน…
…
หลังจากอ่านบทสุดท้ายของหนังสือ “บันทึกน้ำตา ๑ ลิตร” เล่มโปรดของพจน์ซึ่งให้เธอยืมอ่านตั้งแต่เดือนก่อน ซันวางลงบนเบาะนั่งด้านหลัง เหม่อมองทิวเขาริมเมืองของจังหวัดพังงา แดดยามเย็นอุ่นและสายลมเย็นสบาย ฟ้าครึ้มแต่ช่วงสายยังมิโปรยเม็ดฝนใดใด อายะจากไปแล้ว ความทรงจำของเธออยู่บนหน้ากระดาษ ลมหายใจของเธอเดินทางอยู่ในเมฆ ความรู้สึกในใจของซันซึมซับละลายอยู่กับสายลมยามนี้
คำถามเกิดขึ้นในใจ หากน้ำตาหนึ่งลิตรของเด็กหญิงคนนั้นก่อเกิดเป็นหยดน้ำหมึกและหนังสือหลายหมื่นเล่มแก่ผู้อ่านทั่วโลกได้ น้ำตาของตัวเธอเองมีค่ามากเพียงใด พจน์ชื่นชมที่เธอกล้าร้องไห้ บอกซันว่านี่คือพื้นที่ของหัวใจ แต่เธอรู้สึกไม่อยากอ่อนแอ
เพื่อนสนิททั้งสี่ดูเห็นด้วยกับการตัดสินออกเดินทางจากบ้าน แวะเวียนนอนค้างบ้านเพื่อนสมัยเรียนคนนั้นคนนี้ เดินทางเที่ยวเหนือแล้วล่องใต้ ในเมื่อการเดินทางไกลสู่อีกซีกโลกมิได้ช่วยเปิดโลกและความสุขใดต่อเธอเลย บางทีการเดินทางสั้นๆ ด้วยตนเองในประเทศบ้านเกิด อาจมีสิ่งใดรอเธอ
หนึ่งเดือนผ่านมา ความรู้สึกผ่อนคลายแม้เบาสบายในการเดินทาง เธอรู้สึกโตขึ้นอีกนิดหน่อยจากการพาล้อหมุนพบเจอความไม่แน่นอนนานา แต่ความกลัวที่จะต้องกลับกรุงเทพฯ และกลับบ้าน ก็พาใจเธอหม่นหมองเป็นช่วงๆ ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกเลย เมื่อได้สัมผัสธรรมชาติของท้องทุ่งนาและป่าเขาระหว่างการเดินทาง ความฝันเล็กๆ ที่เคยมีของเด็กหญิงน้อยก็หวนคืน บางทีถ้าเธอได้ที่ดินสักแห่งก็คงใช้ชีวิตกับการทำสวนที่นั่น แทนที่จะกลับไปยังเมืองที่จากมา เมืองซึ่งวัยเด็กของเธอยังคงกล้ำกลืนน้ำตา สิ่งดีเดียวที่เธอนึกถึงสำหรับที่นั่น คือเพื่อนทั้งสี่คน
อายะเข้มแข็ง แม้มีความหวังแต่ก็ต้องยอมรับความจริง สุดท้ายอายะเป็นฝ่ายจากไป แต่เธอผู้อ่านยังคงมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่เธอรักและคุณค่าต่างๆของชีวิตก็ราวเป็นฝ่ายจากไปแล้ว
อำเภอเมืองพังงาเงียบสงบโอบล้อมด้วยอ้อมกอดของภูเขา มีภูเขาน้อยลูกหนึ่งตรงเกือบกึ่งกลางตรงข้ามเขาช้าง เสน่ห์ลึกลับดึงดูดเธอ ยอดสูงอย่างเสงี่ยมแวดล้อมป่าน้อยคั่นหมู่บ้านและถนนหนทาง ชาวบ้านบอกว่าชื่อ “เขางุ้ม” มาจากตำนานของตางุ้มผู้ยอมตายตามช้างที่ตนรัก ระหว่างเดินทางไปมาตามวัดและถนนขึ้นลงเนินเรียบเขาทั้งสองด้านของอำเภอ เธอจะหยุดมองยอดเขางุ้ม รู้สึกเหมือนอยากปีนขึ้นไปหรือเดินเข้าไปสำรวจใกล้ แม้ชาวบ้านบอกว่าไม่น่าเที่ยวเท่าใดนัก แต่พอฟังว่ามีถ้ำร้างแห่งหนึ่ง แรงดึงดูดลึกลับก็ชัดเจนขึ้นในใจเธอ
ซันจอดรถในซอยสถานีดับเพลิงตามคำแนะนำ ลงจากถนนของซอยผ่านพงหญ้าหนาทึบและมองไม่เห็นปลายทางใดใด นี่คงเป็นทางนำไปสู่ถ้ำเขางุ้มตามที่ชาวบ้านเล่า เธอก้าวลงจากถนน เดินไปสองสามก้าว เหยียบย่ำบนหญ้า ขนเธอลุกซู่ อากาศเย็นผิดแปลกจากตอนเดินในซอย แม้ห่างกันไม่กี่เมตรแต่ราวย่างเท้าสู่ป่าลึก
เธอหยุดเท้า เบื้องหน้ามองเห็นต้นไม้ ใบหญ้า และทางเดินเล็กๆ ที่ด้านข้างเว้าแหว่งลงเหมือนแอ่ง มีเชิงเขาปรากฏเป็นแผ่นผาลาดสูงไม่เห็นทางเข้า อยากก้าวต่อแต่ใจเกรงกลัวอันตราย และเวลาที่คล้อยล่วง
…วันหนึ่งฉันจะกลับมา ถ้าเข้าไปแล้วดี…ซันคิดในใจ หันหลังก้าวเท้าสูงแหวกพงหญ้ากลับ
ระหว่างเท้าก้าวย่าง มีเสียงหญ้าสวบๆ ดังติดตามมาข้างหลัง ซันลองหยุด แต่เสียงนั้นยังคงดัง
ลังเล แต่เสียงนั้นใกล้เข้ามา เธอตัดสินใจหันหลังกลับ มือจับที่เอวเตรียมหยิบมีดที่แอบเหน็บไว้ใต้ชายเสื้อ
ผู้ชายวัยกลางคนสบตากับเธอ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าเป็นแถวคาด กางเกงขายาวทับชายเสื้อไว้ แต่งตัวดีเกินกว่าเป็นคนในระแวกแถวนี้ เขาเดินฝ่าพงหญ้าตามรอยที่เธอทำไว้
“ผมเข้าไปดูถ้ำมา เคยมาหลายครั้งครับ รู้สึกผูกพันกับที่นี่ แต่นานๆมาที หญ้ารกขึ้นมากเลย” เขาแนะนำตัวเอง สำเนียงเสียงเป็นคนภาคกลาง
“ค่ะ” เธอตอบรับ หันหลังจะเดินต่อ
“คงไม่ใช่คนแถวนี้เหมือนกันใช่ไหมครับ กำลังจะเข้าไปดูถ้ำแล้วผมขัดจังหวะหรือเปล่าครับ” เขาทักถาม เดินเร็วกว่าจนมาถึงเธอ
“เปล่าหรอกค่ะ เห็นว่าเริ่มมืดแล้วและไม่เห็นทางเข้าเลยว่าจะกลับ”
“ดูจากตรงนี้ไม่เห็นหรอกครับ ทางเข้า ต้องเดินเข้าไปใกล้จึงจะเห็น บางครั้งทางเข้าหรือทางออกก็เป็นแบบนี้” อธิบายและก็เดินจนมาถึงถนนของซอย “ข้างในสงบ เคยเป็นแหล่งโบราณคดี แต่ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศก็น่ากลัวสำหรับผู้หญิงมาตัวคนเดียว”
ซันรู้สึกไม่ชอบใจที่ผู้ชายคนนี้เอ่ยอ้างผู้หญิงมาตัวคนเดียว มันทำให้เธอรู้สึกอ่อนแอ
“ถ้ามาเร็วกว่านี้คงลองเข้าไปดูค่ะ หนูก็เดินทางคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง” ซันพูด ชายเสื้อแถบฟ้าพยักหน้ารับฟัง “ว่าแต่น้าทำไมผูกพันกับที่นั่น”
“เคยพาลูกสาวมาเที่ยวพังงาครับ แกหลงมายังถ้ำนี้ ตามมาฝนก็เทสายกระหน่ำ เลยได้นอนเล่านิทานให้กันฟังในนั้น” เขาเล่า น้ำเสียงอบอุ่น “จากนั้นก็ได้ล่วงรู้หลายๆ อย่างเกี่ยวกับที่แห่งนี้ และหลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจหันเหทิศทางชีวิตจากอาจารย์มาเป็นนักบำบัด”
แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าการมาถ้ำเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจหันเหเส้นทางชีวิตของเขาอย่างไร แต่ดวงตาและน้ำเสียงเวลาเล่าทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ ซันรู้สึกว่าเขามีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตที่น่าซักถาม หากมีเวลาและโอกาสได้พบเจออีก
“เดินทางดีๆ นะครับ หากมีโอกาสก็หวังว่าจะได้เล่าและฟังเรื่องราวของกันครับ” เขายกมือโบกลา ขึ้นควบจักรยานที่จอดริมถนนปั่นออกไปจากซอย
ซันดูนามบัตรของเขาในมือ รูปผีเสื้ออยู่ในตราสัญลักษณ์มุมบัตร เขาแนะนำตัวเองเป็นนักบำบัด แต่ท่าทีเวลาพูดคุยกันช่างแตกต่างจากหมอจิตเวชในโรงพยาบาลที่เธอเคยพบนัก
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าส่งเสียงกริ่ง มีข้อความส่งมา เธอกลับมานั่งในรถ แล้วจึงเปิดกระเป๋าหยิบออกมากดเปิดโปรแกรม หน้าจอเปลี่ยนเป็นสีเขียวแสดงสัญลักษณ์ไลน์
ดาวส่งข้อความมาที่กลุ่มเพื่อน ซึ่งมีเธอและเพื่อนทั้งสี่ร่วมในกลุ่มข้อความนี้
ซันอ่าน เวลาของโลกเหมือนหยุดนิ่งลงชั่วคราว เธอแทบไม่เชื่อสายตา
“ทัศน์ขี่รถเฉี่ยวคนและล้มเข้าโรงพยาบาล เขาว่าคนถูกเฉี่ยวโดนรถอีกคันทับตายด้วย ทัศน์ยังไม่ฟื้น”
